วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ไฟเขียว“ประยุทธ์” ไฟแดงส.ส. : ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาด “อำนาจ ส.ว.”ตั้งนายกฯนอกบัญชี

ไฟเขียว“ประยุทธ์” ไฟแดงส.ส. : ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาด “อำนาจ ส.ว.”ตั้งนายกฯนอกบัญชี

  • Share:

ย่างเข้าเดือนตุลาคม ฤดูแห่งการเกษียณอำลาชีวิตข้าราชการ

ในบรรยากาศห้วงปลายฤดูฝน ที่ผลจากฝนตกหนักในหลายพื้นที่ทำให้เกิดสถานการณ์น้ำป่าท่วมภาคเหนือ น้ำหลากท่วมที่ลุ่มภาคกลาง น้ำท่วมรอการระบายในกรุงเทพฯ และปริมณฑล

จนผู้คนผวา รู้สึกกังวลกับฝันร้ายน้ำท่วมใหญ่ปี 2554

ถึงขั้นรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องต้องออกมาช่วยกันยืนยันว่า รัฐบาลมีแผนบริหารจัดการน้ำอย่างดี สามารถคุมสถานการณ์ได้ ประชาชนไม่ต้องกลัวเหตุการณ์จะซ้ำรอย

ที่สำคัญปริมาณน้ำในเขื่อนหลักๆยังมีน้อย จึงไม่น่าห่วงอะไร

และอีกไม่นาน ประมาณกลางเดือนตุลาคม ฝนตามฤดูกาลก็จะค่อยๆผ่านพ้นไปแล้ว

ที่แน่ๆโดยบรรยากาศของฤดูเกษียณ ใกล้ๆห้วงปลายฤดูฝน มันบ่งบอกวันเวลาเดินทางมาถึงช่วงใกล้สิ้นปี ตามเงื่อนสถานการณ์ทางการเมืองที่เดินไปตามโรดแม็ป คสช.

มีความคืบหน้าต่อเนื่องตามปฏิทินงานที่ล็อกไว้

ในขั้นตอนล่าสุดที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่นำโดยนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ได้ดำเนินการปรับแก้ไขถ้อยคำตามคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยว่า ร่างรัฐธรรมนูญซึ่งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้แก้ไขส่วนที่เกี่ยวข้องตามร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 272

ไม่ชอบกับผลการออกเสียงประชามติ

และให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญดำเนินการแก้ไขตามที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในส่วนที่เกี่ยวข้องในร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 272 ดังนี้

1.ผู้มีสิทธิเสนอขอยกเว้นการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีจากผู้อยู่ในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง คือ สมาชิกรัฐสภาจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา

2.กำหนดเวลาและวันเริ่มนับเวลาตามร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 วรรคหนึ่งและวรรคสอง คือ ในระหว่างห้าปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้

โดยให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญดำเนินการแก้ไขตามที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งปรับแก้ถ้อยคำปรารภให้สอดคล้องกันต่อไป ภายใน 15 วัน

เทียบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญส่งไปให้ มาตรา 272 ในระหว่างห้าปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาภายหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ตามมาตรา 278 การให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ให้ดำเนินการตามมาตรา 159 โดยต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา

เว้นแต่กรณีที่ไม่อาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 ไม่ว่าด้วยเหตุใด และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่าที่มีอยู่เข้าชื่อเสนอต่อประธานรัฐสภา ขอให้รัฐสภามีมติยกเว้นเพื่อไม่ต้องเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88

โดยให้ประธานรัฐสภาจัดให้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาโดยพลัน และในกรณีที่รัฐสภามีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาให้ยกเว้นได้ ให้สภาผู้แทนราษฎรดำเนินการตามมาตรา 159 วรรคหนึ่งต่อไป

แปลไทยเป็นไทย จากภาษากฎหมายเป็นภาษาชาวบ้าน

ก็อย่างที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ มือกฎหมายของรัฐบาล คสช. อธิบายสรุปเลยว่า จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ออกมา คือ เมื่อไม่สามารถหาชื่อนายกรัฐมนตรีจากบัญชีของพรรคการเมืองได้ก็ให้สมาชิกรัฐสภา คือ ส.ส.หรือ ส.ว.เสนอให้ใช้ชื่อจากคนนอก

ซึ่งการเสนอนี้จะต้องมีเสียงเห็นชอบในการเสนอครึ่งหนึ่งของสมาชิกคือ 376 เสียง และเมื่อเสนอครบแล้วว่าจะต้องเอาคนนอกบัญชี แล้วสมาชิกทั้งหมด 750 คน ก็ต้องมาโหวตกัน การโหวตตรงนี้จะต้องได้คะแนนเสียง 2 ใน 3 คือ 501 เสียง

ถึงตรงนี้ก็ยังไม่ได้ชื่อหรือตัวนายกฯ แล้วจากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการต่อไป เมื่อมีการยินยอมให้เสนอชื่อคนนอกแล้วก็ต้องมาเริ่มโหวตให้ได้คะแนน 376 เสียง

โดยให้ ส.ส.เป็นคนเสนอแล้วจึงให้ ส.ว.เป็นคนร่วมโหวต

เรื่องของเรื่อง ประเมินขั้นตอนที่สลับซับซ้อน แฝงไว้ด้วยสมการตัวเลขที่แกะรอยตามโจทย์

ขั้นตอนแรก เมื่อที่ประชุมร่วมรัฐสภาคือ ส.ส.500 คนและ ส.ว.สรรหาอีก 250 คน รวมเป็น 750 คน ร่วมลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีที่มาจากบัญชีของพรรคการเมืองต่างๆเสนอไว้ โดยใช้เสียงกึ่งหนึ่งคือ 376 เสียง ถ้าใครได้เสียงถึงก็ได้เป็นนายกรัฐมนตรี

แต่ในกรณีที่ลงมติเลือกกันแล้วไม่มีใครได้เสียงเกิน 376 เสียง ที่ประชุมไม่สามารถหาคนในบัญชีพรรคการเมืองเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ก็มาถึงขั้นตอนที่ 2 ต้องให้สมาชิกกึ่งหนึ่งคือ 376 เสียง ร่วมลงชื่อเพื่อของดเว้นการเลือกนายกรัฐมนตรีจากในบัญชีพรรคการเมือง

แล้วก็มาถึงขั้นตอนที่ 3 ที่ต้องใช้เสียงสมาชิกรัฐสภาจำนวนไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 หรือ 501 เสียง ในการเปิดไฟเขียวให้เลือกนายกรัฐมนตรีจากนอกบัญชีพรรคการเมือง

สุดท้ายขั้นตอนที่ 4 สมาชิกรัฐสภาไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งหรือ 376 เสียง ลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีจากนอกบัญชีเพื่อนำไปสู่ “นายกรัฐมนตรีคนนอก”

4 ช็อต 4 ด่าน มีทั้ง “ล็อก” มีทั้ง “เปิดทาง”

แน่นอนว่ากันด้วยสมการตัวเลข นี่คือโจทย์ที่ยากสุดของ ส.ส.ที่จะส่งตัวแทนในบัญชีมายึดเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ด้วยต้นทุนที่ต้องกวาดให้ได้ 376 เสียงจากจำนวน 500 คน

โฟกัสไปที่พรรคเพื่อไทยซึ่งกระแสเป็น “เต็งหนึ่ง” ในสนามเลือกตั้ง คะแนนนิยมยังติดลมบนทั้งภาคเหนือ ภาคอีสาน ในทางทฤษฎีมีความเป็นไปได้ที่จะกวาดเสียงขึ้นหลักนั้นได้ อย่างที่เคยสร้างประวัติศาสตร์ไว้ในการกวาดเสียงเป็นรัฐบาลพรรคเดียว

แต่ในทางปฏิบัติก็อย่างที่เห็น “ด่านสกัด” ยี่ห้อ “ทักษิณ” ตะปูเรือใบวางไว้ตลอดเส้นทาง

ที่สำคัญเลยก็คือสูตรการเลือกตั้งแบบ “จัดสรรปันส่วนผสม” ในรัฐธรรมนูญใหม่ ที่ถูกออกแบบมาให้จำนวน ส.ส.เขตเลือกตั้ง แปรผกผันกับ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์

ฮอตฮิตยังไง โอกาสของเพื่อไทยได้ ส.ส.เต็มอัตราก็ไม่เกิน 250 เสียง

ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ต้องพูดถึง ตามสถานะของพรรคอันดับสองตลอดกาล วัดตามฐานต้นทุนเก่า งานนี้ได้เกิน 150 เสียงก็เก่งแล้ว

แนวโน้มจึงไม่มีพรรคการเมืองไหนได้เสียงถึงโจทย์สมการที่ตั้งไว้

หนทางเดียวที่จะเป็นไปได้ ก็คือ ส.ส.ทั้งสภาฯ ต้องพร้อมใจกันสวมวิญญาณนักประชาธิปไตย ร่วมแรงกันสานอุดมการณ์นักเลือกตั้งอาชีพ

“หักด่าน” ฝ่าแนวต้านทหาร

แต่ดูตามรูปการณ์ ณ วันนี้ พรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์เถียงกันได้ทุกเรื่อง ตั้งท่าโซ้ยกันในทุกประเด็น จ้องเข่นฆ่าล้างบางให้สูญพันธุ์กันไปข้าง

ปลาคนละน้ำ ไม่มีวันญาติดีกันได้

โอกาสที่จะจับมือกันตั้งรัฐบาลจึงยากในระดับเดียวกับการเข็นครกขึ้นภูเขาหิมาลัย

ในสถานการณ์ตรงกันข้าม กับการเปิดทางให้ “นายกรัฐมนตรี” คนนอก นั่ง ฮ.มาเสียบได้ง่ายๆ

ตามโจทย์สมการที่มีเสียง “250 ส.ว.สรรหา” เป็นฐานตั้งต้น แค่ออกแรงหาเสียง ส.ส.อีก 126 เสียง ก็จะได้คะแนนสนับสนุนเกินกึ่งหนึ่งของสองสภาคือ 376 เสียง ยึดเก้าอี้นายกรัฐมนตรีได้สบายๆ

เอาเป็นว่า ณ วันนี้แทบไม่ต้องทาย นายกฯคนต่อไปยังชื่อ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา”ตามโรดแม็ปที่ปูทางไปสู่การเบิ้ลเก้าอี้อีกสมัย และอาจไม่ใช่แค่ 5 ปีตามเงื่อนไขระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน โดยสถานการณ์อาจลากยาวได้ถึง 8 ปี ตามเงื่อนปมที่เปิดช่องให้นับเวลาต่อเนื่องกันได้สมการง่ายๆ เปิดทางให้ “นายกฯลุงตู่” อยู่ที่ว่าเจ้าตัวจะลุยต่อหรือไม่เพราะโจทย์ยากๆ มันอยู่หลังจากนั้นต่างหาก

ประเมินจากปรากฏการณ์ตรงหน้า ฉาก “ละครดราม่าการเมือง” แบบที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องเจอกับแรงปะทะกรณีของ “บิ๊กติ๊ก” พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา อดีตปลัดกลาโหม น้องชายที่ตกอยู่ในวงล้อม “ตำบลกระสุนตก” กระแสถล่มปมผลประโยชน์ทับซ้อนคนในครอบครัว ถูกย้อนศรเทียบกับโจทย์สำคัญ

“ประยุทธ์” ห่วงน้องได้ “ทักษิณ” ก็รักน้องเหมือนกัน

โดยสถานการณ์ที่กระตุกกระแสการตรวจสอบ “ตีกลับ” สะเทือนคะแนนความโปร่งใสผู้นำ แบบที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องรีบสับ “คัตเอาต์” ยืนยันไม่ปกป้องน้องชาย ผิดว่าตามผิด ช่วยกันไม่ได้

แต่เรื่องของเรื่องกระแสมัน “เข้าเนื้อ” ไปแล้ว

ปมน้องชาย กลายเป็นแผลที่ “บิ๊กตู่” โดนสะกิดเลือดซิบได้ตลอด

ยิ่งในสถานการณ์แบบที่รัฐบาลทหารเปิดฉากไล่ล่าขบวนการทุจริตในกลุ่มอำนาจเก่า ตามเช็กบิลเครือข่ายทุจริตโครงการรับจำนำข้าวไล่ตั้งแต่นักการเมือง ไปยันข้าราชการ พ่อค้า ฯลฯ

กระตุกแรงต่อต้านของพวกจนตรอก ให้รวมหัวหันมาปักหลักสู้

ดูตามเกมแล้ว ปม “ลูบหน้าปะจมูก” จะถูกชูมาเป็นประเด็นย้อนพันคอได้ตลอด

นี่ขนาด “นายกฯลุงตู่” ยังอยู่ในสถานะของผู้นำรัฏฐาธิปัตย์ ถืออำนาจพิเศษเต็มมือ ยังเหนื่อยแบบนี้ แล้วถึงวันที่ต้องสลับฉากไปเป็นนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลจากการเลือกตั้ง

มีหวังหืดขึ้นคอกว่านี้อีกหลายเท่า

โดยเฉพาะกับความจำเป็นต้องพึ่งเสียงจาก ส.ส. ตามเงื่อนไขที่รัฐบาลต้องมีเสียงอย่างต่อ 250-300 เสียง เพื่อประกันความปลอดภัย ในยามที่ต้องเจอสถานการณ์เดิมพันในการผ่านกฎหมายสำคัญอย่าง พ.ร.บ.งบประมาณ หรือการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภาผู้แทนฯที่เสียง “ส.ว.สรรหา” อุ้มไม่ได้

นาทีนั้น พล.อ.ประยุทธ์ต้องงอนง้อนักการเมืองที่เจ้าตัวตั้งแง่ “รังเกียจ” จิกด่ามาตลอด

โดยอารมณ์หมั่นไส้ เมื่อได้จังหวะเอาคืนกัน

คิวแก้เผ็ด แก้แค้นสั่งสอน มันต้องมีแน่.

“ทีมการเมือง”

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้