วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
จบแต่ไม่เจ็บ!! 33 ปี “สวิสโฮเต็ล ปาร์คนายเลิศ” ทายาทรุ่น 4 เปิดศักราชใหม่สยายปีกธุรกิจแกร่งกว่าเดิม

จบแต่ไม่เจ็บ!! 33 ปี “สวิสโฮเต็ล ปาร์คนายเลิศ” ทายาทรุ่น 4 เปิดศักราชใหม่สยายปีกธุรกิจแกร่งกว่าเดิม

  • Share:

กลายเป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์สนั่นเมือง กับพาดหัวตัวโตปรากฏทุกสื่อ ถึงข่าวช็อกปิดตำนาน 33 ปี ของโรงแรมสวิสโฮเต็ล ปาร์คนายเลิศ จนเกิดเสียงเซ่งแซ่ว่า ตระกูลคหบดีเก่าแก่รวยอันดับต้นๆของประเทศอย่าง “สมบัติศิริ” เข้าตาจนแล้วหรือ ถึงต้องขายสมบัติชิ้นสำคัญของครอบครัวให้กลุ่มดุสิตเวชการของ “หมอปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ” นำไปทำศูนย์การแพทย์ครบวงจร เพื่อแลกกับเม็ดเงินมูลค่า 10,800 ล้านบาท!!

ไม่มีใครจะตอบเรื่องนี้ได้ชัดเจนแจ่มแจ้งไปกว่าทายาทรุ่นที่ 4 ของตระกูลสมบัติศิริ “หนูเล็ก–ณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร” ผู้สืบเชื้อสายโดยตรงจาก “พระยาภักดีนรเศรษฐ” หรือ “เลิศ เศรษฐบุตร” ซึ่งบุกเบิกริเริ่มกิจการให้บริการรถโดยสารประจำทางสายแรกของกรุงเทพฯ “รถเมล์ ขาว” เมื่อ 106 ปีที่แล้ว โดย “หนูเล็ก” ไฮโซสาวสุดแซบคนนี้ได้รับความไว้วางใจจากคุณยาย “ท่านผู้หญิงเลอศักดิ์ สมบัติศิริ” และคุณป้า “พิไลพรรณ สมบัติศิริ” ให้รั้งตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการบริษัท โรงแรมปาร์คนายเลิศ จำกัด ตั้งแต่ปี 2553 เพื่อเป็นหัวหอกในการรับช่วงสานต่อธุรกิจของครอบครัว ตลอดจนพิทักษ์ปกป้องรักษามรดกหลายหมื่นล้านของตระกูลปาร์คนายเลิศมิให้สูญหาย

และเพื่อให้ความกระจ่างที่ถูกต้องกับสังคม จะได้ไม่ลือไม่เม้าท์แบบผิดๆ “หนูเล็ก-ณพาภรณ์” เต็มใจเปิดปากให้สัมภาษณ์กับทีมข่าวสตรีไทยรัฐแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ชนิดเจาะลึกทุกแง่ทุกมุมเป็นครั้งแรก

คุณยายสร้างธุรกิจโรงแรมมากับมือ อะไรทำให้ลูกหลานไม่สามารถรักษาไว้ได้?!

ครอบครัวปาร์คนายเลิศได้คุยกันมาระยะหนึ่งแล้วว่า ถึงเวลาต้องขายโรงแรมสวิสโฮเต็ล ปาร์คนายเลิศ เพราะธุรกิจโรงแรมมีการแข่งขันขับเคี่ยวรุนแรงมาก แต่เล็กขอยืนยันว่า การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากความผิดพลาด หรือขาดทุนทางธุรกิจ เราขายที่ดินผืนนี้โดยไม่มีหนี้สินติดตัวสักบาท และเตรียมหันไปพัฒนาธุรกิจด้านอื่นๆ

พระยาภักดีนรเศรษฐ
ดีลธุรกิจหมื่นล้านครั้งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมเลือกจับมือกับกลุ่มดุสิตเวชการ

ก่อนหน้านี้ มีนักธุรกิจทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ สนใจติดต่อขอซื้อที่ดินหลายเจ้า แต่มาลงตัวกับกลุ่มดุสิตเวชการของ “นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ” เนื่องจากดุสิตเวชการมีความตั้งใจจะปรับปรุงพื้นที่ปาร์คนายเลิศเป็นศูนย์สุขภาพแบบครบวงจร ซึ่งถือเป็นโครงการที่ดีมีประโยชน์ต่อสังคม เล็กเชื่อมั่นว่าหากคุณยายยังมีชีวิตอยู่ ก็จะต้องสนับสนุนการตัดสินใจครั้งนี้ เพราะท่านพูดเสมอว่า ครอบครัวเราต้องทำทุกอย่างเพื่อตอบแทนคืนสังคม ซึ่งครอบครัวเราก็เคยทำโรงพยาบาลเลิดสินมาแล้ว

จริงไหม “หมอปราเสริฐ” ได้ครอบครองที่ดินทั้งหมดของปาร์คนายเลิศ รวมถึงเรือนไม้สักโบราณอายุ 101 ปี

ไม่จริงเลย!! ที่ดินทั้งหมดมีอยู่ 35 ไร่ เป็นพื้นที่สี่เหลี่ยมจัตุรัส เราตัด ขายให้กลุ่มดุสิตเวชการเพียง 15 ไร่ คือในส่วนของอาคารโรงแรมสวิสโฮเต็ล ปาร์คนายเลิศบางส่วน, อาคารออฟฟิศทาวเวอร์ Promenade และสิ่งปลูกสร้างรอบๆอาคาร แต่สำหรับสมบัติชิ้นสำคัญของตระกูลคือ “บ้านปาร์คนายเลิศ” และสวนขนาดใหญ่ บนพื้นที่ 20 ไร่ ซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 2458 ยังคงเป็นมรดกตกทอดของครอบครัวสมบัติศิริ ตามเจตนารมณ์ของคุณยาย

ท่านผู้หญิงเลอศักดิ์
“บ้านปาร์คนายเลิศ” มีความสำคัญกับตระกูลขนาดไหน ทำไมลูกหลานถึงหวงแหนนัก

แรกเริ่มคุณตาทวด “พระยาภักดีนรเศรษฐ” ตั้งใจสร้างบ้านหลังนี้เป็นเรือนรับรองส่วนตัว ต่อมาได้ปรับปรุงเป็นเรือนที่อยู่อาศัยของครอบครัว กระทั่งปัจจุบันมีการบูรณะปรับปรุงขึ้นเป็น “พิพิธภัณฑ์บ้านปาร์คนายเลิศ” คุณยายบอกเสมอว่า อยากให้อนุรักษ์เรือนไม้สักหลังใหญ่ เพราะท่านเติบโตและใช้ชีวิตผูกพันกับเรือนหลังนี้มาตลอด โดยเฉพาะต้นไม้เก่าแก่หายากที่อยู่บริเวณรอบๆห้ามตัดทิ้งเด็ดขาด!! เช่นเดียวกับโบราณวัตถุและสมบัติต่างๆที่ตกทอดกันมาของตระกูล พวกเราลูกหลานต้องช่วยกันอนุรักษ์ไว้อย่างดีที่สุด

ชะตากรรมของพนักงานปาร์คนายเลิศจะเป็นยังไงต่อไป

โรงแรมเรามีพนักงาน 370 คน วันทำงานวันสุดท้ายคือ 4 ม.ค.2560 ทางครอบครัวเราให้ค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงานทุกอย่าง พนักงานที่ทำงานกับเรามานานเกิน 10 ปี จะได้ค่าชดเชย 10 เดือน เราจะมีโบนัสเพิ่มให้ทุกคน อีก 1 เดือน และจะมีของขวัญพิเศษเป็นสินน้ำใจให้พนักงานทุกคน

“เล็ก” ย้ำว่านี่ไม่ใช่การปิดตำนาน ก้าวต่อไปของปาร์คนายเลิศจะสยายปีกไปทางไหน

เล็กดีใจนะคะที่ทุกคนเรียกเราว่าเป็นตำนาน แต่ขอย้ำว่าเราไม่ได้ปิดตำนาน แต่เรากำลังเริ่มศักราชใหม่ เราคิดอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว อยากจะต่อยอดธุรกิจให้อยู่ในโลกยุคปัจจุบัน อยากจะมองไปไกลๆเหมือนที่คุณทวดและคุณยายเคยมอง ไม่ใช่มีแค่โรงแรมนี้แล้วจบแค่นี้ มันก็ไม่โปรเฟสชั่นแนล เราต้องต่อยอดปาร์คนายเลิศให้ไปกว้างๆกว่านี้ เพราะที่ดินของคุณยายก็มีเหลืออยู่เยอะ ทั้งที่กรุงเทพฯ เชียงใหม่ หัวหิน และพัทยา แต่เราไม่เคยนำมา พัฒนาให้เกิดประโยชน์ ครอบครัวเราคิดมานานแล้วว่า ที่ดินทุกผืนของคุณยายมีประวัติศาสตร์ อย่างโรงแรมที่เราสร้างใหม่ คือ “นายเลิศปาร์ค หัวหิน” ก็เป็นบ้านพักตากอากาศเก่าของคุณตาคุณยาย เล็กนำมาทำเป็นบีชเฮาส์ เปิดเป็นร้านอาหาร หลังบ้านทำเป็นพูลวิลล่า 27 หลัง เล็กอยากสร้างเชนโรงแรมของตัวเอง ไม่ต้องแมนเนจโดยเครือโรงแรมอื่นๆ อยากทำอะไรที่บ่งบอกความเป็น “ปาร์คนายเลิศ” อีกอย่างโรงแรมเรามีชื่อเสียงเรื่องการจัดเลี้ยง เล็กตั้งใจจะเปิดธุรกิจใหม่เป็นแคทเทอริ่งรับจัดเลี้ยงทั้งในและนอกสถานที่ โดยใช้พนักงานจัดเลี้ยงทีมเดิม ตั้งชื่อว่า “ไวท์ บัส แคทเทอริ่ง” รำลึกถึงรถเมล์ขาว ส่วนบ้านปาร์คนายเลิศ และห้องอาหารมาเมซองยังเปิดให้บริการปกติ โดยจะเปิดห้องอาหารใหม่คือ Lady L สไตล์การ์เด้นบิสโตร ช่วงต้นเดือน ธ.ค.นี้

รถเมล์ขาวคันแรกของไทย
การตัดสินใจครั้งนี้ เกิดจากความขัดแย้งไม่ลงรอยกันในครอบครัวหรือเปล่า

ไม่มีความขัดแย้งนะคะ ถ้าเราวางตัวเป็น!! หลายๆคนพูดว่าธุรกิจครอบครัวทำยาก มันเหนื่อยนะ แต่เล็กว่ามันอยู่ที่ความคิดคุณมากกว่า คุณเป็นครอบครัวก็จริง แต่ต้องบริหารอย่างโปรเฟสชั่นแนลให้ได้ อย่าใช้อารมณ์ส่วนตัวตัดสิน คนเป็นผู้นำในธุรกิจต้องกรองให้ดี และเลือกสิ่งที่ดีที่สุดต่อองค์กร ไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง อย่างเช่น การตัดสินใจขายที่ดินผืนนี้ ไม่ใช่มีใครในครอบครัวเดินเข้ามาแล้วบอกว่าขายที่กันเหอะ แต่ที่ดินผืนนี้มีคนติดต่อขอซื้อเข้ามาเยอะมาก ตั้งแต่สมัยคุณยายยังมีชีวิตอยู่ด้วยซ้ำ มีทั้งคนไทยและต่างชาติ กระทั่งเมื่อเร็วๆนี้ มีข้อเสนอจากกลุ่มคุณหมอปราเสริฐว่าอยากทำโครงการที่เป็นศูนย์การแพทย์แบบครบวงจร ซึ่งมันตรงกับสิ่งที่ครอบครัวเราต้องการที่สุด ตรงกับเจตนารมณ์ของคุณทวดและคุณยาย ท่านบอกเสมอว่าเราเกิดมาต้องรู้จักให้ตอบแทนคืนสังคม

เคยให้สัมภาษณ์ว่า ไม่ขอเฟค เพราะไม่ใช่คนทำงานเก่ง นี่ผ่านมา 7 ปี วันนี้แกร่งหรือยัง

เล็กไม่ได้เก่งที่สุด คนเราต้องเรียนรู้ไปเรื่อยๆ ทุกวันก็มีอะไรที่ดีและไม่ดี แต่ข้อหนึ่งที่เล็กไม่เคยลืมคือ เราต้องไม่ปิดกั้นตัวเอง ต้องอยากเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ความคิดแบบนี้ทำให้เล็กโตขึ้น และมีความรับผิดชอบมากขึ้น สมัยก่อนเล็กเที่ยวทุกวัน แต่ตอนนี้เล็กจะคิดแค่ตัวเองไม่ได้แล้ว เพราะมีคนอีกหลายชีวิตต้องดูแล และทำงานด้วย ตั้งแต่คุณยายเสีย คุณป้าขยับจากเอ็มดีขึ้นไปเป็นประธานกรรมการบริษัท โรงแรมปาร์คนายเลิศ จำกัด ส่วนเล็กก็เข้ามาเป็นกรรมการผู้จัดการแทนคุณป้า ตั้งแต่ปี 2553 และเริ่มบริหารงานทุกอย่างเต็มตัวเมื่อ 5 ปีที่แล้ว แต่การที่เล็กเป็นเอ็มดีก็ไม่ได้หมายความว่าจะตัดสินใจทุกอย่างเองลำพัง ถ้าเป็นเรื่องสำคัญๆของธุรกิจ ก็ยังต้องปรึกษาหารือคุณป้า

รักและผูกพันกับโรงแรมปาร์คนายเลิศขนาดไหน

ชีวิตของเล็กเกิดและโตที่นี่ ตอนเด็กๆเล็กวิ่งเล่นอยู่ในโรงแรม โตขึ้นมาหน่อยก็เริ่มเข้าใจว่านี่คือธุรกิจของที่บ้าน ไปเมืองนอกเรียนจบการบริหารโรงแรมกลับมา ก็มาช่วยธุรกิจที่บ้าน เป็นช่วงที่จบสัญญา 20 ปี กับเครือฮิลตัน เปลี่ยนมาเป็นเครือสวิสโฮเต็ล แต่เล็กก็ยังไม่ค่อยเข้าใจว่าหน้าที่การงานจริงๆของเราคืออะไร ยังกึ่งเล่นกึ่งทำงานอยู่ จนคุณยายส่งไปฝึกงานแผนกแม่บ้าน แต่ไม่เวิร์คเพราะเป็นลูกเจ้าของ พนักงานไม่กล้าใช้ คุณแม่เลยส่งไปฝึกงานที่โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ สิงคโปร์ 6 เดือน เขาใช้เราทุกอย่าง เป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆ พอกลับเมืองไทยก็มาเป็นรองเอ็มดี ทำงานเป็นผู้ช่วยคุณป้า ทำอยู่ 5 ปี ถึงได้มาเป็นกรรมการผู้จัดการ ต้องพิสูจน์ตัวเองว่าทำงานจริงจัง เลิกเที่ยวไปเลย

หนูเล็ก–ณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร
มองย้อนกลับไป 7 ปี ในฐานะเอ็มดี รู้สึกภูมิใจกับตัวเองไหม

เล็กภูมิใจนะคะ เล็กสามารถรักษาชื่อเสียงของโรงแรมให้คงอยู่ในจุดสูงเหมือนในอดีตได้ เล็กเป็นเด็กรุ่นใหม่ก็จะบริหารอีกสไตล์หนึ่ง วัยของป้าและคุณแม่จะไม่ค่อยมาสุงสิงกับพนักงาน แต่สำหรับเล็กจะพูดคุยทักทายพนักงานทุกคน ทำให้แก๊ปความห่างระหว่างเจ้าของกับพนักงานลดน้อยลง พนักงานกล้าเดินเข้ามาพูดคุยเสนอไอเดีย เล็กพูดเสมอว่าเราทำงานเหมือนเป็นเพื่อนร่วมงานนะ ทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของโรงแรมนี้ เล็กบอกเลยว่าถ้าไม่มีพวกเขาก็ไม่มีปาร์คนายเลิศ เล็กไม่มานั่งสร้างภาพให้ดูดี เล็กพูดจากใจเลยนะ ถ้าไม่มีพนักงานของเราที่ร่วมสร้างกันมา ให้ทั้งใจให้ทั้งแรงมันสำคัญยิ่งกว่าอะไรทั้งสิ้น ใครมีเงินก็สร้างโรงแรมได้ แต่การที่คนมาโรงแรมเราแล้วรู้สึกชอบและอยากกลับมาอีก มันสร้างด้วยคน ถ้าไม่มีพวกเขาเราคงสร้างตำนานขนาดนี้ไม่ได้.

ทีมข่าวหน้าสตรี

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้