วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
พท.ยุส่ง-ปชป.ติง เตือนบิ๊กตู่ ถ้าใช้ม.44ยุบสภา

พท.ยุส่ง-ปชป.ติง เตือนบิ๊กตู่ ถ้าใช้ม.44ยุบสภา

  • Share:

หากเลือกนายกไม่สำเร็จ ความเสียหายย้อนเข้าตัว ให้เซ็ตซีโร่‘องค์กรอิสระ’

“มีชัย” แจกการบ้านทีม กรธ.รื้อร่าง รธน.ตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ปชป.-พท.อ่านเกม “วิษณุ” โยนหินถามทาง “ประยุทธ์” งัด ม.44 สั่งยุบสภาฯแก้ลำเดตล็อก ส.ส.ยื้อเลือกนายกฯไม่ได้ใน 6 เดือน “ราเมศ” ฉะ เนติบริกรขู่ให้เลือกนายกฯสายตรงรัฐบาลทหาร “วิรัตน์”เฉ่งการเมืองไม่ควรแก้ด้วย ม.44 นายกฯตู่คนสั่งจะเสียหายเอง-ก่อปัญหาไม่จบสิ้น “องอาจ” สับใบสั่งยุบสภาใช้ได้ แต่เหมาะสมหรือไม่ ด้าน “ชัยเกษม” จวกใช้อำนาจพิเศษไม่ถูกจังหวะ ยิ่งประจานเผด็จการ “อ๋อย” บอกเสียเวลาตีโพยตีพาย ปลุกนักการเมืองพร้อมใจต้านนายกฯคนนอก “สมพงษ์” ห่วงตุลาการศาล รธน.ตีความเกินเลย สร้างปัญหาในวันข้างหน้า “นิพิฏฐ์” ชมเปาะศาลรธน.มองทะลุให้ ส.ว. ร่วมปลดล็อกเลือกนายกฯนอกบัญชี ป้องกันก่อรัฐประหารซ้ำ “บิ๊กตู่” จัดให้บิ๊กทหารพาเหรดยึด 30 สนช.ใหม่

จากกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ไปปรับแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ 2 ประเด็น ที่เห็นต่างจาก กรธ. โดยมีกระแสข่าวว่า กรธ.ติดใจคำวินิจฉัยดังกล่าวเกินคำขอ แม้นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.จะออกมาปฏิเสธข่าวไปแล้ว แต่ยังคงมีเสียงวิจารณ์ตามมาจากหลายฝ่าย

“มีชัย” แจกการบ้าน กรธ.รื้อ รธน.

เมื่อวันที่ 1 ต.ค. นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงการปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่า นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.ได้ให้ กรธ.แต่ละคนไปอ่านรายละเอียดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เข้าใจหลักคิดของศาลว่า จะนำมาปรับแก้อย่างไรให้สอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญ เพราะมีบางคำในคำวินิจฉัยไม่ปรากฏในร่างรัฐธรรมนูญ กรธ.ต้องมาดูว่าจะเขียนออกมาให้เป็นลักษณะไหน และแตกต่างจากร่างเดิมที่ผ่านประชามติอย่างไร ต้องทำให้กลมกลืน จะให้ลอกคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญใส่ไปทั้งหมดเลย คงเป็นไปไม่ได้ เราต้องมาปรับให้เป็นภาษากฎหมายให้เรียบร้อย โดย กรธ.จะประชุมเพื่อพิจารณาเรื่องนี้อีกครั้งในวันที่ 3 ต.ค. ส่วนการแก้ไขจะกระทบมาตราใดบ้างนั้น เท่าที่ดูคงไม่กระทบมาตราใดๆ นอกจากมาตรา 272 เป็นหลัก มาตรา 272 ก็อยู่ในบทเฉพาะกาล คาดว่าจะไม่กระทบอะไรในบทหลักแน่นอน

ตื๊อพรรคใหญ่ร่วมวงสัมมนา

นายชาติชายยังกล่าวถึง การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่า ขณะนี้ กรธ.ยังไม่ได้ลงมือร่างกฎหมายลูก แต่อยู่ในช่วงกำลังรวบรวม และรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วน กรธ.จะจัดสัมมนารับฟังความคิดเห็นอีก แม้ว่าการจัดสัมมนาเมื่อวันที่ 28 ก.ย.จะไม่มีพรรคการเมืองใหญ่เข้ามาร่วม เพราะมีอุปสรรคการประชุมพรรค แต่จะพยายามประสานกับพรรคใหญ่ให้เข้ามาร่วมสัมมนาครั้งหน้าให้ได้ อย่างไรก็ตาม หากพรรคการเมืองไม่สะดวกมาร่วมสัมมนา ก็ส่งหนังสือหรือเอกสารมายัง กรธ.เพื่อเสนอความคิดเห็นได้เช่นกัน

สปท.ห่วงอำนาจตีความศาล รธน.

นายสมพงษ์ สระกวี กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวถึง กรณีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ให้ ส.ว.ร่วมปลดล็อกเสนอบัญชีนายกฯคนนอกร่วมกับ ส.ส.ได้ว่า สิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญตีความ มา แม้แต่ กรธ.คนร่างรัฐธรรมนูญยังอึดอัด แต่ต้องยอมรับคำวินิจฉัย แต่ความค้างคาใจยังคงอยู่ต่อไป ถือว่าความกังวลต่อการตีความของศาลรัฐธรรมนูญเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น เชื่อว่าในอนาคตยังมีเงาทะมึนจากการตีความของศาลรัฐธรรมนูญรออยู่อีกมาก เพราะร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญตีความเยอะมาก รัฐบาลที่จะเข้ามาทำงานหลังจากนี้ ขยับอะไรจะถูกตีความตลอด โดยเฉพาะการปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาลที่ถูกควบคุมอย่างเข้มงวด อ้างสภาพความเสี่ยงและภาระหนี้สินที่จะกระทบภาระ การเงินการคลังของประเทศ

เชื่อ “บิ๊กตู่” ไม่งัด ม.44 สั่งยุบสภาฯ

นายสมพงษ์กล่าวว่า การให้ ส.ว.ร่วมกับ ส.ส.ปลดล็อกเสนอบัญชีนายกฯคนนอกได้นั้น เป็นการเปิดช่องให้มีนายกฯคนนอกเกิดขึ้น แม้จะไม่เปิดประตูโล่งก็ตาม แต่มีช่องทางไว้ให้ทำอย่างมีขั้นตอน ขณะนี้ยังประเมินลำบากว่า จะมีนายกฯคนนอกหลังการเลือกตั้งหรือไม่ เพราะยังเหลือเวลาอีกหนึ่งปีกว่า ทุกอย่างอาจเปลี่ยนแปลงได้ หากเกิดปัญหาที่สมาชิกรัฐสภาไม่สามารถโหวตเลือกนายกฯที่มาจากบัญชีพรรคการเมืองในรอบแรกได้ เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. คงไม่ใช้ทางออกด้วยวิธียุบสภาฯแก้ปัญหา ตามที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯพูดเปิดทางไว้ เชื่อว่าคงใช้วิธีปลดล็อกให้มีนายกฯคนนอกเกิดขึ้น เพราะในเมื่อเลือกนายกฯไม่ได้ เท่ากับเปิดทางให้มีนายกฯคนนอก

“วันชัย” ปัดแทน คสช.ปูฐานอำนาจ

นายวันชัย สอนศิริ สมาชิก สปท.กล่าวว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นการสร้างการถ่วงดุลทางการเมืองเหมาะสม ตนพอใจมาก ช่วยประคับประคองบ้านเมือง ในระยะเปลี่ยนผ่าน 5 ปี ได้จริงๆ ส่วนกรณี นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ระบุว่า หากรัฐสภายังตกลงเรื่องคนจะมาเป็นนายกฯไม่ได้ จนเวลายืดออกไป คสช.มีอำนาจสั่งยุบสภาได้นั้น เท่าที่ดูจากร่างทั้งหมดไม่มีอะไรที่จะติดล็อกไปถึงขั้นนั้น เชื่อว่าถึงสถานการณ์ต้องเลือกนายกฯ ทุกคนต้องเอาประเทศเป็นตัวตั้ง การกลัวจะมีใครแข็งข้อไม่ยอมจนติดล็อก นักการเมืองมโนไปเอง แต่ตนว่าไม่ใช่ การที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.จะได้เป็นนายกฯคนต่อไปหรือไม่ หัวใจสำคัญอยู่ที่ ส.ส. ส่วน ส.ว.เป็นแค่ตัวเสริมไม่มีสิทธิชี้ขาด ตัวกำหนดไม่ใช่ ส.ว.กับ พล.อ.ประยุทธ์ แต่อยู่ที่ ส.ส.และ พล.อ.ประยุทธ์ต่างหาก จะกำหนดทิศทางประเทศ ส.ว.ไม่เกี่ยวอย่ามาโบ้ย ที่วิเคราะห์กันว่า คสช.กำลังปูฐานปูอำนาจ นักการเมืองต้องการดิสเครดิตใส่ร้ายป้ายสี ถ้าสถานการณ์ที่นายวิษณุบอกเกิดขึ้นจริง เกิดขึ้นจาก ส.ส.ทำทั้งสิ้น อย่าไปโทษทหาร คสช.หรือ ส.ว.พวกเห่า พวกหอน ชอบมาด่าว่ากระแนะกระแหนว่าไอ้ห้อยไอ้โหน ควรเลิกพูดโบ้ยคนอื่นเสียที

“อลงกรณ์” ติงอย่าวิตกกันเกินเหตุ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) คนที่ 1 กล่าวว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญชัดเจนและถือเป็นที่สุด ให้ กรธ.ไปปรับแก้ให้สอดคล้อง โดยเฉพาะการเลือกนายกฯ ในระยะ 5 ปี นับแต่มีรัฐสภาชุดเเรก ต้องทำในที่ประชุมรัฐสภา ส.ส.มีสิทธิเสนอชื่อนายกฯ ส่วน ส.ว.ไม่มีสิทธิ ถ้าการเลือกนายกฯรอบเเรกไม่สำเร็จตามมาตรา 88 ต้องหาเสียงกึ่งหนึ่งของรัฐสภา ขอปลดล็อกเลือกนายกฯนอกบัญชีพรรคการเมือง ทั้งหมดชัดเจน ไม่ต้องวิตกหรือตีความกันเกินเหตุว่าจะติดล็อกถึงขั้นเลือกนายกฯไม่ได้ กติกาที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญ คงไม่ได้มุ่งเขียนเพื่อใครโดยเฉพาะ อย่าเพิ่งผวาหลังการเลือกตั้ง ถ้า ส.ส.ไม่อยากได้นายกฯคนนอก ไปตกลงเลือกนายกฯกันให้ได้รอบเเรกก็จบ ส่วนประเด็นความเห็นต่างระหว่าง กรธ.กับศาลรัฐธรรมนูญ อาจมีมองต่างมุมบ้าง แต่เชื่อว่าจะไม่บานปลาย ประธานกรธ.เป็นผู้ใหญ่ คงเข้าใจดีว่า คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นที่สุด และ กรธ.พูดเเล้วว่าพร้อมปรับแก้ตาม

“สุชน” ยุล้างไพ่หมดองค์กรอิสระ

นายสุชน ชาลีเครือ กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สปท.กล่าวว่า อยากเสนอแนะต่อ กรธ.ในการพิจารณาร่างกฎหมายลูกว่า ในการเขียนกฎหมายลูกที่เกี่ยวกับองค์กรอิสระนั้น ควรระบุให้ชัดเจนว่า เมื่อร่างรัฐธรรมนูญประกาศใช้อย่างเป็นทางการแล้ว ควรให้กรรมการองค์กรอิสระทุกแห่งทั้ง กกต. ป.ป.ช. ศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ต้องถูกเซ็ตซีโร่ เปลี่ยนแปลงใหม่ทั้งหมด แล้วให้แต่ละองค์กรคัดเลือกกรรมการองค์กรอิสระใหม่ เพื่อให้ตรงคุณสมบัติตรงตามมาตรา 232 ของร่างรัฐธรรมนูญ เพราะขณะนี้กรรมการองค์กรอิสระบางหน่วยมีคุณสมบัติไม่ตรงกับมาตรา 232 จึงไม่ควรมีบทเฉพาะกาลให้อยู่รักษาการทำหน้าที่ต่อไป เพื่อให้การทำงานขององค์กรอิสระมีความเป็นธรรม ไม่ถูกมองว่าสองมาตรฐาน

“นิพิฏฐ์” ชมศาล รธน.ช่วยกัน รปห.ซ้ำ

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงเสียงวิจารณ์คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ตีกลับให้ กรธ.ไปแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ เปิดทางให้มีนายกฯคนนอกยาวถึง 8 ปีว่า ส่วนตัวเห็นต่างจะมีนายกฯคนนอกอยู่ยาวหรือไม่ อยู่ที่ ส.ส. อย่าไปโทษ คสช.หรือใคร และศาล รธน.มองได้ลึกซึ้งกว่า กรธ. จึงเพิ่มให้ ส.ว.ร่วมลงชื่อในขั้นตอนขอยกเว้นการเลือกนายกฯนอกบัญชีพรรคการเมือง ของเดิมที่ กรธ.เขียนไว้ ถ้าตกลงไม่ได้จะติดล็อก สมมติ ส.ส. 500 คน หาคนมาเป็นนายกฯไม่ได้ในครั้งแรก ไม่มีทางเลยที่ ส.ส. คนชุดเดียวกัน จะรวมชื่อได้เกินครึ่ง เพื่อเอานายกฯคนนอก ศาลเห็นปัญหาจึงให้แก้ไข ถ้าหาเสียงเกินครึ่งไม่ได้ ก็ตั้งนายกฯไม่ได้ เหมือนคำพูดของนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯที่บอก ถ้าตั้งนายกฯไม่ได้จนเวลายืดออกไป รัฐบาล คสช.มีสิทธิใช้อำนาจมาตรา 44 ยุบสภาแก้ปัญหาได้ ถึงเวลานั้นสถานการณ์ยากจะคาดเดา คำวินิจฉัยศาลนอกจากแก้ล็อกปัญหาการเลือกนายกฯแล้ว ยังป้องกันการล้มกระดานยึดอำนาจรัฐประหารได้

ดักคอ สนช.อย่าเบี่ยงเบนรื้อ ก.ม.ลูก

นายนิพิฏฐ์ยังกล่าวถึงการพิจารณากฎหมายลูกของ กรธ.ก่อนส่งไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ว่า ถ้ากฎหมายลูก 4 ฉบับเกี่ยวกับการเลือกตั้งทำเสร็จและส่งถึงมือ สนช.เมื่อใด สนช.ไม่ควรแปรญัตติเบี่ยงเบนเจตนารมณ์ของ กรธ. จะแก้ให้อ่อนลงหรือใส่ยาแรงกว่าคงไม่ได้ และคงไม่มีใครกล้า ถ้ามี คสช.คงเข้ามาตัดสินความเห็นต่างควรไปทางไหนเพราะเป็นผู้ก่อตั้งแม่น้ำ 5 สาย แค่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.กระแอม ไอจาม สนช.ก็น้ำมูก ไหลกันแล้ว ไม่ต้องกลัวว่า สนช.จะทำอะไรแปลกๆ

ม.44 ใช้ได้แต่เหมาะสมหรือไม่

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรค ประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯระบุว่า หากรัฐสภาไม่สามารถเลือกนายกฯได้ จนเวลาเลยไป 5-6 เดือนแล้ว นายกฯ มีอำนาจใช้มาตรา 44 ยุบสภาว่า ไม่น่าเป็นไปได้ที่จะเลือกนายกฯไม่ได้ เมื่อเลือกตั้งแล้วทุกฝ่ายอยากให้ประเทศเดินหน้าไปได้ ต้องมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง การจะใช้มาตรา 44 ยุบสภาคงใช้ได้ แต่ต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมด้วย เชื่อว่าเหตุการณ์ในลักษณะนั้นไม่น่าจะเกิดขึ้น เพราะทุกฝ่ายอยากเห็นบ้านเมืองเดินไปข้างหน้า ตนไม่มองว่านายวิษณุพูดขู่ให้ต้องเลือกนายกฯให้ได้ ยังอีกไกลกว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาอย่างไร แต่ในฐานะนักกฎหมายนายวิษณุคงชี้ให้เห็นว่ากฎหมายใช้ช่องทางอะไรบ้าง แต่เชื่อมั่นว่าน่าจะเลือกนายกฯได้ ไม่ต้องนำมาตรา 44 มาใช้ ยังมองไม่เห็นว่าจะเป็นปัญหาขึ้นมาได้ คงไม่มีใครสามารถพูดล่วงหน้าตั้งแต่รัฐธรรมนูญยังไม่ประกาศใช้ได้

นายกฯตู่จะเสียหายเอง–ปัญหาไม่จบ

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรค ประชาธิปัตย์ กล่าวว่า น่าจะแค่โยนหินถามทาง ถ้าเดินตามที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน ซึ่งต้องเดินตามอยู่แล้วเพราะผูกพันทุกองค์กร การยุบสภาก็ไม่เกิดขึ้น ปกติให้ ส.ส.เสนอชื่อนายกฯในบัญชีพรรคการเมือง หากกระบวนการเดินไปไม่ได้ให้ ส.ส.และ ส.ว.เข้าชื่อยกเว้นนายกฯจากบัญชีรายชื่อพรรคการเมือง ส.ว.250 เสียง ส.ส.อีก 150 เสียงก็เกินอยู่แล้วและการใช้มาตรา 44 ยุบสภา จะก่อให้เกิดปัญหาไม่จบไม่สิ้น คนที่ลงนามในคำสั่งจะเสียหาย และการเมืองไม่ควรแก้ด้วยมาตรา 44

เป็นรัฐบาลข้างน้อยอยู่ได้ถ้าไม่โกง

เมื่อถามย้ำว่า ถ้า ส.ส.ไม่เอาด้วยกับ ส.ว.จะเกิดปัญหาแน่ นายวิรัตน์กล่าวว่า ยังเชื่อศักยภาพรัฐสภาที่ทุกฝ่ายอยากให้บ้านเมืองเดินต่อได้ การที่คำถามพ่วงและร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติถึง 60 เปอร์เซ็นต์ เพราะประชาชนต้องการให้ ส.ว.มีโอกาสเลือกนายกฯ เพราะเมื่อใดที่ ส.ส.เลือกนายกฯจากรายชื่อผู้อยู่ในบัญชีพรรคการเมืองไม่ได้ แปลว่า ส.ส.มีพวกไม่เป็นเนื้อเดียวกัน ไม่ลงรอยกัน ส.ว.ต้องมองเห็นว่าควรจะร่วมกับกลุ่มใดเพื่อโหวต ขอให้รัฐสภามีมติไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 เพื่อให้เลือกนายกฯนอกบัญชีพรรคการเมืองได้ ส่วนจะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยหรือไม่นั้น รัฐบาลเสียงข้างน้อยก็อยู่ครบเทอมได้ หากไม่ทุจริตคดโกง

“วัชระ” ยัน ปชป.ไม่มีทางจับมือ พท.

นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ระบุให้พรรคประชาธิปัตย์ จับมือกับพรรคเพื่อไทยเพื่อจัดตั้งรัฐบาล หากยึดระบอบประชาธิปไตยและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันว่า นายสามารถมีความน่าเชื่อถือตรงไหน ตอนเป็นประธานร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมสุดซอย ยังไม่เคารพข้อบังคับการประชุมสภาฯและรัฐธรรมนูญ ทำตัวเป็นหุ่นยนต์พูดได้ ยังกล้าเรียกร้องให้พรรคประชาธิปัตย์จับมือพรรคเพื่อไทยตั้งรัฐบาลอีก ตนเป็นแค่สมาชิกพรรคกล้ายืนยันว่าตราบใดที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นหัวหน้าพรรค ไม่มีวันไปจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคที่เคยโกงกินแน่ อาจมีไอ้โม่งบางคนไปแอบอ้าง หรือติดต่อลับหลังหวังผลประโยชน์ โดยไม่สนใจอุดมการณ์หรือจุดยืนทางการเมือง แต่แค่ฝันในฤดูน้ำหลาก ยืนยันพรรคประชาธิปัตย์ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย เป็นตัวของตัวเอง ไม่ต้องฟังคำสั่งทางโทรศัพท์คนบงการจากต่างประเทศเหมือนพรรคเพื่อไทย ที่สำคัญพรรคประชาธิปัตย์เป็นเอกภาพและสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ หัวหน้าพรรคเป็นนายกฯ ในสมัยหน้าไม่เปลี่ยนแปลง ขอให้ประชาชนรู้ถึงความมุ่งมั่นตั้งใจจริงของนายอภิสิทธิ์ ที่ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน

โวย “วิษณุ” ขู่ให้เลือกผู้นำฯจากทหาร

ด้านนายราเมศ รัตนะเชวง รองโฆษกพรรค ประชาธิปัตย์ กล่าวถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่าเป็นหน้าที่ของ กรธ.ต้องปรับเปลี่ยนให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชนและคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ กระบวนการเสนอชื่อนายกฯ ไม่ว่าจะเป็นคนในหรือนอกบัญชีพรรคการเมืองชัดเจนและพอคาดได้ว่า ส.ว. 250 คนจะเลือกนายกฯจากคนกลุ่มใด แต่ขอติติงกรณีที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯพูดว่าถ้าเลือกนายกฯรอบแรกไม่ได้ โดยใช้เวลานาน สามารถใช้มาตรา 44 ยุบสภาได้ ถือเป็นคำพูดที่ไม่ถูกต้อง เหมือนคำขู่ให้เลือกนายกฯตามที่รัฐบาลทหารกำหนดไว้ แต่ถ้าคิดว่าสิ่งที่คิดที่จะทำดีแล้ว ให้พวกท่านทำไปเลย ทั้งนี้มองว่าถ้าใช้มาตรา 44 ยุบสภา เป็นเพราะไม่ได้คนที่จะเป็นนายกฯตามที่รัฐบาลทหารต้องการใช่หรือไม่ การจะพูดอะไรขอให้อยู่ในร่องรอย แม้การลุ่มหลงในอำนาจจะเป็นเรื่องปกติของคนก็ตาม

ชงขยายเวลา ปชช.หย่อนบัตร

นายราเมศกล่าวอีกว่า การยกร่างกฎหมายลูกรวม 10 ฉบับ ขอเรียกร้องให้ กรธ.ยกร่างกฎหมายโดยยึดหลักตามร่างรัฐธรรมนูญ จะได้ไม่เป็นปัญหาในอนาคต ควรรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนใช้ข้อมูลประกอบถ้า กรธ. ต้องการความเห็นจากพรรคก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือเต็มที่ และพรรคประชาธิปัตย์เห็นด้วยที่จะกำหนดโทษ กรณีกรรมการบริหารพรรครู้เห็นเป็นใจกับการทุจริตเลือกตั้ง โดยตัดสิทธิ์การเมือง 5 ปี แต่ขอให้อำนาจตุลาการเข้ามาตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจของ กกต. ด้วย รวมถึงขอเสนอให้ขยายเวลาในการใช้สิทธิลงคะแนนเสียงของประชาชนเพิ่มเป็น 10 ชั่วโมงคือ 08.00-18.00 น. เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนมากยิ่งขึ้น และควรจะใช้กับการเลือกตั้งในทุกระดับ

พท.ซัดใช้ ม.44 เฝือโชว์ภาพเผด็จการ

ขณะที่นายชัยเกษม นิติสิริ อดีต รมว.ยุติธรรม แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ระบุหากไม่สามารถโหวตเลือกนายกฯ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช. มีอำนาจยุบสภาได้ว่า เตรียมการไว้ล่วงหน้าหรือ ไม่ก็ไม่ทราบได้ แต่รู้สึกว่าจะใช้อำนาจมาตรา 44 ไปในทุกเรื่อง เพราะถ้าไปอ่านให้ดีการใช้มาตรา 44 มีเงื่อนไขพอสมควร และจริงๆแล้วในรัฐธรรมนูญมีกลไกของมันอยู่แล้ว เลยงงว่าทำไมต้องเปิดประเด็นนี้ขึ้นมาพูดในเวลานี้ เพราะท่านคือฝ่ายที่เสียหายหรือคนอื่นเป็นนายกฯไม่ได้ และจะแสดงให้เห็นว่ายังไม่ได้คืนสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง ถ้าใช้อำนาจตามมาตรา 44 ไม่เหมาะสม ไม่ถูกจังหวะ ภาพที่ออกไปต่างประเทศคือเผด็จการนั่นเอง ส่วนอนาคตการโหวตนายกฯจะมีปัญหาหรือไม่ อยู่ที่ประชาชนจะยอมรับหรือไม่มากกว่า เพราะที่ศาลรัฐธรรมนูญตีความไปอย่างนี้ ก็เกินเลยไปกว่าคำถามพ่วงมากมายแล้ว แม้แต่ กรธ.ยังงงเลย

ขู่ระวังเจอบูมเมอแรงตีกลับ

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศและแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า นับวันการเปิดโปงการทุจริต การหาผลประโยชน์ ทั้งแบบทับซ้อนและไม่ทับซ้อน เริ่มเปิดเผยกันออกมา การแต่งตั้งพวกพ้องน้องพี่เพื่อเข้ามาทำหน้าที่ในตำแหน่งที่แสวงหาผลประโยชน์ได้ รู้สึกน่าเป็นห่วง ปฏิรูปอย่างไรไม่หมด การเรียกร้องปราบปรามการทุจริตมีขึ้นเฉพาะกับพวกฝ่ายตรงข้าม ถ้าเป็นพวกเดียวกันทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น นี่คือสังคมไทยที่ไม่มีธรรมาภิบาล องค์กรที่ติดตามการคอร์รัปชันจากต่างชาติมองเห็นและ ติดตามดูอยู่ ยูเอ็นคงจะรู้ทันกับสิ่งเหล่านี้เช่นกัน ในที่สุดจะเป็นเหมือนบูมเมอแรงที่จะย้อนกลับมาทำลายกลุ่มที่ทำกันแบบไม่รู้สึกละอายใจ และหวังว่าโพลต่างๆ น่าจะสอบถามความเห็นว่าทุกวันนี้ประชาชนให้ความสนใจการทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวงของใครกันแน่ ตลอด 2 ปีครึ่งที่ไม่มีนักการเมืองอยู่เลย แต่ทำไมการทุจริตคอร์รัปชันไม่โปร่งใสกลับถูกเปิดเผยตีแผ่ออกมาเป็นระยะ

“อ๋อย” บอกดีเห็นภาพทั้งกระบวนการ

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกฯ แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เข้าใจได้ดีนายวิษณุต้องการชี้ให้เห็นแต่เนิ่นๆ ว่าถึงอย่างไรเมื่อเกิดปัญหาการเมืองก็มีทางออก แต่เป็นทางออกที่ คสช.กำหนด และทำให้คนรู้สึกได้ว่าถ้าหากเลือกนายกฯจากบัญชีพรรคการ เมืองไม่ได้ มีโอกาสสูงมากจะได้คนนอกเป็นนายกฯ จนถึงขณะนี้และฟังคำพูดนายวิษณุแล้ว ดีอยู่เหมือนกันที่นายวิษณุออกมาพูด คนจะได้คาดการณ์ได้ง่ายขึ้น วางแผนได้ง่ายขึ้น เพราะรู้แล้วว่าได้นายกฯคนนอก จึงไม่ใช่เรื่องจะไปตีโพยตีพาย มันกำหนดให้เห็นเป็นกระบวนการตั้งแต่พยายามแก้รัฐธรรมนูญ ตั้งแต่การตั้งคำถามพ่วง การตีความของศาลรัฐธรรมนูญ และอาจจะเห็นการดำเนินการต่อไป เช่น การแทรก– แซงการเลือกตั้ง จัดการเลือกตั้ง จัดการพรรคการเมือง หรือการออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ส่วนพรรค การเมืองที่ทำได้คือต้องพร้อมใจไม่สนับสนุนคนนอกเป็นนายกฯ เพื่อให้ได้นายกฯมาจากผู้แทนราษฎร

“ประวิช” ไม่กังวลเซ็ตซีโร่ กกต.

นายประวิช รัตนเพียร กกต.ด้านกิจการการมีส่วนร่วม กล่าวถึงกระแสข่าวการเซ็ตซีโร่ กกต.ว่า กกต.จะอยู่ต่อไปอย่างไรขึ้นอยู่กับ พ.ร.บ.ประกอบรัฐ– ธรรมนูญฉบับใหม่ ทุกองค์กรเหมือนกันหมดไม่มีอะไรซับซ้อนหรือมีอะไรเกี่ยวกับเซ็ตซีโร่ คนตัดสินใจขั้นที่ 1 คือ กรธ.ผู้ยกร่างฯ แล้วส่งไป สนช.ให้ความ เห็นชอบ ต้องรอดู พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญจะว่าอย่างไรก็ว่าตามนั้น ไม่มีอะไรต้องกังวล กกต.ชุดนี้มาอยู่ 2 ปีเศษ ตนเคยผ่านงานภาครัฐมามาก คิดว่าชุดนี้เป็น กกต.ที่กลมเกลียว หาข้อยุติต่างๆ ด้วยเหตุด้วยผล บ่อยครั้งเป็นเอกฉันท์ถือว่าเป็นการทำงานที่ราบรื่นมาก ไม่เห็นมีอะไรจะเป็นเหตุได้ว่ามีความขัดแย้ง เรื่องเก้าอี้ประธาน กกต.เกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้กำหนดไว้ว่าให้ กกต.เป็นแบบคณะกรรมการ แต่ละคนควรมีโอกาสจะเรียนรู้งานแต่ละด้าน หรือผลัดเปลี่ยนกันกำกับได้ เรากำลังให้สำนักงานฯ กกต.เซตรูปแบบขึ้นมา ยอมรับว่าการปรับเปลี่ยนบทบาทมีการพูดกัน แต่จะไปถึงการเปลี่ยนตัวประธาน กกต.เลยหรือไม่ ขึ้นอยู่กระบวนการหลายขั้น การตัดสินใจจะเป็นภาพองค์รวมหรือประธานเองเห็นอย่างไรคงต้องเป็นความเห็นร่วมกันในวันเวลาที่เหมาะสมค่อยว่ากันอีกครั้ง ไม่ใช่การแย่งเก้าอี้ประธานอย่างที่เป็นข่าว ไม่มีภาพอะไรแบบนั้น

โพลชี้ ม.44 เพิ่มแรงกดดันพุ่งใส่รัฐบาล

วันเดียวกัน สวนดุสิตโพล เผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นเรื่อง “กระแสกดดันรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ในสายตาประชาชน” จากกลุ่มตัวอย่าง 1,154 คน เมื่อวันที่ 26-30 ก.ย. พบว่าเรื่องที่เป็นกระแสกดดันรัฐบาลมากที่สุด คือการใช้มาตรา 44 ดำเนินคดีทางการเมือง ร้อยละ 83.90 ปัญหาเศรษฐกิจ ค่า ครองชีพ ร้อยละ 82.60 ส่วนสาเหตุที่มีกระแสกดดันรัฐบาล ส่วนใหญ่ร้อยละ 78.44 เห็นว่าเพราะรัฐบาลไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ร้อยละ 72.73 ยังไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้ดีขึ้นได้ โดยกลุ่มที่สร้างแรงกดดันให้รัฐบาล ร้อยละ 77.92 มองว่าเป็นนักการเมือง ร้อยละ 70.39 มองว่าเป็นกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการทำงานของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ร้อยละ 44.45 มองว่าแรงกดดันไม่ค่อยมีผลต่อความมั่นคงของรัฐบาล เพราะเป็นเพียงกระแสข่าว เป็นเกมการเมือง ร้อยละ 33.01 ระบุค่อนข้างมีผลต่อความมั่นคง ส่วนประชาชนจะช่วยลดกระแสกดดันได้อย่างไร ร้อยละ 74.03 เห็นว่าต้องมีสติใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูล ร้อยละ 71.17 เห็นว่าต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด และร้อยละ 62.60 เห็นว่าไม่ส่งต่อข้อมูลผิดๆ ช่วยรักษาภาพลักษณ์ของประเทศ

“ปรเมศวร์” ย้ำนายกฯต้องยึดหลัก ก.ม.

วันเดียวกัน นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม รองอธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญา กล่าวถึงกรณีที่ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัววิจารณ์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ที่แสดงความไม่พอใจนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทยและนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ร้องให้มีการสอบสวน พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม น้องชายและคณาญาติ ใช้ประโยชน์ราชการหลายเรื่อง เมื่อวันที่ 29 ก.ย.ว่า สิ่งที่ตนเขียนในเฟซบุ๊กส่วนตัว เป็นการแสดงความเห็นตามหลักกฎหมาย หากมีการ กล่าวหาว่าน่าจะมีการกระทำผิดอย่างหนึ่งขึ้น ต้องมีการตรวจสอบในเบื้องต้นก่อน แม้บุคคลนั้นไม่ใช่ผู้เสียหาย แต่ได้ร้องเรียนเพื่อให้เจ้าพนักงานที่มีอำนาจสอบสวนเรื่องดังกล่าวว่าเป็นความผิดหรือไม่ สามารถทำได้ตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา ที่ถือการกล่าวหาเป็นคำกล่าวโทษ การกระทำของนายเรืองไกรและนายศรีสุวรรณ ถือเป็นหน้าที่หนึ่งของพลเมืองดี ที่เชื่อว่าอาจมีการกระทำผิดทางอาญา จึงเห็นว่าควรต้องให้มีการตรวจสอบก่อน ในความเป็นผู้นำต้องระมัดระวังด้วย

“จันทร์โอชา” โดนบ้างโวยวายทำไม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ข้อความที่นายปรเมศวร์โพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัวดังกล่าวมีเนื้อหาท่อนหนึ่งระบุว่า “ท่านมีอำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 44 สั่งเลื่อนลดปลดย้ายข้าราชการต่างๆ ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำทุจริต ทั้งที่ยังไม่มีการสอบสวน แค่สงสัยเท่านั้น จนครอบครัวเขาเสียชื่อเสียงไปมากมายเสียหายไปชั่วลูกชั่วหลาน พอคนในตระกูลจันทร์โอชาโดนบ้าง จะไปโวยวายทำไม เหมือนกันแหละไม่โดนเองไม่ รู้สึก พอท่านรู้สึกท่านก็จะสั่งตรวจสอบเขาบ้างว่าสองท่านนี้ทำมาหากินอะไร ท่านเป็นนายกฯต้องระมัดระวัง คิดได้แต่อย่าคิดดัง เพราะสิ่งที่ทำคือเกียรติภูมิของประเทศ ไม่ได้สอนแต่ว่าผมว่าท่านไม่เข้าใจหลักกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชนแม้แต่น้อย ไม่เชื่อลองถามนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ว่าพูดถูกหรือไม่ แต่ต้องขอให้อาจารย์ตอบแบบ “ครูกฎหมาย” อย่าตอบแบบ เนติบริกรนะครับ”

“บิ๊กตู่” จัดทัพสีเขียวยึด 30 สนช.ใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่มีพระบรม ราชโองการโปรดเกล้าฯ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2559 เพิ่มจำนวน สนช. 30 คน จาก 220 คน เป็น 250 คน มีผลบังคับใช้วันที่ 2 ก.ย. 2559 นั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.เป็นผู้พิจารณาคัดเลือกคุณสมบัติ สนช.ใหม่ด้วยตนเอง โดยทั้ง 30 คนนี้จะเข้ามาช่วยพิจารณากฎหมายที่ค้างอยู่ในสภาซึ่งมีกว่า 100 ฉบับ เพราะ สนช.มีวาระอยู่ถึงแค่ช่วงก่อนเลือกตั้งเท่านั้น ซึ่งเหลือระยะเวลาแค่ปีกว่า ทั้งนี้สมาชิก สนช.ที่เพิ่มมาใหม่คาดว่าจะเป็นนายทหารที่เกษียณอายุราชการ และนายทหารที่ได้รับการปรับตำแหน่งใหม่ อาทิ พล.อ.วิเชียร ศิริสุนทร อดีตรอง ผบ.ทหารสูงสุด พล.อ.ประสูตร รัศมีแพทย์ อดีตรอง ผบ.ทหารสูงสุด พล.ร.อ.ประสาน สุขเกษม รอง ผบ.ทหารสูงสุด พล.อ.ศุภวัฒน์ เชิดธรรม อดีตที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.ธวัช สุกปลั่ง อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 พล.อ.สาธิต พิธรัตน์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 3 พล.อ.วิวรรธน์ ปฐมภาคย์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 4

“เทพพงศ์–สสิน–ปิยวัฒน์” มาเป็นแผง

พล.อ.อาชาไนย ศรีสุข รองปลัดกระทรวงกลาโหม พล.ร.อ.พงษ์เทพ หนูเทพ รองปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.สุภกิจ นุตสถิตย์ รอง ผบ.ทหารสูงสุด พล.อ.กฤษฎา อารีรัชชกุล รอง ผบ.ทหารสูงสุด พล.ร.อ.ไกรวุธ วัฒนธรรม รอง ผบ.ทหารสูงสุด พล.อ.สิริศักดิ์ วรเจริญ ประธานคณะที่ปรึกษากองทัพบก พล.อ.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์ ผู้ช่วย ผบ.ทบ. พล.อ.สมศักดิ์ นิลบรรเจิดกุล ผู้ช่วย ผบ.ทบ. พล.อ.สสิน ทองภักดี เสนาธิการทหารบก พล.ท.วิชัย แชจอหอ แม่ทัพภาคที่ 2 พล.ท.วิจักขฐ์ สิริบรรสพ แม่ทัพภาคที่ 3 พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 พล.ร.อ.พลเดช เจริญพูล รอง ผบ.ทร. พล.ร.อ.นริส ประทุมสุวรรณ ผู้ช่วย ผบ.ทร. พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ เสนาธิการทหารเรือ พล.อ.อ.ทวิเดนศ อังศุสิงห์ รองผบ.ทอ. พล.อ.อ.สุทธิพงษ์ อินทรียงค์ ผู้ช่วย ผบ.ทอ. พล.อ.อ.ชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน ผู้ช่วย ผบ.ทอ. พล.อ.อ.สุรศักดิ์ ทุ่งทอง เสนาธิการทหารอากาศ

ชง ครม.ตั้ง “บิ๊กโด่ง” คุม กปต.

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลถึงความคืบหน้าการแต่งตั้งคณะผู้แทนพิเศษของคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กปต.) ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ได้ลงนามเห็นชอบแต่งตั้งเรียบร้อยแล้ว ตามที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหมเสนอ โดยจะนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 4 ต.ค. คณะผู้แทนพิเศษของ กปต. มีทั้งสิ้น 13 คน มี พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม เป็นประธาน ส่วนสมาชิก อาทิ พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศึกษาธิการ พล.อ.สกล ชื่นตระกูล ที่ปรึกษานายกฯ พล.อ.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 และนายภาณุ อุทัยรัตน์ อดีตเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้