วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ทฤษฎี กาน้ำร้อน กับ ดราม่าทศกัณฐ์

ทฤษฎี กาน้ำร้อน กับ ดราม่าทศกัณฐ์

  • Share:

เมื่อมีการสื่อสาร จะนำสู่ความเข้าใจ เมื่อเข้าใจแล้วก็จะเห็นคุณค่า จากนั้น การสืบสานก็จะตามมา เป็นธรรมชาติ!

แต่เวลานี้ มันเหมือนกับ เรารู้ว่า กาน้ำชา กำลังร้อนอยู่ แล้วเราไปบอกกับเด็กว่า อย่าไปแตะมันนะ เด็กบางคนอาจจะไม่เข้าใจก็ได้ว่า แล้ว ทำไมมันถึง ห้ามแตะ กันล่ะ?

"นั่นเป็นเพราะ เราเอาแต่บอกเด็กว่า ห้ามแตะ แทนที่จะบอกว่า มันกำลังร้อนอยู่"

ประเด็นพิพาท จากปม "เห็นต่าง" ใน "ศิลปะชั้นสูงประจำชาติ" ที่สาดใส่กันในโลกโซเชียลมีเดีย อย่างร้อนแรงที่สุด ประหนึ่งคนจาก 2 ยุคสมัย กระทำยุทธหัตถีเข้าใส่กัน ตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ให้ข้อคิดอะไรแก่ "พวกเรา" ในฐานะคนไทยที่จะต้องสืบสานสมบัติล้ำค่าทางวัฒนธรรมของประเทศให้ดำรงอยู่ต่อไป ได้หรือไม่? อย่างไร?

ดราม่าโขนทศกัณฐ์ ในเอ็มวีเพลง "เที่ยวไทยมีเฮ"
ปมดราม่าโขนทศกัณฐ์ ในเอ็มวี "เที่ยวไทยมีเฮ" ประเด็นร้อนจนเกิดเสียงวิจารณ์ของคนสองกลุ่มอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะโลกโซเชียล

คำถามดังๆ ที่เกิดขึ้น หลังจากมีการ "หล่นความเห็นที่รุนแรงเกินจำเป็น" เข้าใส่กัน จนทำให้เกิด "รอยบาดแผลทางจิตใจ" ไม่มากก็น้อย ระหว่างคน 2 ยุคสมัย

ทั้งๆ ที่ หากเราทำเพียง บอกว่า "กาน้ำชานั้น มันกำลังร้อนอยู่" แทนที่จะเอาแต่บอกเพียงว่า "ห้ามแตะ"

ดร.กฤตินี พงษ์ธนเลิศ อาจารย์ประจำคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้รู้ทุกซอกทุกมุมสังคมเมืองซามูไร คอลัมนิสต์ชื่อดัง เจ้าของนามปากกา เกตุวดี ของเว็บไซต์ Marumura ขมวดคิ้ว พร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดเล็กน้อย ในระหว่างที่สนทนากับ นายฮกหลง แห่งทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ถึงดราม่า 2 ยุคสมัย

"จำได้ว่า ที่คุณโน้ส อุดม เคยเล่าในเดี่ยวไมโครโฟนเอาไว้ ซึ่งก็น่าจะคล้ายกับประเด็นที่กำลังเป็นปัญหานี้เช่นกัน คือ การที่ เลดี้ กาก้า นักร้องชื่อดังสวมชฎาในระหว่างการเล่นคอนเสิร์ตในประเทศไทย ซึ่งครั้งนั้น ก็มีคนออกมาแสดงความไม่พอใจเช่นกัน แต่ประเด็นที่ คุณโน้ส ตั้งคำถามกลับคือ แล้วเหตุใด เมื่อชฎาถูกนำไปใช้เป็นตราผลิตภัณฑ์สินค้าชนิดหนึ่งมาตั้งนาน ไม่เห็นมีใครออกมาว่าอะไร"

"ฉะนั้น สิ่งที่น่าตั้งคำถามคือ แล้ว "มาตรฐานว่าอะไร คือ ใช่ หรือ ไม่ใช่ อยู่ตรงไหน?

ดร.กฤตินี พงษ์ธนเลิศ อาจารย์ประจำคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีศิลปะชั้นสูง และวัฒนธรรมเก่าแก่ หลายอย่างคล้ายบ้านเรา เคยเกิดเหตุพิพาททางความคิดแบบนี้ไหมครับ? นายฮกหลง สอบถาม "เกตุวดี" เลิกคิ้วเล็กน้อยพองาม ก่อนตอบว่า

"เท่าที่ทราบ ไม่เคยมีนะคะ"

เพราะญี่ปุ่น ไม่ค่อยนำเอาศิลปะมาเล่น...เท่าไร! ถามว่าเพราะอะไร นั่นก็เพราะ 1. ลักษณะคนญี่ปุ่น ไม่ได้ขี้เล่นเหมือนคนไทย 2. ศิลปะชั้นสูงที่ใกล้เคียงกับโขนของบ้านเรา คือ ละครโนห์ (NOH) ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานมาถึง 600 ปี และได้รับการขนานนามว่าเป็นละครเวทีที่เก่าแก่ที่สุดในโลก หรือ ละครหุ่นบุงระขุ (Bunraku) ที่เก่าแก่กว่า 300 ปี นั้น คนญี่ปุ่นได้มีการบ่มเพาะกันมาว่า เป็นศิลปะชั้นสูงประจำชาติที่น่าภาคภูมิใจ และเป็นการแสดงออกถึงอัตลักษณ์ของคนในชาติ ฉะนั้น หากนำ "เอาไปเล่น" มันก็คงจะดูแปลกๆ "เหมือนเล่นแล้ว ก็คงไม่ตลก ก็เลยไม่ค่อยมีใครนำเอามาเล่นกัน"

แต่หากถามว่า ศิลปะโบราณชั้นสูงเหล่านี้ มีความเปลี่ยนแปลง เพื่อให้เข้ากับยุคสมัยหรือไม่?

"คำตอบ คือ มีค่ะ เพียงแต่..." เขาเปลี่ยนเพื่ออยู่รอด และเป็นการ "เปลี่ยนใน-ไม่เปลี่ยน"

หา...เปลี่ยนใน-ไม่เปลี่ยน คืออะไร? นายฮกหลง ตาโตเท่าไข่ห่าน งุนงงเล็กน้อย กับคำว่า เปลี่ยนใน-ไม่เปลี่ยน ของ กูรูญี่ปุ่น

เจ้าของนามปากกา "เกตุวดี" หัวเราะคิก เมื่อเห็นท่าทางของ นายฮกหลง ก่อนเลกเชอร์ให้ฟังว่า การเปลี่ยนใน-ไม่เปลี่ยน นี่ก็คือ การเปลี่ยนเฉพาะในรายละเอียดเล็กๆ น้อย แต่ความขลังของการแสดงและแนวความคิดหลักในการนำเสนอ "จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง"

พูดง่ายๆ คือ ในเมื่อศิลปะแบบนั้นๆ ต้องการนำเสนอปรัชญา ฉะนั้น จุดประสงค์ในการสอน จะไม่เปลี่ยน ส่วนที่จะเปลี่ยน ก็เช่นเสื้อผ้าที่ใช้ประกอบการแสดง อาจจะเปลี่ยน องค์ประกอบตัวละคร อาจจะเปลี่ยนไปบ้าง หรือท่าเต้น อาจจะมีการดัดแปลงไปบ้าง แบบนี้ เป็นต้น

ละครโนห์ (NOH) ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานมาถึง 600 ปี และได้รับการขนานนามว่าเป็นละครเวทีที่เก่าแก่ที่สุดในโลก

ยกตัวอย่าง ละครโนห์ (NOH) ซึ่งปกติ ตัวละครจะสวมใส่ชุดกิโมโนเต็มยศ สวมหน้ากาก แสดงบนเวทีไม้ธรรมดาๆ ก็ถูกนำมาจัดแสดง ที่ พิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งชาติญี่ปุ่น โดยมีฉากหลังเป็นภาพวาดของ ศิลปินชื่อดังแห่งศตวรรษที่ 20 อย่าง Salvador Dali ชาวสเปน ซึ่งหลังการจัดแสดงดังกล่าว ก็สามารถทำให้ผู้ชมรุ่นใหม่ เข้าถึงศิลปะเก่าแก่แบบนี้ได้มากขึ้นและง่ายขึ้น อีกทั้งยังทำให้เกิดความแปลกใหม่ในสังคมด้วย ซึ่งส่วนตัวมองว่า...

"เป็นการ...ครีเอทีฟในแง่ดี"

แม้จะเปลี่ยนใน-ไม่เปลี่ยน แต่มันก็ยังผิดแผกไปจากรากเหง้าดั้งเดิมอยู่บ้าง ไม่มีใครต่อต้านเลยหรือ? นายฮกหลง ยิงคำถามกลับ

"มีค่ะ..." เกตุวดี ตอบทันควัน แน่นอนเหลือเกินว่า เวลามีการเปลี่ยนแปลงอะไรก็ตาม ก็ย่อมต้องมีผู้ไม่เห็นด้วยบ้าง!

แต่จะไม่เกิดปัญหาการวิพากษ์วิจารณ์แบบเสียๆ หายๆ สักเท่าไร นั่น…เป็นเพราะ เวลาที่จะมีการเปลี่ยนแปลงอะไร ญี่ปุ่นเขาจะมี สมาคม หรือชมรมเฉพาะในศิลปะแขนงนั้นๆ อยู่ ฉะนั้น หากจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไร กลุ่มเหล่านี้ก็จะมีการหารือ เพื่อให้ได้ทางออกร่วมกัน...ที่คนส่วนใหญ่ยอมรับเสียก่อน จึงจะยอมให้มีการเปลี่ยนแปลง

ละครหุ่นบุงระขุ (Bunraku) ที่เก่าแก่กว่า 300 ปี คนญี่ปุ่นได้มีการบ่มเพาะกันมาว่า เป็นศิลปะชั้นสูงประจำชาติที่น่าภาคภูมิใจ

ขณะเดียวกัน ศิษย์และอาจารย์ผู้สอนในศิลปะแขนงนั้นๆ จะมีการหารือระหว่างกัน จนได้ข้อสรุปเสียก่อน จึงจะมีการเปลี่ยนแปลงด้วย…ในกรณีที่ลูกศิษย์จะขอให้มีการเปลี่ยนแปลงในบางประเด็นของการแสดง ด้วยเหตุนี้...เวลาเกิดความเปลี่ยนแปลงใดๆ ในศิลปะแขนงนั้นๆ ก็จะไม่ทำให้เกิดข้อพิพาทรุนแรงระหว่างกัน

นอกจากนี้ การที่คนญี่ปุ่น ยังคงยึดขนบธรรมเนียมที่เคร่งครัดประจำตระกูล คือ การสืบทอดรุ่นต่อรุ่น ในศิลปะแขนงโบราณนั้นๆ เช่น เมื่อปู่ เล่นละครโนห์ พ่อก็ต้องเล่นละครโนห์ และต่อมา ลูกและหลาน ก็ต้องทำหน้าที่สืบทอดเจตนารมณ์นี้ต่อไปเรื่อยๆ ส่วนคนนอก ที่ชื่นชอบศิลปะแขนงนั้นๆ แล้ว เกิดอยากจะร่วมการแสดง ก็มีวิธีเดียว คือ ต้องขอเข้าไปร่วมเป็นหนึ่งในสมาชิกของตระกูล ซึ่งในที่นี้ หมายถึง ต้องเปลี่ยนไปใช้นามสกุลของเจ้าของศิลปะแขนงนั้นๆ ไปเลย ถึงจะสามารถเข้าร่วมการแสดงได้

ฉะนั้น จึงเห็นได้ว่า ศิลปะเก่าแก่ของญี่ปุ่น จะมีความเป็นจริงเป็นจังเอามากๆ

พิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งชาติญี่ปุ่น โดยมีฉากหลัง เป็นภาพวาดของ ศิลปินชื่อดังแห่งศตวรรษที่ 20 อย่าง Salvador Dali ชาวสเปน

ศิลปะโบราณชั้นสูงอายุหลายร้อยปีของญี่ปุ่น เหตุไฉนยังคงสืบทอดอยู่ได้ และยังได้รับการตอบรับอย่างดีและต่อเนื่อง!

อาจารย์สาวจุฬาฯ ยิ้มเล็กน้อย ก่อนตอบคำถามของ นายฮกหลง ในประเด็นนี้ ว่า "จำกรณี ผักชีไทย ที่จู่ๆ ก็บูมขึ้นในประเทศญี่ปุ่นได้ไหมคะ?"

ในบ้านเรา "ผักชี" ก็คือ "แค่ผักชี" แต่ในญี่ปุ่น เขาจะบอกหมดว่า กินผักชีไทยแล้ว ผิวจะสวย ผิวจะดี มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ เห็นไหมคะ เมื่อคนได้รู้ถึง "คุณค่า" เราก็อยากกิน จริงไหมคะ?

เหมือนกัน หากเราสามารถทำให้คนในวงกว้าง รู้ถึงคุณค่าของศิลปะชั้นสูงแบบ โขน ได้ เชื่อเหลือเกินว่า คนส่วนใหญ่ก็ต้องอยากเสพ!

ปัจจุบัน ต้องยอมรับว่า คนไทยธรรมดาอย่างเราๆ ท่านๆ อาจจะรู้แค่ว่า โขน มี พระราม ทศกัณฐ์ ส่วนเนื้อเรื่องที่เล่น ก็นำมาจากวรรณคดี "รามเกียรติ์" แล้วก็จบ แต่เราไม่ค่อยรู้ว่า โขน ดูอย่างไร? หรือมีความสำคัญอย่างไร?

ส่วนตัวเชื่อว่า มีคนไทยน้อยมากที่รู้ว่า วัตถุประสงค์ของการมี โขน นั้น มีเพื่ออะไร? หรือว่า โขน ไปดูแล้วได้อะไร? เปรียบไปสำหรับคนไทยธรรมดาๆ อาจรู้สึกแค่เพียงว่า โขน เป็นเรื่องของการแสดง ที่มีเนื้อเรื่อง ชิงรักหักสวาท แต่ไม่รู้ว่าจริงๆ แล้ว โขน สอนอะไรเรา นั่นเป็นเพราะที่ผ่านมา เรายังขาดการประชาสัมพันธ์เพื่อสื่อให้คนในวงกว้างได้รับรู้

ดร.กฤตินี พงษ์ธนเลิศ คอลัมนิสต์ชื่อดัง เจ้าของ นามปากกา เกตุวดี ของ เว็บไซต์ Marumura

ในขณะที่ตัวอย่างที่ใกล้เคียงกัน อย่าง ละครโนห์ (NOH) ของญี่ปุ่น ซึ่งหากว่ากันจริงๆ แล้ว เป็นการแสดงที่ใช้ทั้งการพูดและร้อง ด้วยภาษาญี่ปุ่นแบบโบราณ...มาก (ลากเสียง) แต่ก่อนที่คนดู จะเข้าไปชม จะมีการอำนวยความสะดวกในแง่ของการให้ข้อมูล ทั้งในส่วนของบทละคร ปรัชญาที่อยู่เบื้องหลัง ว่า ต้องการจะสื่อและสอนผู้ชมอย่างไร เพื่อให้ผู้ชมสามารถตีความการแสดงชั้นสูงนี้ได้เข้าถึงมากขึ้น

"ครั้งหนึ่ง ส่วนตัวเคยมีโอกาสเข้าไปดู ละครหุ่นบุงระขุ (Bunraku) ดูรอบแรก สารภาพเลยว่า ดูไม่รู้เรื่อง!"

ไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร แต่ต่อมาในรอบที่สอง เขามีการจัดคอร์สพิเศษ สำหรับบรรดา "มือใหม่" เพื่อติวเข้มให้เข้าใจก่อนรับชมว่า จะต้องดูตรงไหน? ดูอย่างไร? แถมมีการอธิบายให้ทราบด้วยว่า มันยากอย่างไร ในการควบคุมหุ่น...

ซึ่งเมื่อผู้ชมได้เข้าใจใน "คุณค่า" ที่ศิลปะแขนงนี้ พยายามนำเสนอแล้ว เวลาเข้าไปรับชม ก็จะทำให้เกิดความ "เคารพนับถือ" ในศิลปะแขนงนี้ไปได้เลย และแน่นอน เมื่อเกิดความ "เคารพนับถือ" ก็จะไปเข้าชมบ่อยๆ เมื่อไปเข้าชมบ่อยๆ ก็จะเกิดความรักตามมา และเมื่อ "รักแล้ว" ก็ไม่อยากให้ศิลปะแขนงนี้สูญหายไปในที่สุด

ในทางกลับกัน กรณี โขน ของประเทศเรา ในรายละเอียดต่างๆ ของการแสดง ความยากในการฝึกสอนตัวละครแต่ละตัว ซึ่งมีจุดเด่นมากมาย แต่เรากลับไม่เคยได้มีการ "สื่อสาร" ให้เข้าถึงประชาชนในวงกว้าง ได้รับทราบบ้างเลย ซึ่งพอเป็นแบบนี้

"จึงไม่มีใครรู้ พอไม่มีใครรู้ แล้วอะไรเกิดขึ้นตามมา แน่นอน มันก็จะไม่มีใครสนใจในที่สุด"

หน่วยงานราชการญี่ปุ่น มีส่วนช่วยอย่างไร ในการสืบสานศิลปะชั้นสูง ให้คงอยู่เป็นสมบัติล้ำค่าของประเทศ?

แน่นอนค่ะ...การจะส่งเสริมให้ศิลปะเก่าแก่ สามารถคงอยู่ในยุคสมัยที่เปลี่ยนไปได้ ต้องได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจัง จากภาครัฐ และทุกภาคส่วน! เกตุวดี กล่าวอย่างหนักแน่น

ในญี่ปุ่น กรณี ละครโนห์ ภาครัฐสนับสนุนถึงขนาดสร้างโรงละครสำหรับเปิดการแสดงให้ตามสถานที่ต่างๆ หลายแห่ง และมีการเปิดให้มีการแสดงทุกเดือน ขณะที่ฝ่ายนักวิชาการ จะมีการจัดทำงานวิจัยเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ละครโนห์ เพื่อเผยแพร่ให้กับประชาชนในวงกว้าง ขณะที่เจ้าของคณะละครเอง ก็จะมีการช่วยผู้ชม โดยการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการรับชมศิลปะแขนงนี้ว่าจะต้องดูอย่างไร...ถึงจะเข้าใจ จุดสังเกตที่น่าสนใจ อยู่ตรงจุดไหน…ซึ่งจะทำให้ แม้แต่ผู้ที่ไม่เคยดูมาก่อน สามารถตามทันผู้ที่เคยรับชมมาแล้วได้

ศิลปะชั้นสูงที่ใกล้เคียงกับ โขน ของบ้านเรา คือ ละครโนห์ (NOH) ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานมาถึง 600 ปี
โรงละคร ละครโนห์ (NOH) เป็นละครเวทีที่เก่าแก่ที่สุดในโลก

ซึ่งจะแตกต่างจากของไทยเรา ที่มักจะพูดกันแต่ว่า...จะอนุรักษ์ไว้ให้เป็นมรดกของชาติ แต่กลับไม่เข้าไปให้ความช่วยเหลือใดๆ เลย ไม่ได้ให้เงินทุน ไม่ได้ช่วยสร้างโรงละครเพื่อจัดการแสดง อะไรแบบนี้ เป็นต้น

ขณะเดียวกัน การศึกษาในชั้นเรียน ก็มีส่วนช่วยในการปลูกฝังด้วย เช่นกัน อย่างในญี่ปุ่น หากจะมีการพานักเรียนไปชมศิลปะการแสดงโบราณ จะมีการสั่งนักเรียนไปทำรายงานเกี่ยวกับศิลปะแขนงนั้นๆ ก่อนที่จะเดินทางไปรับชม นอกจากนี้ ครูที่พาไปจะต้องมีความเข้าใจและสามารถอธิบายถึง "คุณค่า" ของศิลปะโบราณนี้ให้นักเรียนได้รับทราบในระหว่างการแสดงได้อีกด้วย

ฉะนั้น เรา ควรหันกลับไปถามกันเองแล้วหรือยังว่า ที่ผ่านมา เราได้ทำทุกอย่าง เพื่อสืบสานการคงอยู่ ของ "สมบัติล้ำค่าทางวัฒนธรรมในประเทศนี้" ควบคู่ไปกับการสื่อสารกับคนในวงกว้าง เพื่อให้เข้าถึง "คุณค่าที่แท้จริง" ของสิ่งที่เราหวงแหน ได้มากเพียงพอแล้วหรือยัง?

นายฮกหลง ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน

ขอบคุณภาพ และคลิปวิดีโอประกอบ จาก...

http://www.japan-guide.com/e/e2092.html

http://www.the-noh.com/en/plays/photostory/ps_074.html

http://dentsu-ho.com/articles/4467

https://www.youtube.com/watch?v=o--VbWf6M0c

https://www.youtube.com/watch?v=T-fhUne-KnA

https://www.youtube.com/watch?v=6rn93oE1CUA

  • สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์ สามารถส่งเรื่องราวหรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่ 
reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้