วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ป.ป.ส. ติวเข้มชุดประสานงานจังหวัด สร้างชุมชนปลอดยาเสพติด

ป.ป.ส. ติวเข้มชุดประสานงานจังหวัด สร้างชุมชนปลอดยาเสพติด

  • Share:

เลขาธิการป.ป.ส. ประชุมร่วมชุดประสานงานจังหวัด มอบนโยบายนำแผนประชารัฐร่วมใจสร้างหมู่บ้าน-ชุมชน ปลอดยาเสพติด ปี 2560

วันที่ 1 ต.ค.59 นายศิรินทร์ยา สิทธิชัย เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (เลขาธิการ ป.ป.ส.) เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการชุดประสานงานจังหวัด สำนักงาน ป.ป.ส. พร้อมมอบนโยบายและแนวทางการทำงานในพื้นที่ เพื่อให้ชุดประสานงานจังหวัดมีความรู้ความเข้าใจ สามารถนำแผนประชารัฐร่วมใจ สร้างหมู่บ้าน/ชุมชนมั่นคง ปลอดภัยยาเสพติด พ.ศ.2560 ไปขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติ ทุกมาตรการทั้งการป้องกัน บำบัดรักษา และปราบปรามยาเสพติดได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับเจตนารมณ์และเป้าหมายที่กำหนด โดยผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยเจ้าหน้าที่จาก ป.ป.ส.กทม. /ป.ป.ส.ภาค 1-9 จำนวน 470 นาย

ทั้งนี้ การประชุมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 กันยายน - 1 ตุลาคม 2559 ณ ห้องคอนเวนชั่น โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพมหานคร พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม/ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติ (ผอ.ศอ.ปส.) จึงมีแนวคิดสำคัญในการกำหนดยุทธศาสตร์นโยบายยาเสพติดของชาติใหม่ เพื่อลดระดับปัญหายาเสพติดให้ได้ คือ 1. นำแนวทางของโลก โดย UNGASS 2016 มากำหนดทิศทางของนโยบายยาเสพติดของไทย คือ การมีมุมมองต่อยาเสพติดอย่างครบถ้วน จำแนกผู้ค้า/ผู้เสพชัดเจน จัดความสมดุลของนโยบายและมาตรการอย่างเหมาะสม ที่สำคัญมองปัญหายาเสพติดเป็นเรื่องของสุขภาพและสาธารณสุข 2. ต้องจำแนกและจัดนโยบายที่เหมาะสมของตัวยาเสพติด แต่ละประเภทให้ชัดเจน ไม่เหมารวมเหมือนกันทั้งหมด และต้องทำให้นโยบายเหล่านี้ชัดเจนไม่คลุมเครือ 3. นโยบายด้านกฎหมายที่จะกำหนดให้เป็นยาเสพติด ที่ผ่านมาประเทศไทยกำหนดสิ่งใดว่าเป็นยาเสพติดจะกำหนดทั้งหมด เช่น กัญชา กระท่อม คือ กำหนดทุกส่วนของพืชนั้นๆ เป็นยาเสพติดทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น ต้น ใบ ดอก ฯลฯ ขณะที่หลายประเทศกำหนดเฉพาะสารที่ทำให้เกิดฤทธิ์เสพติดจากพืชนั้นๆ จึงจะเป็นยาเสพติด 4. จะต้องมีระบบการจัดการรองรับและให้มีความพร้อม เมื่อมีนโยบายต่อยาเสพติดอย่างชัดเจนแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบำบัดผู้เสพการควบคุมการใช้ประโยชน์จากตัวยาเสพติด ฯ และ 5. การสื่อสารทำความเข้าใจต่อนโยบายยาเสพติดกับประชาชนทั้งประเทศว่านโยบายยาเสพติดที่จะออกต่อจากนี้ไป เพื่อต้องการลดปัญหายาเสพติดของประเทศอย่างแท้จริง ไม่ได้ทำให้ยาเสพติดเป็นสิ่งถูกกฎหมาย แต่เป็นการจัดการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเหมาะสม

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม จึงได้มีคำสั่งศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติ แต่งตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมา 3 คณะ ได้แก่ คณะอนุกรรมการศึกษาแนวทางและจัดระบบการแก้ไขปัญหาผู้เสพผู้ติดผู้ติดยาเสพติด มีปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน คณะอนุกรรมการศึกษาวิเคราะห์มาตรการทางกฎหมายในการควบคุมเมทแอมเฟตามีน มีปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นประธาน และคณะอนุกรรมการติดตามสถานการณ์และให้ข้อมูลข่าวสาร มีนายวิทยา สุริยะวงศ์ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธาน เพื่อติดตามเร่งรัดดำเนินการแก้ไขปัญหายาเสพติดตามแนวทางใหม่อย่างมีระบบ โดยมาตรการยาเสพติดที่จะดำเนินการต่อไป ตามแผนประชารัฐร่วมใจ สร้างหมู่บ้าน/ชุมชนมั่นคง ยาเสพติด พ.ศ.2560 เน้นย้ำนโยบายการแก้ไขปัญหาในหมู่บ้าน/ชุมชน ทั้ง 81,905 หมู่บ้าน/ชุมชน ซึ่งต้องมีการดำเนินการอย่างเด็ดขาด

โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะ ผอ.ศอ.ปส. ได้มอบนโยบายให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อให้มีการจัดการกับปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัด (ผอ.ศอ.ปส.จ.) นายอำเภอ (ผอ.ศป.ปส.อ.) เป็นผู้รับผิดชอบหลักในพื้นที่ งานบูรณาการในจังหวัดและอำเภอต้องที่มีความชัดเจนมากขึ้น โดยใช้ 3 มาตรการหลัก ทั้งการป้องกัน บำบัดรักษา และปราบปรามยาเสพติด ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสภาพปัญหาของแต่ละหมู่บ้าน/ชุมชน ว่าจะใช้มาตรการใดในการดำเนินการ เพื่อมุ่งไปสู่การเป็นหมู่บ้าน/ชุมชนเข้มแข็ง

นายศิรินทร์ยา สิทธิชัย เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (เลขาธิการ ป.ป.ส.) กล่าวว่า “ตามนโยบายของพลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม สำนักงาน ป.ป.ส. ต้องเพิ่มบทบาทในการอำนวยการให้ลงไปถึงในระดับอำเภอ ให้สามารถกำกับ ติดตามการทำงานกับอำเภอได้อย่างใกล้ชิด ซึ่งชุดทำงานนี้ใน 1 ทีม จะประกอบไปด้วย หัวหน้าชุด ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ ผู้อำนวยการส่วนข้าราชการระดับชำนาญการพิเศษ หรือข้าราชการระดับชำนาญการ แบ่งความรับผิดชอบกลุ่มจังหวัดไม่ซ้ำกัน มีลูกทีม 5-7 คน ขึ้นอยู่กับสภาพปัญหาของจังหวัด โดยเน้น 3 มาตรการ ทั้งการป้องกัน การบำบัดรักษา และการปราบปรามยาเสพติด โดยมี ผอ.ป.ป.ส. ภาค รับผิดชอบขับเคลื่อนในภาพรวม เจ้าหน้าที่ประสานงานจังหวัดต้องเข้าใจสภาพปัญหาในพื้นที่ ตลอดจนวิเคราะห์ข้อมูลในพื้นที่ เช่น ข้อมูลพื้นฐานของจังหวัด โครงสร้างประชากร โรงเรียน สถานประกอบการ จำนวนหมู่บ้าน ชุมชนที่มีปัญหา ที่จะต้องร่วมแก้ไขปัญหากับจังหวัด ซึ่งต้องมีประชุมกลุ่มย่อยเป็นประจำ โดย ผอ.ป.ป.ส.ภาค ต้องเข้าร่วม การทำงานต้องให้คำปรึกษาข้อเสนอแนะแก่เจ้าหน้าที่ที่ยังขาดประสบการณ์ พื้นที่ไหนมีปัญหาต้องศึกษาให้เข้าใจ

โดยในปี 2560 นี้ จะกำหนดให้เป็นตัวชี้วัด (KPI) ของเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส.ภาค ที่ทำหน้าที่เป็นชุดอำนวยการประสาน ศอ.ปส.จ./กทม. การลงไปทำงานปฏิบัติงานในหมู่บ้าน/ชุมชนต้องมีความรู้ความเข้าใจ ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ให้เกิดความชัดเจน ตั้งแต่บทบาท การอำนวยการ การประสานงาน การจัดทำแผน การติดตาม รายงาน ประเมินผล และการประชาสัมพันธ์ ตั้งแต่ระดับบนลงไปถึงระดับล่างที่เป็นผู้ปฏิบัติ เพื่อให้สามารถสื่อสารการปฏิบัติได้ อย่างถูกต้อง รวมทั้งจะต้องมีองค์ความรู้ของการปฏิบัติงาน เช่น แผนประชารัฐฯ กฎหมาย กฎระเบียบต่างๆ ระบบแผนงานและงบประมาณ ระบบการกำกับติดตาม รายงานของหน่วยงานในพื้นที่ เป็นต้น ซึ่งทุกฝ่ายจะต้องมีความรอบรู้รอบตัว มีความพร้อมในการทำงาน”

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้