วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
นายหนังตำนาน พ่อตายลูกก็แทน

นายหนังตำนาน พ่อตายลูกก็แทน

  • Share:

พ่อสุชาติ ทรัพย์สิน ศิลปินแห่ง ชาติ ปี พ.ศ.2549 สาขาศิลปะการแสดงพื้นบ้าน เป็นนายหนังตะลุงระดับตำนานของเมืองนครฯ ถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องหนังตะลุงให้ลูกทุกคน

ตั้งแต่เรียนอนุบาล ลูกๆก็หัดตอกหนัง (แกะสลัก) พอโตเริ่มมีความชำนาญก็กลายเป็นแรงงานในครอบครัว ช่วยพ่อในการแกะสลัก ระบายสีหนัง กลางวันพ่อจะแกะสลักหนังตะลุง ส่วนกลางคืนจะไปแสดงหนังตะลุง

ลูกคนโต อาจารย์วาที ทรัพย์สิน อายุ 50 ปี วันนี้สืบทอดวิชาจากพ่อ เป็นเจ้าของพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านหนังตะลุง สุชาติ ทรัพย์สิน เลขที่ 6 ถนนศรีธรรมโศก ซอย 3 ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช

“เมื่อก่อนรูปหนังตะลุงใช้สำหรับให้นายหนังไว้แสดง” อาจารย์วาทีบอก “จนเมื่อ พ.ศ.2500 รูปหนังตะลุงถูกนักท่องเที่ยวให้ความสนใจ พ่อเป็นคนริเริ่มเอารูปหนังตะลุงเข้าสู่งานหัตถกรรม ขายเป็นของที่ระลึก”

และยังส่งไปขายที่กรุงเทพฯ ร้านนารายณ์ภัณฑ์ ร้านขายของเก่าหน้าวัดพระแก้ว

อาจารย์วาทีตอนนั้นยังเป็นเด็กชาย นำรูปหนังไปขายที่วัดมหาธาตุ ตัวเล็ก 20-30 บาท พัดและพวงกุญแจ 10 บาท ด้วยความเป็นเด็กถือรูปหนังไปขายไม่ได้มาก แต่ความต้องการของนักท่องเที่ยวฝรั่ง มีมากกว่า

ไกด์จึงถามว่าบ้านน้องอยู่ตรงไหน พาพี่ไปได้รึเปล่า

เมื่อพาไกด์มาถึงบ้าน ก็เห็นว่าพ่อนั่งตอกหนัง มีอุปกรณ์แสดงหนังตะลุงอยู่ในบ้าน

ไกด์ก็บอกว่า วันหลังจะพาฝรั่งมาซื้อรูปหนังตะลุงที่บ้าน

เมื่อมีไกด์รายแรกสนใจ ก็มีการบอกบริษัททัวร์รายอื่นต่อกันไปว่า ถ้าจะซื้อรูปหนังให้ไปบ้านนายหนังสุชาติ ฝีมือแกะหนังดี ขายในราคาต้นทุน ซื้อแล้วมีการเล่นหนังตะลุงให้ดูด้วย

แรกๆพ่อแกะรูปหนังตะลุง ตัวตลก ไอ้แก้ว ไอ้ทอง นุ้ย เท้ง ยังมีเจ้าเมือง นางเมือง พระเอกนางเอก ตายายคนแก่ แต่พอฝรั่งถามว่ามีหนุมานไหม มีสีดาไหม มีทศกัณฐ์ไหม แสดงว่าฝรั่งรู้จักเรื่องรามเกียรติ์

พ่อจึงออกแบบเป็นรูปหนังตัวละครในรามเกียรติ์ ผลปรากฏว่าขายดีกว่า

“งานของพ่อมีทั้งงานประณีตศิลป์ ที่มีความละเอียด จึงขายในราคาแพง” อาจารย์วาทีบอก “งานที่เป็นโครงรูปง่ายๆก็จะขายราคาถูก”

ยุคนั้นพ่อแกะหนังตะลุงคนเดียว แต่ตลาดต้องการรูปหนังมาก แม่ก็มาช่วยระบายสี สอนลูกให้เป็นแรงงานในครอบครัว ประกอบกับพ่อสอนลูกศิษย์ไว้มาก ก็รวบรวมช่างที่มีทักษะมาช่วย งานแกะหนังตะลุงกลายเป็นอุตสาหกรรมในชุมชน

ลูกศิษย์พ่อบางคนอยากโต ไม่อยากเป็นลูกน้องใคร ก็แตกออกเป็นกลุ่มไปทำรูปหนังขายในแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ

พ่อเองใช้กลยุทธ์ในการขายไม่เหมือนใคร คือขายที่บ้าน ถ้าคุณมาซื้อหนังตะลุงแล้ว คุณจะได้เห็นการแสดงหนังตะลุงเป็นของแถม

เวลาผ่านไป เด็กชายวาทีโตขึ้น ไปเรียนที่มหาวิทยาลัยศิลปากร คณะโบราณคดี เอกมานุษยวิทยา ด้วยกระบวนการเรียนการสอนของอาจารย์ในมหาวิทยาลัย กระตุ้นให้มีจิตสำนึกทางด้านวัฒนธรรม ว่าหวงแหนอย่างไร อนุรักษ์อย่างไร สืบสานอย่างไร ถ่ายทอดอย่างไร

ทำให้มีองค์ความรู้และทักษะมากกว่า จึงเกิดความคิดว่าจะพัฒนาบ้านเป็นแหล่งเรียนรู้ ทำบ้านเป็นพิพิธภัณฑ์ ก็กลับมาบอกพ่อ พ่อก็ไม่ขัด

พิพิธภัณฑ์ของอาจารย์วาที เริ่มด้วยการสะสมของที่เป็นวัตถุโบราณ พอไปดูงานที่อื่น ก็พบว่ามีเหมือนกัน ดูเท่าไหร่ไม่มีความแตกต่าง ก็คิดว่าถ้าอยากโดดเด่น ก็ต้องกล้าที่จะแตกต่าง

เกิดความคิดจะทำเป็นพิพิธภัณฑ์หนังตะลุง ซึ่งก็ง่ายต่อการค้นหา พ่อแนะนำให้ไปหาครูหนังเพื่อนพ่อที่มีรูปหนังโบราณ แต่กว่าจะได้หนังเก่ามาสักชิ้น ก็ใช่จะได้ง่ายๆ ต้องทำของใหม่ไปแลก

“ถ้าอยากได้ตัวไหนก็ทำรูปหนังไปแลก เช่น ทำฤาษีไปแลก ทำเจ้าเมืองนางเมืองไปแลก”

เริ่มแรกก็เก็บรูปหนังตะลุงในนครศรีธรรมราช จากนั้นก็หาข้อมูลว่ามีรูปหนังตะลุงที่ไหนอีกบ้าง ตอนนั้นอาจารย์วาทีได้ไปสอนที่ มอ.ปัตตานี ก็ได้รูปหนังวายังกูเละ จากกลุ่มชาวไทยมุสลิม

ต่อมาก็ได้หนังตะลุงจากภาคเหนือ หนังตะลุงจากภาคกลาง หนังประโมทัยจากภาคอีสาน

ได้หนังตะลุงในประเทศไทยมามากพอแล้ว ก็ยังไม่พอ อาจารย์วาทีค้นคว้าศึกษาต่อ หนังตะลุงไม่ได้มีเฉพาะเมืองไทย ยังมีในประเทศอื่นๆ

พอดีได้มีโอกาสไปประเทศเยอรมนี งานมหกรรมหนังตะลุงโลก ได้รูปหนังจากประเทศตุรกี ไปประเทศกรีซ ก็ได้รูปหนังมาเก็บไว้อีก

เนื่องจากพ่อเป็นนายหนังตะลุงคณะเดียวของภาคใต้ที่เล่นในเชิงอนุรักษ์ ไม่ใช้เครื่องดนตรีสากล แต่ใช้เครื่องดนตรีโบราณเรียกว่าเครื่องห้า มีโหม่ง ฉิ่ง ทับ กลองตุ๊ก ปี่ ได้รับเชิญให้ไปเล่นในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย จีน อินเดีย และกัมพูชา

อาจารย์วาทีตามพ่อไป มีโอกาสก็แลกเปลี่ยนรูปหนังตะลุง แต่นายหนังบ้านเมืองเหล่านั้น มักจะเป็นนายหนังอย่างเดียว แกะตัวหนังไม่เป็น ตัวหนังของเขาหายากกว่า

เรื่องก็จบลงด้วยการเสนอขอแลกสองต่อหนึ่ง หนังบางตัวต้องแลกสามต่อหนึ่ง

อาจารย์วาทีเล่าว่า นายหนังเขาก็น่ารัก บอกว่าเราเสียเปรียบ เพราะหนังเราชิ้นใหญ่กว่า แต่เมื่อเราอยากได้หนังตะลุงที่เป็นวัฒนธรรมของเขา เราไม่เกี่ยง ตกลงแลกกันได้

จนถึงวันนี้ อาจารย์วาทีเชื่อว่า มีรูปหนังในประเทศเพื่อนบ้าน อยู่ที่พิพิธภัณฑ์ครบหมดแล้ว

ตัวหนังตะลุงจากประเทศเพื่อนบ้าน ช่วยเสริมให้คำบรรยายในเชิงวิชาการมีน้ำหนักมากขึ้น ไม่แปลกที่วันนี้นายหนังตะลุง เจ้าของพิพิธภัณฑ์หนังตะลุงนานาชาติ ก้าวหน้าเป็นผู้อำนวยการศูนย์วัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช

นอกจากชีวิตราชการก้าวหน้า ปี 2538 บ้านพิพิธภัณฑ์ก็ได้รับรางวัล (THAILAND TOURISM AWARDS) ประเภทแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและโบราณสถาน จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเป็นครั้งแรก

“เราทำพิพิธภัณฑ์หนังตะลุง ไม่ได้หวังรางวัล เราประกวดครั้งแรกก็ได้รางวัลกินรีเงินรุ่นแรกของเมืองไทย ตัวแรกของเมืองคอน ปี พ.ศ. 2552 ได้รับรางวัลยอดเยี่ยม (THAILAND TOURISM AWARDS) ประเภทแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้และนันทนาการ”

บ้านพิพิธภัณฑ์หนังตะลุงมีพัฒนาการ ได้รับรางวัลแหล่งบ่มเพาะวิสาหกิจทางด้านวัฒนธรรมของกระทรวงวัฒนธรรม เป็นแหล่งผลิตให้คนมีความรู้ ความเข้าใจ มีทักษะเกี่ยวกับศิลปะวัฒนธรรมหนังตะลุง หนึ่งใน 10 ของประเทศของภาคใต้

ผู้พ่อ สุชาติ ทรัพย์สิน เสียชีวิตเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2558 เมื่ออายุได้ 79 ปี แต่ก่อนหน้า เมื่อปี 2556 อาจารย์วาที ผู้ลูกก็ได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 10 “ทายาทหัตถศิลป์” ประเภทศิลปหัตถกรรมเครื่องหนัง (แกะหนังตะลุง-หนังใหญ่) จากศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน)

จึงหมดห่วงได้ วิชานายหนังตะลุง วิชาแกะตัวหนังตะลุง ศิลปะพื้นบ้านภาคใต้ จะยังมีผู้สืบทอด.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้