วันจันทร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ชูกติกาปราบโกง : เปิดไต๋โครงสร้างรัฐธรรมนูญปูทางเลือกตั้ง

ชูกติกาปราบโกง : เปิดไต๋โครงสร้างรัฐธรรมนูญปูทางเลือกตั้ง

  • Share:

พลิกเปิดปฏิทินการร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญ

หรือเรียกกันว่ากฎหมายลูกซึ่งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กำลังยกร่าง โดยเฉพาะร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง

ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

กฎหมายลูกเหล่านี้ กรธ.จะต้องออกแบบให้สอดคล้องกับบทบัญญัติและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และต้องมุ่งหมายให้มีการ “ขจัดการทุจริต ประพฤติมิชอบทุกรูปแบบ”

กรธ.ต้องทำให้แล้วเสร็จภายใน 280 วันนับตั้งแต่รัฐธรรมนูญประกาศใช้ ก่อนส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาให้ทันในกรอบเวลา 60 วันนับตั้งแต่วันที่ได้รับร่างกฎหมายลูกแต่ละฉบับ

หาก สนช.พิจารณาไม่เสร็จตามกรอบเวลาที่กำหนด ถือว่า สนช.เห็นชอบตามที่ กรธ.เสนอ

เมื่อที่ประชุม สนช.พิจารณาเสร็จให้ส่งกฎหมายลูกให้ศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องหรือ กรธ.พิจารณา ถ้าศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้อง หรือ กรธ.เห็นกฎหมายลูกไม่ตรงกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ให้แจ้งให้ประธาน สนช.ทราบภายใน 10 วันนับแต่วันที่ได้รับร่างกฎหมายลูกนั้น

และให้ สนช.ตั้ง กมธ.วิสามัญคณะหนึ่ง 11 คน ประกอบด้วยประธานศาลรัฐธรรมนูญหรือประธานองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องและ สนช.และ กรธ.ที่คณะ กรธ.มอบหมายฝ่ายละ 5 คน

พิจารณาแล้วเสนอต่อ สนช.ภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับร่างเพื่อให้ความเห็นชอบ ถ้าสนช.มีมติไม่ถึง 2 ใน 3 ให้ถือว่าเห็นชอบตามร่างที่ กรธ.เสนอ กรณี สนช.มี “มติไม่เห็นชอบ” ด้วยเสียงเกิน 2 ใน 3 ให้ “ร่างเป็นอันตกไป”

แต่ถ้าสุดท้ายไม่ผ่านชั้น สนช.หลังตั้งคณะ กมธ.วิสามัญร่วมฯ เส้นทางโรดแม็ปจะเดินต่อไปอย่างไร

ไปดูโฉมหน้ากฎหมายลูกฉบับหลักๆและเส้นทางโรดแม็ปมีโอกาสที่จะไม่เป็นไปตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศไว้

โปรดติดตาม นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ.และสมาชิก คสช. ให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง ว่า การร่างกฎหมายหลายเรื่องอาจจะต้องเปลี่ยนแนวคิดใหม่ เพื่อให้การทำงานเกิดประสิทธิภาพ

โดยเริ่มยกร่างกฎหมายเรียงลำดับ 4 ฉบับแรกที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ชุดแรกอาจจะเป็นกฎหมายพรรคการเมือง และกฎหมาย กกต. ส่วนฉบับไหนจะเริ่มก่อนต้องพิจารณาดูว่า ใครจะต้องเตรียมตัวมากกว่ากัน เพื่อให้เขามีเวลาเตรียมตัวก่อนจะมีการเลือกตั้ง

ชุดที่สองกฎหมายที่มาของ ส.ว. เมื่อเสร็จ 3 ฉบับแรกแล้วก็ตามต่อด้วยกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. ภายใน 4 เดือน กฎหมาย 4 ฉบับอาจจะยังออกมาไม่หมด

เพราะกฎหมายฉบับสุดท้าย กรธ.ต้องดูระยะเวลาด้วย เช่น หาก กรธ.กำหนดว่า ผู้ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งต้องเป็นสมาชิกพรรค 90 วัน กรธ.เขียนกฎหมายก็ต้องเว้นระยะเวลานั้นไว้ด้วย ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของใคร แต่เพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์และผลประโยชน์ของผู้สมัครที่จะเข้าสู่การเมือง

หรือหากมีการรีเซ็ตพรรคการเมือง ก็ต้องให้เวลา หรือหากกำหนดจำนวนสมาชิกพรรค 5,000 คน ต้องให้เวลาพรรคการเมืองไปหาสมาชิกพรรคด้วย

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า มาถึงวันนี้จะเซ็ตซีโร่พรรคการเมืองและ กกต.อย่างไร และมีธง มาจาก คสช.หรือไม่ นายมีชัย บอกว่า ไม่เคยมีใครตั้งธงเอาไว้ ที่ผ่านมาจะมีอย่างมากแค่คำขอ ใครขออะไรมาเราก็เอามานั่งคุยกัน

และขณะนี้ กรธ.ยังไม่มีการพูดถึงการเซ็ตซีโร่ และยังตอบอะไรชัดเจนไม่ได้ ขึ้นอยู่ที่เราพิจารณาว่าจะปรับอะไร อย่างไรบ้าง เช่น กรธ.จะปรับ กกต.อย่างไร และเอาอะไรมาแทน

ทาง กรธ.จะออกแบบร่างกฎหมาย กกต.และร่าง กฎหมายพรรคการเมืองอย่างไร เพื่อการจะปฏิรูปให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์และยุติธรรม นายมีชัย บอกว่า เรากำลังคิดถึงบทบาทของ กกต.

อยากให้มีบทบาทลงพื้นที่ไปตรวจสอบตั้งแต่ต้นว่า การเลือกตั้งสุจริตจริงหรือไม่ โดยคิดจะสร้างกลไกให้ กกต.มีเครื่องมือลงไปดูตั้งแต่แรก ถ้าทำแบบนี้การเลือกตั้งจะมีความบริสุทธิ์มากขึ้น

ฉะนั้นต้องทำงานเชิงรุกมากกว่าเชิงรับ หรือนั่งรอให้คนมาร้อง

หากนั่งรอจนผลการเลือกตั้งเรียบร้อยแล้วประกาศผล แบบนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ กกต. เป็นใครก็ได้

ส่วนพรรคการเมือง ทุกคนมีความเห็นและเรียกร้องตั้งแต่ต้น ว่า สมาชิกพรรคต้องมีบทบาทในพรรค ไม่ใช่แค่เจ้าของ นายทุนหรือคนบริจาค เงินเข้าพรรค

ถ้าเราทำได้ พรรคการเมืองจะเป็นพรรคของประชาชน บทบาทจะดีขึ้น แน่นอนว่ามีคนบริจาคเงินเข้าพรรค ก็ต้องทำให้โปร่งใส พรรคการเมืองต้องทำรายรับรายจ่ายให้ชัดเจน

ที่ กกต.เสนอมาว่าพยายามจะลดค่าใช้จ่ายการหาเสียงเลือกตั้ง

เช่น กำหนดจุดปิดป้ายประกาศหาเสียง แนวคิดนี้ยังมองไม่เห็นว่าจะเสียหาย เพราะทำให้ผู้สมัครมีความทัดเทียมกันในการปิดป้าย

ปัญหาที่กังวลคือความครึกครื้น ความจริงตัวป้ายหาเสียงมันไม่ได้ทำให้เกิดความครึกครื้นเท่าไหร่นัก มันอยู่ที่ “รถหาเสียง” และ “การเปิดเวทีปราศรัย” กกต.ยังพูดไม่ชัดเจน

กรธ.กำลังคิดกันอยู่ อย่างระบบของประเทศญี่ปุ่น ให้มีรถหาเสียงได้แค่คันเดียวสำหรับผู้สมัคร ส.ส.1 คน แบบนี้ค่าใช้จ่ายในการหาเสียงจะลดลง

แต่มีคนบอกว่าเมื่อค่าใช้จ่ายหาเสียงลดลง จะมีเงินไปซื้อเสียงมากขึ้น ปัญหานี้กำลังคิดกันอย่างหนักว่าจะแก้ไขอย่างไร เพื่ออุดช่องโหว่ แต่ต้องคิดถึงการปฏิบัติด้วย เช่น ห้ามเอาเงินใส่ซองทำบุญ เดี๋ยวก็หาวิธีอื่นจนได้ มันไม่เกิดประโยชน์

เช่นเดียวกันการกำหนดค่าใช้จ่าย 1.5 ล้านบาทต่อผู้สมัคร ส.ส. 1 คน เคยถาม กกต.ว่า ผู้สมัครได้ทำบัญชีส่ง กกต.ใช้จ่ายตามที่กฎหมาย กำหนดจริงหรือ กกต.บอกไม่เชื่อ แต่ก็ปล่อยไป เพราะไม่มีคนร้อง

แปลว่า กกต.ทำงานเชิงรับ หากส่งคนลงไปดูในพื้นที่จริงจัง พอผู้สมัครมายื่นบัญชีค่าใช้จ่าย กกต.มีผลสำรวจอยู่แล้ว ทำให้จริงจังสัก 2-3 ครั้งเท่านั้น คนจะกลัว

นี่คือสิ่งที่ได้คุยกันใน กรธ. แต่ยังไม่รู้ว่าจะเขียนลงไปในกฎหมายลูกอย่างไรดี

แล้วกฎหมายลูกที่เหลือมีฉบับไหนที่น่าเป็นห่วงที่สุด นายมีชัย บอกว่า ที่จะหนักที่สุดคงเป็นกฎหมาย ป.ป.ช. เพราะจะเป็นกลไกที่ทำให้การปราบปรามการทุจริตสำเร็จหรือไม่

หากให้อำนาจ ป.ป.ช.มากอาจจะเป็นดาบสองคม ความยุติธรรมอาจจะไม่เกิด และหากไปเจอคนไม่ดีใน ป.ป.ช.ก็เกิดอันตราย

อำนาจต้องมีพอสมควรและมีกลไกป้องกันหากใช้อำนาจในทางที่ผิด ฉะนั้นเวลาออกแบบกฎหมายอาจต้องทะเลาะกับ ป.ป.ช.ในบางเรื่อง สุดท้ายไม่รู้ว่าจะต้องรื้อโครงสร้าง ป.ป.ช.ได้มากแค่ไหน

ในใจของผมอยากให้ ป.ป.ช.ทำเฉพาะคดีใหญ่ ที่ทุจริตก่อให้เกิดความเสียหายจำนวนมาก เดือดร้อนกับคนทั่วไป ส่วนคดีเล็กๆส่งไปให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ทำ

เมื่อตัวใหญ่ๆมันโดน แต่ละปีทำได้สัก 10 คดีก็พอแล้ว รับรองภายในไม่กี่ปีคนก็กลัว ไม่กล้าทำ

ตามขั้นตอนหากที่ประชุม สนช.ไม่เห็นชอบร่างกฎหมายลูกตามที่ กรธ.เสนอไป และนำไปสู่การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่วมกันแล้ว ที่ประชุม สนช.ยังไม่เห็นชอบอีก เงื่อนเวลาการร่างกฎหมายจะขยายไปอีกอย่างไร นายมีชัย บอกว่า หากโหวตไม่ผ่าน กรธ.ก็ต้องยกร่างใหม่ คราวนี้จะไม่มีระยะเวลากำหนดแล้ว

ตรงนี้อาจจะนำไปสู่การขยายโรดแม็ปออกไปอีก นายมีชัย บอกว่า คนไม่ได้ทำก็คิดได้

แต่คนที่ทำงานมันก็เหนื่อย ถ้ามันไม่จำเป็นแล้วจะไปเหนื่อยแบบนั้นทำไม ฉะนั้นเวลาที่มีการขอแก้ไขเนื้อหาในร่างกฎหมายลูกแล้วมันสมเหตุสมผล กรธ.คงไม่ไปยุ่งอะไรมาก แต่หากเป็นเรื่องที่ถ้าปล่อยไปแล้วไม่ได้ตามเป้าหมายของเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ กรธ.คงแก้เฉพาะส่วนที่ตกลงกันไม่ได้ ไม่ได้ยกร่างใหม่

โฉมหน้าประเทศจะเป็นอย่างไรเมื่อกฎหมายลูกมีผลบังคับใช้

นายมีชัย บอกว่า กฎหมายจะเป็นอาวุธ

แต่ขึ้นอยู่ที่คนใช้ หากมีโจรเข้ามา คนใช้ไม่หยิบอาวุธขึ้นมา แต่กลับวิ่งหนี อาวุธก็ไร้ประโยชน์

ฉะนั้นรัฐธรรมนูญจึงกำหนดให้ปฏิรูป “การศึกษา-บังคับ ใช้กฎหมาย-ตำรวจ” นี่คือหัวใจสำคัญ

หากทำตามกลไกทั้งหมดประเทศชาติจะสงบสุข.

ทีมการเมือง

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้