วันพุธที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ให้รัฐสภาลงมติ ทุบตะกร้า หานายกคนนอก

แต่ผู้เสนอชื่อต้องเป็นส.ส. ส.ว.ไม่มีสิทธิ-ได้แค่โหวต! ตั้งบริษัทในค่ายทหารไม่ผิด

ศาลรัฐธรรมนูญทุบโต๊ะชี้ขาดร่างรัฐธรรมนูญ เปิดทางให้ ส.ว.ร่วมแจม ส.ส.ตามมาตรา 272 เข้าชื่อปลดล็อกเปิดทางให้มีนายกฯ คนนอกได้ แต่อำนาจการเสนอชื่อนายกฯ ให้เป็นของ ส.ส.อย่างเดียว กางเจตนารมณ์คำถามพ่วงระบุชัด ห้าม ส.ว.ร่วมมีเอี่ยวร่วมชงชื่อนายกฯ กรธ.บอกคำวินิจฉัยถือว่าแฟร์ดี เตรียมปรับแก้ไขร่างใหม่ภายใน 15 วัน ก่อนส่งให้นายกรัฐมนตรี “ปู” ดิ้นอีกเฮือกส่งทนายยื่นค้านถูกเรียกเฉ่งค่าเสียหายจำนำข้าว 35,717 ล้านบาท โวยยังไม่มีความชัดเจนเรื่องตัว ผู้รับผิดชอบที่ต้องชดใช้ค่าเจ๊งข้าว รัฐบาลเตรียมขยาย ผลลากข้าราชการร่วมจ่ายค่าเสียหายด้วย “บิ๊กตู่” กล่าวปาฐกถา เขินถูกอวยให้นั่งนายกฯ ต่อ บอกไม่หลงยาหอม ยืนกรานจัดเลือกตั้งตามโรดแม็ปปลายปี 2560 ลั่นขอโบกมือลาเมื่อได้รัฐบาลใหม่ “วิษณุ” อุ้มลูกชายน้องนายกฯ ขอพูดตรงๆ ใช้ค่ายทหารตั้งบริษัท ไม่ผิดกฎหมาย

หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้อง เพื่อวินิจฉัยการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เพื่อตีความปมปัญหาเรื่องคำถามพ่วงประชามติว่า ส.ว.จะมีอำนาจเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ตามเจตนารมณ์ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) หรือไม่นั้น ล่าสุดศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า ส.ว.ไม่มีอำนาจเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีไม่ว่าในกรณีใด แต่ให้ กรธ.แก้ไขกรณีการเข้าชื่อขอยกเว้นไม่ใช้รายชื่อนายกรัฐมนตรีจากบัญชีของพรรคการเมือง จะต้องใช้เสียงสมาชิกรัฐสภาไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง หรือ 376 เสียง จากเดิมที่ กรธ.ระบุให้ใช้เพียงเสียง ส.ส.กึ่งหนึ่งเท่านั้น

ให้ ส.ว.ร่วมปลดล็อกนายกฯคนนอก

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 28 ก.ย. ที่ศาลรัฐธรรมนูญ นายนุรักษ์ มาประณีต ประธานศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมตุลาการทั้ง 8 คน ร่วมกันพิจารณากรณีที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ส่งร่างรัฐธรรมนูญที่ปรับแก้ไขให้สอดคล้องกับผลการออก เสียงประชามติ เพื่อพิจารณาว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่ปรับแก้นั้น สอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามติหรือไม่

ต่อมาเวลา 16.00 น. นายพิมล ธรรมพิทักษ์พงษ์ เลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญ แถลงมติที่ประชุมว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้ กรธ.ไปปรับแก้เนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามติ ดังนี้ 1.ประเด็นที่ กรธ.กำหนดในมาตรา 272 วรรคสองของร่างรัฐธรรมนูญว่า กรณีไม่อาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีตามบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองเสนอ ให้ ส.ส.จำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน ส.ส.ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่มีสิทธิเสนอต่อประธานรัฐสภาเพื่อยกเว้นได้นั้น ศาลรัฐธรรมนูญเห็นควรแก้ไขให้ผู้มีสิทธิเสนอขอยกเว้นการเสนอชื่อนายกฯ จากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองคือ สมาชิกรัฐสภาจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา

กำหนดนิยามนับวาระเริ่มแรก

นายพิมลกล่าวว่า 2.ประเด็นที่ กรธ.กำหนดมาตรา 272 วรรคหนึ่งว่า “ในระยะ 5 ปีแรก” นับแต่วันที่มีรัฐสภา ภายหลังการเลือกตั้ง ส.ส.ตามมาตรา 268 และวรรคสองบัญญัติว่า “ในวาระเริ่มแรก” เมื่อมีการเลือก ส.ส.ตามมาตรา 268 แล้ว หากมีกรณีที่ไม่อาจแต่งตั้งนายกฯจากบัญชีรายชื่อพรรคการเมืองตามมาตรา 88 ไม่ว่าด้วยเหตุใด ส.ส.จำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ เข้าชื่อเสนอต่อประธานรัฐสภา มีมติยกเว้นไม่ต้องเสนอชื่อนายกฯจากบัญชีพรรคการเมืองนั้น ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าการกำหนดระยะเวลาวันเริ่มนับกำหนดเวลาตามร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 วรรคหนึ่งและวรรคสองต้องสอดคล้องกัน จึงกำหนดให้ที่ประชุมสมาชิกรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลที่สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกฯ เพื่อให้ได้นายกฯมาทำหน้าที่บริหารราชการในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งที่ประชุมสมาชิกรัฐสภาจะต้องประกอบด้วย ส.ส.และ ส.ว. ดังนั้นกำหนดเวลาและวันเริ่มนับเวลาตามร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 272 วรรคหนึ่งและวรรค 2 คือในระหว่าง 5 ปีแรก นับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ศาลรัฐธรรมนูญได้ส่งคำวินิจฉัยให้ กรธ.แล้วจากนั้น กรธ.จะไปปรับแก้ภายใน 15 วันนับจากวันที่มีคำวินิจฉัยและส่งให้นายกฯเพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ

ระบุให้ ส.ส.เสนอชื่อนายกฯเท่านั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยแล้ว ได้เผยแพร่คำวินิจฉัยกลาง จำนวน 19 หน้า ซึ่งได้ระบุถึงผู้มีสิทธิเสนอชื่อนายกฯไว้ตอนหนึ่งว่า การเสนอชื่อบุคคลที่สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกฯ เป็นหน้าที่ของ ส.ส.ที่เป็นตัวแทนประชาชน เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความไว้วางใจของประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศ ขณะที่ประเด็นคำถามพ่วงที่ผ่านประชามตินั้น เขียนเพียงว่า “ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคล ซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกฯ” ย่อมทำให้เข้าใจได้ว่า คำถามพ่วงประสงค์เฉพาะให้ที่ประชุมรัฐสภามีมติให้ความเห็นชอบบุคคล ซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกฯ ไม่รวมถึงการเสนอชื่อบุคคลที่สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกฯด้วย ส่วนการเสนอขอยกเว้นการไม่เสนอชื่อนายกฯจากบัญชีของพรรคการเมือง แม้ไม่อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาให้ความเห็นชอบตัวบุคคลผู้จะเป็นนายกฯตามถ้อยคำในประเด็นคำถามพ่วงก็ตาม แต่การแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญตามผลการออกเสียงประชามติ จำต้องแก้ไขให้สอดคล้องกันทุกขั้นตอน รวมถึงขั้นตอนการเสนอขอยกเว้นดังกล่าวด้วย

กรธ.เกาหัวคำวินิจฉัยไม่ชัด

ที่รัฐสภา นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ให้สัมภาษณ์ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยร่างรัฐธรรมนูญว่า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยมาอย่างไร กรธ.ต้องปรับแก้ตามนั้น แต่ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้บอกแนวทางการปรับแก้ เพียงแต่บอกให้แก้โดยมีผล 2 ข้อคือ 1.ผู้มีสิทธิเสนอขอยกเว้นการเสนอชื่อนายกฯจากผู้อยู่ในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองคือ สมาชิกรัฐสภาจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของ 2 สภา 2.กำหนดเวลาและวันเริ่มนับเวลาตามร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 272 วรรคหนึ่งและวรรคสองคือ ในระหว่าง 5 ปีแรก นับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ซึ่งตรงกับสิ่งที่ กรธ.เขียนไป แต่ศาลบอกว่า กรธ.เขียนไม่ชัด จึงต้องนำกลับมาเขียนให้ชัด แต่ในข้อแรกยังไม่ชัดเจนว่า ส.ว.จะมีสิทธิเสนอชื่อนายกฯด้วยหรือไม่ เมื่อถามว่า ยังไม่ชัดว่า ส.ว.สามารถเสนอชื่อนายกฯได้ใช่หรือไม่ นายมีชัยตอบว่า ถ้าดูจากทั้ง 2 ข้อเหมือนจะไม่มี หากสรุปตามที่เขียนมาทั้งสองข้อ เพียงแต่มีสิทธิแค่เข้าชื่อยกเว้นการใช้บัญชีรายชื่อนายกฯของพรรคการเมือง จากเดิมต้องใช้เสียง ส.ส. 250 เสียง เป็นใช้เสียงรัฐสภาเกินกึ่งหนึ่ง หรือ 376 เสียง จาก 750 เสียงเท่านั้น ทั้งนี้ภายหลัง 15วัน เมื่อ กรธ.ปรับแก้เสร็จตามที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยจะส่งนายกฯได้ทันที

ต่อสายศาล รธน.เคลียร์ปมสงสัย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่นายมีชัยให้สัมภาษณ์อยู่นั้น นายสุพจน์ ไข่มุกด์ รองประธาน กรธ. ได้โทรศัพท์ไปสอบถามบุคคลในศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อถามความชัดเจนของคำวินิจฉัย ก่อนแจ้งคำตอบให้นายมีชัยว่า ส.ว.ไม่มีสิทธิเสนอชื่อนายกฯต่อที่ประชุมรัฐสภาได้

จากนั้นนายสุพจน์ให้สัมภาษณ์ว่า คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญให้สิทธิ ส.ว.เสนอเฉพาะการยกเว้นการใช้บัญชีรายชื่อนายกฯจากพรรคการเมือง โดยให้ใช้เสียงกึ่งหนึ่งของสมาชิกที่มีอยู่ของรัฐสภาเท่านั้น ขณะที่สิทธิเสนอชื่อนายกฯนั้น ยืนยันว่า ส.ว.ไม่มีสิทธิเสนอนายกฯ คิดว่าคำวินิจฉัยออกมาแฟร์ดี

“ปู” ดิ้นอีกยื่นค้านเฉ่งค่าเจ๊งข้าว

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) นายนพดล หลาวทอง ทนายความของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ขอให้ทบทวนคำสั่งทางปกครอง กรณีให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชดใช้ค่าเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว 35,717 ล้านบาท ตามความ เห็นของคณะกรรมการความรับผิดทางแพ่ง กระทรวงการคลัง โดยนายนพดลกล่าวว่า รายงานสรุปความเสียหายของคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งไม่เปิดเผยสัดส่วนผู้ต้องร่วมรับผิดชอบที่เหลืออีกร้อยละ 80 ดังนั้นคำสั่งทางปกครองที่ออกมาจึงไม่เป็นธรรม แนวทางที่ถูกต้องควรดำเนินการตามกฎหมายละเมิดปกติที่ใช้กับบุคคลทั่วไป และคดีนี้มีอายุความถึงเดือน ก.พ. 2560 ไม่จำเป็นต้องเร่งรีบใช้วิธีการพิเศษดำเนินการ นอกจากนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นอดีตเจ้าหน้าที่รัฐจึงไม่อาจนำ พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาใช้บังคับได้ การจะให้รับผิดชอบความเสียหาย ทั้งที่ยังไม่ตรวจสอบให้เกิดความชัดเจนว่า ใครต้องรับผิดชอบด้วยบ้าง ถือว่าไม่ถูกต้องตาม ระเบียบกฎหมาย ขอให้ตรวจสอบให้เรียบร้อยก่อน จึงค่อยดำเนินการตามกระบวนการทางปกครองต่อไป

ซัด “วิษณุ” ล้ำเส้นอำนาจศาล

นายชวลิต วิชยสุทธิ์ รักษาการรองเลขาธิการ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุถึงการเรียกค่าเสียหายโครงการจำนำข้าวจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เนื่องจากละเว้น ไม่ระงับยับยั้งความเสียหายโครงการจำนำข้าวว่า ผู้มีอำนาจชี้ว่า ผู้ใดทุจริตหรือละเว้นคือ ศาลยุติธรรม ไม่ใช่ฝ่ายบริหาร หากศาลชี้ว่าทุจริต หรือละเว้นจะเป็นฐานความผิดเรียกค่าเสียหายต่อไป การที่ ป.ป.ช.และ สตง.เคยเตือนเรื่องโครงการรับจำนำข้าวไปยังรัฐบาลยิ่งลักษณ์ แต่รัฐบาลไม่ได้ทำตามนั้น ไม่มีกฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิด อีกทั้งรัฐบาลขณะนั้นไม่ได้นิ่งเฉย ละเลย โดยมีมาตรการรองรับเพื่อรักษาผลประโยชน์ราชการ แต่หากจะยกเลิกโครงการกลางคัน จะรับผิดชอบต่อสภาฯอย่างไร ทั้งนี้ หากศาลวินิจฉัยว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่แล้ว การที่รัฐบาลใช้คำสั่งทางปกครองจะขัดกับการพิจารณาคดีศาลหรือไม่ และการที่รัฐบาลใช้มาตรา 44 ให้กรมบังคับคดีมีอำนาจยึดทรัพย์ ก่อนมีคำสั่งทางปกครอง อาจชี้นำการลงนามในคำสั่งปกครองและก้าวล่วงอำนาจศาลหรือไม่

บี้แจงรายละเอียดความเสียหาย

นายอำนวย คลังผา อดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขณะนี้มีการพูดถึงการเรียกค่าเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวที่มีมูลค่าถึงหลักแสนล้านบาท แต่ประชาชนไม่รู้ว่ารายละเอียดความเสียหายเป็นอย่างไร อยากให้ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รวบรวมรายละเอียดจากหน่วยงานต่างๆว่า มีโรงสีหรือโกดังใดบ้างที่เก็บข้าวในโครงการรับจำนำข้าวบ้าง และเป็นข้าวดี ข้าวเสียอย่างไร ความเสียหายของแต่ละจุดที่เก็บข้าวมีเพียงใด นำมาชี้แจงให้ประชาชนทราบ ไม่ใช่พูดเพียงตัวเลขโดยรวมของโครงการ เพราะชาวนาที่เคยได้ประโยชน์จากโครงการรับจำนำข้าวอยากทราบรายละเอียด ไม่ใช่แค่ตัวเลขโดยรวมของโครงการ

“เต้น” เย้ยใช้ ม.44 เพิ่มศัตรูแฝง

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. กล่าวว่า การปราบโกงของรัฐบาลถูกตั้งคำถามมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งมาตรฐานการดำเนินการกับฝ่ายตรงข้าม หรือฝ่ายเดียวกับกลุ่มผู้มีอำนาจ โดยเฉพาะคดีรับจำนำข้าวใช้มาตรา 44 หลายขั้นตอน ทำให้ความเชื่อมั่นลดลงไปเรื่อยๆ ความหมายการใช้มาตรา 44 ดำเนินคดีคือ การเพิ่มอำนาจรัฐและตัดสิทธิผู้ถูกกล่าวหา ยิ่งใช้มากก็ยิ่งเพิ่มน้ำหนักว่า ภายใต้อำนาจปกติไม่สามารถกระทำได้ การจะเรียกค่าเสียหายอีก 80% จากฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้องนั้น ขอให้พิจารณาให้รอบคอบว่าจะทำได้หรือไม่ เพราะแค่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ คนเดียวต้องเอามาตรา 44 เข็นแล้วเข็นอีก ผลที่เกิดขึ้นคือ ข้าราชการ เอกชนรู้สึกไม่ปลอดภัยในสถานการณ์นี้ เพราะไม่มั่นใจระบบอำนาจพิเศษ การสร้างความหวาดกลัวด้วยการขู่ยึดทรัพย์คนจำนวนมากเป็นเรื่องพึงระวัง ถ้ารัฐบาลต้องการเพิ่มคู่ต่อสู้แฝงให้มากที่สุด ถือว่ามาถูกทางแล้ว

ขยายผลลาก ขรก.ร่วมชดใช้

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการติดตามเรียกค่าเสียหายโครงการรับจำนำข้าวอีกร้อยละ 80 นอกเหนือจากความเสียหายในส่วนของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ต้องรับผิดชอบร้อยละ 20 หรือ 35,717 ล้านบาทว่า จากเดิม ป.ป.ช.ยื่นชื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์เพียงคนเดียว ส่วนค่าเสียหายอีกร้อยละ 80 มีผู้เกี่ยวข้อง 2 กลุ่มคือ ฝ่ายปฏิบัติที่เป็นเจ้าหน้าที่ ขณะนี้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ตั้งเป็นคดีแล้ว 853 คดี ครอบคลุม 33 จังหวัด มีทั้งเจ้าหน้าที่องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) องค์การคลังสินค้า (อคส.) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และโรงสีที่แจ้งรับซื้อข้าว แต่ไม่มีข้าวในโกดัง น่าสังเกตคือ จ.กำแพงเพชร มีถึง 100 คดี จ.นครสวรรค์มี 200 คดี ซึ่ง ป.ป.ท.ต้องดำเนินคดีอาญาต่อไป และได้แจ้งมาแล้วว่า จะส่งฟ้องศาลได้ภายใน 6 เดือน ส่วนการเรียกรับผิดทางแพ่งนั้น หากเป็นภาครัฐต้องประสานงานกระทรวงต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่นั้นๆ อาทิ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง จะดำเนินการเช่นเดียวกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในส่วนเอกชนก็ต้องฟ้องศาลฐานละเมิด แต่อายุความในส่วนนี้ ยังไม่ได้นับอายุความ เพราะจะเริ่มเมื่อรู้ตัวและรู้การกระทำผิดคือ เมื่อผู้บังคับบัญชาของบุคคลนั้นๆรับรู้

ไม่เหมาเข่งเอาผิด กขช.

นายวิษณุกล่าวว่า ขณะที่ฝ่ายนโยบาย ขณะนี้ได้ตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์มาแล้ว 1 คน อาจมีคนอื่นเพิ่มเข้ามา มีการเพ่งเล็งกันอยู่ แต่ยังไม่ได้ดำเนินการ ครม.จึงมีมติมอบให้ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ไปตรวจสอบเพิ่มเติม ซึ่งคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ในขณะนั้นอยู่ในข่ายต้องรับผิดชอบด้วย แต่ใครจะต้องรับผิดบ้างเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ไม่ได้เหมารวม กขช.ทั้งหมด หากคนที่ถูก ป.ป.ช.ตรวจสอบแล้ว ปรากฏว่าไม่ผิด อาจไม่มีเหตุให้ไปรื้อ เพราะ ป.ป.ช.เคลียร์แล้ว แต่ถ้าหลุดไปเพราะ ป.ป.ช. ยังสอบไปไม่ถึงถือเป็นหน้าที่ ศอตช. ต้องไปดูเพิ่ม ขอย้ำว่า ไม่ได้บอกว่าคนให้นโยบายเป็นผู้ทุจริต จึงตั้งความผิดฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 อย่างคดี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โทษทางอาญาไม่ได้หนักอะไร แต่สำหรับคนเป็นนักการเมือง โทษหนักเบาไม่สำคัญเท่ากับความเสียหาย เพราะเมื่อมาจากการเลือกตั้งย่อมมีอำนาจกำหนดนโยบายช่วยชาวนาอย่างไรก็ได้ แต่ต้องทำนโยบายให้มีกฎหมายรองรับ ไม่ละเลยให้มีการกระทำความผิด

กองทัพภาค 3 พบตั้งบริษัทที่ค่ายทหาร

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกองทัพภาคที่ 3 ถึงกรณีการตรวจสอบบุตรชายของ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทโดยใช้ที่อยู่ในค่ายทหารว่า จากการตรวจสอบพบว่าการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทของบุตรชาย พล.อ.ปรีชา ใช้ที่อยู่บ้านพักในค่ายทหารจริง เป็นบ้านพักสมัยดำรงตำแหน่งอยู่ที่กองทัพภาคที่ 3 โดยมีการจัดตั้งบริษัทก่อนที่บ้านใหม่ ซึ่งจะใช้เป็นสำนักงานของบริษัทจะสร้างแล้วเสร็จ ขณะนี้กำลังขนย้ายแต่เกิดเรื่องเสียก่อน จากการตรวจสอบทราบว่า ในระเบียบทางราชการไม่ได้ระบุหรือห้ามไว้ว่าผิดกฎหมาย แต่อาจถูกมองว่าไม่เหมาะสม เพราะเป็นพื้นที่ทางราชการ จะถูกตั้งข้อสงสัยได้ ซึ่งที่ผ่านมาโครงการก่อสร้างต่างๆ ของกองทัพภาคที่ 3 มีประมาณ 80 กว่าโครงการ บริษัทของบุตรชาย พล.อ.ปรีชาได้งาน 4 โครงการ คิดเป็น 5 เปอร์เซ็นต์ และชนะมาด้วยการประกวดราคา เคาะราคาผ่านระบบอินเตอร์เน็ต

“บิ๊กตู่” ไม่หลงยาหอมให้นั่งนายกฯต่อ

เมื่อเวลา 15.40 น. ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอนด์ เซ็นทรัลพลาซา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.กล่าวสุนทรพจน์งาน “บางกอกโพสต์ ฟอรัม 2016” หัวข้อ “เดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย เศรษฐกิจ การเมือง และสังคม”ว่า ขอบคุณเจ้าของงานอวยพรให้เป็นนายกฯคนต่อไป แต่ขอเอาไว้ก่อน เอาวันนี้ให้ดีก่อนดีกว่า ถ้าพูดว่าให้เป็นนายกฯต่อ พรุ่งนี้คงโดนถล่มอีก ที่ผ่านมาตนรับฟังข้อมูลจากสื่อมวลชนและทุกฝ่าย ไม่ใช่นึกจะทำอะไรก็ทำ ที่เห็นว่า ตนหน้าตาหงุดหงิดทั้งวัน เพราะมีปัญหาต้องแก้ไขมาก ตนรังเกียจคนไม่ดี ส่งผลให้มีอารมณ์ปั่นป่วนพอสมควร ยืนยันว่า ไม่หมดกำลังใจ ไม่ท้อแท้ แม้บางครั้งจะเหนื่อยหนักหนาสาหัส แต่ต้องทำเพราะนี่คือแผ่นดินของตนและคนไทยทุกคน วันนี้หลายคนที่ทำงานเริ่มเจ็บป่วย เหนื่อย แต่ตนเหนื่อยไม่ได้ ต้องเผชิญหน้าทุกอย่าง เข้ามาแล้วทิ้งไม่ได้ รัฐบาลจะยังอยู่ต่อไปถึงปลายปีหน้าจะจัดเลือกตั้ง นี่คือโรดแม็ป ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะใครยาหอมแค่ไหน จะจัดเลือกตั้งปลายปี 2560 ไม่ใช่ตนอยากจะอยู่ในสภาพแบบนี้ ปวดหัวมัวทะเลาะกันกลไกเข้าสู่อำนาจ

สวนไม่ได้โง่เรื่องเศรษฐกิจ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ก่อนที่มาได้ฟังแถลงของ กรธ.กับพรรคการเมือง ฟังแล้วเหนื่อย ทุกคนมุ่งเรื่องกระบวนการ แต่ไม่เห็นใครพูดว่า จะทำให้ประชาชนอย่างไร ทะเลาะกันทุกวันเรื่องกลไกการเลือกตั้ง การเข้าสู่อำนาจ ที่ผ่านมาเมื่อมันไม่ดีตนก็ต้องทำกติกาใหม่ คนที่จะเข้าสู่สนามเลือกตั้ง ต้องปฏิบัติตามกติกา ถ้ามากเกินไป นักการเมืองก็เดือดร้อน น้อยเกินไปนักการเมืองก็กลับไปทำแบบเก่า จึงต้องชั่งน้ำหนักให้สมดุล ในช่วงที่สองของโรดแม็ปต้องจัดทำแผนที่นำทางสู่วิสัยทัศน์ประเทศใน 20 ปีข้างหน้า พ้นกับดักรายได้ปานกลางไปสู่รายได้สูงภายในปี พ.ศ. 2579 หากนักการเมืองที่เข้ามาไม่ขัดแย้งกันก็จะเร็วกว่านี้ เปลี่ยนจากประเทศผู้รับเป็นผู้ให้อย่างเดียว ขณะที่เรื่องเศรษฐกิจวันนี้ ไม่อยากจะแก้ตัวว่า บริหารประเทศในช่วงเศรษฐกิจถดถอย นักการเมืองหลายคนพูดเสมอว่ารัฐบาลนี้ไม่เก่ง ไม่รู้เรื่อง ตนว่า ตนรู้มากกว่าพวกท่านเพราะมีพวกพี่ๆช่วย ตนแค่ทำให้ทุกอย่างอยู่ในกรอบ อ่านและเรียนรู้เป็น ไม่ได้โง่ขนาดนั้น เพียงแต่ว่าต้องเอามาแปลสู่การปฏิบัติ ไม่ใช่แค่พูด ถามว่าที่ผ่านมาเศรษฐกิจดีหรือไม่ มันดีแค่หลวมๆ เพราะภาคธุรกิจเอกชนเข้มแข็งด้วยตัวเอง ดูแลตัวเองมาตลอด แต่รัฐบาลนี้เข้าไปดูแลเอาใจใส่ทุกภาคส่วน และนำมาปรับแก้

ลั่นโบกมือลาเมื่อมีรัฐบาลใหม่

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถึงปัญหาการจราจรด้วยว่า ต้องขยายเมืองรอบนอกออกไป อย่าให้ชุลมุนแบบนี้ วันนี้รถติดเป็นชั่วโมงๆ แม้ว่าตนจะมีรถนำขบวน บอกลูกน้องว่า ถ้าไม่ได้รีบร้อนจะไปตายที่ไหน ก็ไม่ต้องเร่ง บางทีได้ยินเสียงหวอนึกว่า รถพยาบาลที่ไหนพอหันกลับไป เป็นรถนำขบวนตัวเองนี่หว่า ตนไม่ได้ให้ใครเปิดหวอ ถ้าเปิดหวอจะขัง ยกเว้นถ้ามีงานด่วนหรืองานรับเสด็จฯ แต่บอกว่า อย่าไปทำร้ายคนเขาเพราะทุกคนคือเจ้านายข้าราชการคือผู้รับใช้ประชาชน รัฐบาลอาสามาดูแลประชาชน สมัครใจกันเข้ามาไม่มีใครบังคับ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงท้ายการปาฐกถา นายกฯเปิดโอกาสให้มีการซักถาม โดยมีคำถามว่า หลังเลือกตั้งครั้งหน้า พล.อ.ประยุทธ์จะกลับมาเป็นนายกฯต่อหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ยังไม่ใช่เวลาที่จะตอบ เพราะจะกลายเป็นว่า อยากเป็นแล้วไม่ได้เป็น หรืออยากเป็นแต่ได้เป็น เป็นเรื่องของอนาคต ตนไม่เข้าใจทำไมถึงอยากเป็นนายกฯ และรัฐมนตรีกันนัก ยืนยันว่าจะอยู่จนถึงมีรัฐบาลใหม่ มีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เมื่อถึงวันนั้นจะไปทันที อย่าลืมว่า แม้ตนจะไปแล้ว แต่ยังมีคำสั่งมาตรา 44 ร้อยกว่าฉบับที่ยังคงอยู่ และมีแนวทางปฏิรูปและยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เมื่อถามว่า จะทำอย่างไรให้รัฐบาลต่อไปทำตามโรดแม็ป และหากไม่ทำตามแล้วจะทำอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ต้องทำ ไม่ทำไม่ได้ เพราะมีกฎหมายลูกบัญญัติไว้ รวมทั้งยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีด้วย
พูดตรงๆใช้ค่ายทหารตั้งบริษัทไม่ผิด

ส่วนความคืบหน้าการตรวจสอบกรณี

บุตรชาย พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม ใช้บ้านพักในค่ายทหารจดทะเบียนตั้งบริษัทรับเหมาก่อสร้างนั้น นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยังไม่ทราบข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าว แต่ที่คิดคือหากเขามีบ้านและทะเบียนบ้านอยู่ที่นั่น หากเป็นเช่นนั้น เวลาจดทะเบียนก็ต้องใช้ตามนี้ แต่ปัจจุบันเรานำจุดนี้มาตีความว่า จดทะเบียนในค่ายทหาร ซึ่งเป็นคำพูดที่เหน็บแนมกันมากกว่า เมื่อถามว่า บ้านพักข้าราชการนำมาเป็นที่ตั้งบริษัทได้หรือไม่ นายวิษณุตอบว่า “ได้ พูดกันตรงๆนะ ไม่มีอะไรห้ามเลย ลองคิดว่าเป็นบ้านเช่าก็ได้ คุณไปอาศัยเขาอยู่ และขอบ้านนั้นเป็นที่ตั้งบริษัท มันก็สามารถทำได้ และถามกลับว่า ถ้ามันเป็นของข้าราชการล่ะ มันก็ไม่มีปัญหานี่” เมื่อถามว่า โดยหลักการหรือความเหมาะสมแล้วก็ไม่ควรทำหรือไม่ นายวิษณุตอบว่า ไม่รู้ ถือเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ประเทศไทยมีอะไรที่โดยหลักการไม่น่าทำมีอีกเยอะ แต่ก็ทำ

มึนไม่รู้เหตุเด้งปลัด ทส.เข้ากรุ

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการประกาศรายชื่อเจ้าหน้าที่รัฐที่อยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบเพิ่มเติม ครั้งที่ 8 ว่า เหตุที่ จ.มหาสารคาม มีรายชื่อเจ้าหน้าที่รัฐถูกพักงานจำนวนมาก เพราะมีการกระทำร่วมกันทั้งหมด ส่วนจะจริงหรือไม่ ต้องสอบสวน หวังว่าสอบแล้วจะมีการสารภาพแล้วซัดทอดต่อว่า ใครเป็นคนทำหรือคนสั่ง ส่วนการย้าย พล.ต.อ.วุฒิ ลิปตพัลลภ รอง ผบ.ตร. เป็นผู้ตรวจราชการพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตามคำสั่ง คสช. เป็นเรื่องคุณงามความดี ย้ายมาเป็น ซี 11 เป็นความสมัครใจของเจ้าตัว คงอยากทำอะไรที่ตัวเองสบายใจกว่า ไม่ได้บีบคั้นอะไร ขณะที่การย้ายนายเกษมสันต์ จิณณวาโส ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นผู้ตรวจราชการพิเศษนั้น ไม่ทราบสาเหตุว่าเพราะอะไร แต่เมื่อจะปรับปรุงงานให้ดีขึ้น ต้องนำคนที่ทำงานได้เข้ามา ที่ผ่านมานางเมธินี เทพมณี ถูกย้ายจากปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) แต่สุดท้ายได้ตำแหน่งใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิมคือเลขาธิการ ก.พ. หรือนายทศพร ศิริสัมพันธ์ ที่ถูกแขวนตั้งแต่ คสช.เข้ามา สุดท้ายกลับมาเป็นเลขาธิการ ก.พ.ร. ของแบบนี้แล้วแต่วาสนา ส่วนการแต่งตั้งเลขาธิการ ครม.คนใหม่ ขณะนี้ให้รองเลขาธิการ ครม. 3 คนทำงานไปก่อน ทั้ง 3 คนทำงานเป็นทีมได้ดีมาก ยอมรับว่านายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองเลขาธิการ ครม. มีคุณสมบัติเหมาะสมเป็นเลขาธิการ ครม. แต่ขึ้นอยู่ที่นายกฯ เป็นผู้พิจารณา

“เกษมสันต์” ปัดยื่นใบลาออก

นายเกษมสันต์ จิณณวาโส ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงกระแสข่าวยื่นหนังสือลาออกจากราชการ ภายหลัง ครม.มีมติโยกย้ายไปเป็นผู้ตรวจราชการพิเศษ ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีว่า ไม่ได้ยื่นใบลาออก เพียงแค่เขียนใบลาพักผ่อน เพื่อรอพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯไปรับตำแหน่งใหม่เท่านั้น

สัมมนา ก.ม.ลูกกร่อย–ไร้เงา 2 พรรค

เมื่อเวลา 13.00 น. ที่รัฐสภา คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จัดสัมมนา “การรับฟังความคิดเห็นร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองและร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.” มีตัวแทนจากพรรคการเมืองเข้าร่วมประมาณ 50 พรรค แต่ส่วนใหญ่เป็นพรรคขนาดกลางและเล็ก โดยพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยไม่ส่งตัวแทนเข้าร่วมให้ความเห็น ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ส่งนายธนา ชีรวินิจ อดีต ส.ส.กทม. เป็นตัวแทน โดยในวงสัมมนาเปิดโอกาสให้สมาชิกเสนอความเห็นอย่างกว้างขวาง อาทิ นายนิกร จำนง ตัวแทนพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า พรรคการเมืองต้องนำเสนอนโยบายได้ กกต.ไม่น่ามีความสามารถวินิจฉัยนโยบายพรรคการเมืองได้ ส่วนเรื่องการยุบพรรคมีข้อสังเกตว่า จะกินความย้อนหลังหรือไม่ การยุบพรรคการเมืองควรกำหนดให้ชัดเฉพาะฐานความผิดที่กฎหมายฉบับนี้กำหนดไว้ ขณะที่ตัวแทนจากพรรคขนาดเล็กส่วนใหญ่แสดงความไม่เห็นด้วยกับเนื้อหากฎหมายลูกทั้ง 2 ฉบับ โดยเฉพาะการขึ้นค่าสมัครรับเลือกตั้งจาก 5,000 บาท เป็น 10,000 บาท การกำหนดพื้นที่ติดป้ายหาเสียง ที่อาจทำให้ผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งลดลง เนื่องจากไม่เห็นอย่างทั่วถึง นอกจากนี้ยังวิจารณ์การทำงาน กกต.ชุดปัจจุบันว่า บริหารจัดการไม่ดี ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งครั้งล่าสุดได้ ไม่สามารถนำเงินจากกองทุนพัฒนาพรรค การเมืองมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่

สปท.ถอยไม่เซ็ตซีโร่ กกต.

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวว่า ในการประชุม สปท.การเมือง เมื่อวันที่ 27 ก.ย.ที่ผ่านมา ได้ข้อสรุปเรื่องข้อเสนอร่าง พ.ร.บ.คณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่เตรียมเสนอต่อ กรธ.ว่า จะให้ กกต.ชุดปัจจุบัน 5 คน ทำหน้าที่ต่อไป จนกว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งจะประกาศใช้บังคับ และเมื่อประกาศใช้บังคับแล้ว ให้ กกต.ชุดปัจจุบันที่มีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 222, 232 และ 216 คงเป็น กกต.ต่อไป มีวาระ 7 ปี นับแต่วันที่โปรดเกล้าฯแต่งตั้งตามมาตรา 273 หลังจากนั้นให้สรรหา กกต.เพิ่มขึ้นให้ครบ 7 คน ภายใน 30 วัน โดยระหว่างการสรรหา กกต.ให้ครบ 7 คน ให้ กกต.เก่าเท่าที่มีอยู่คงปฏิบัติหน้าที่ได้ต่อไป เหตุผลที่ สปท.การเมือง ไม่เสนอเซ็ตซีโร่ กกต.ทั้งหมด เพราะหากยกเลิก กกต.เก่าทั้งหมดแล้วไปสรรหาใหม่ จะกระทบการเลือกตั้ง ส.ส.ปลายปี 2560 จึงไม่ต้องการถูกกล่าวหาว่า ล้มหรือเลื่อนการเลือกตั้งออกไป สิ่งที่ สปท.การเมืองเสนอยึดหลักตามร่างรัฐธรรมนูญที่ประชามติเป็นสำคัญ จะได้ไม่ถูกคัดค้านว่าเป็นข้อเสนอที่ขัดร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านการทำประชามติ

ขอบคุณบิ๊ก ขรก.ส่งท้ายเกษียณ

วันเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เป็นประธานประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่าครั้งที่ 5/2559 ประจำเดือนกันยายน ก่อนการประชุม พล.อ.ประยุทธ์เชิญปลัดกระทรวงที่จะเกษียณอายุ 15 คน ไปถ่ายรูปร่วมกันบนตึกไทยคู่ฟ้า อาทิ พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ ปลัดประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายอภิชาติ ชินวันโน ปลัดกระทรวงต่างประเทศ นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี และนายภาณุ อุทัยรัตน์ เลขาธิการ ศอ.บต. เป็นต้น โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวก่อนเข้าสู่วาระการประชุมว่า ขอบคุณที่ร่วมทำงานกันมาเป็นอย่างดี ขอให้กำลังใจทุกคนตลอด 2 ปี ย่างเข้าปีที่ 3 ได้รับความร่วมมือมาโดยตลอด ขอให้ทุกคนร่วมกันปฏิรูปประเทศ แต่ปัญหาประเทศไม่ได้แก้ได้ภายในเวลาอันสั้น และไม่ง่าย มีความซับซ้อนด้วยกฎกติกาอีกมากมาย จึงอยากให้ร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์เพื่อเกียรติยศชื่อเสียงของทุกคน แม้จะเกษียณอายุราชการไปแล้ว โดยเฉพาะการสร้างความเข้มแข็งให้ส่วนราชการในการบริหารงานให้สอดคล้องนโยบายรัฐบาล

ป.ป.ช.รั้งท้ายประเมินความโปร่งใส

ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า สำนักงาน ป.ป.ช.ได้เผยแพร่เอกสารผลคะแนนการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ 2559 เพื่อ ประเมินผลงานด้านคุณธรรมและความโปร่งใสหน่วยงานภาครัฐใน 5 ด้าน ได้แก่ 1.ความโปร่งใส 2.ความรับผิดชอบ 3.การปลอดทุจริต 4.วัฒนธรรมองค์กร 5.คุณธรรมในการมอบหมายงาน มีหน่วยงานที่ได้รับการประเมินจากสำนักงาน ป.ป.ช. 115 แห่ง ปรากฏว่า หน่วยงานที่ได้คะแนนการประเมินมากที่สุด 5 อันดับแรกได้แก่ 1.ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) 96.02 คะแนน 2.ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธ.อ.ส.) 94.50 คะแนน 3.บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด 91.41 คะแนน 4.องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ 90.79 คะแนน 5.การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย 90.39 คะแนน ขณะที่สำนักงาน ป.ป.ช. ที่เป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์การประเมินดังกล่าวเอง แต่ผลการประเมินกลับถูกจัดอยู่อันดับที่ 100 ได้ 73.52 คะแนนเท่านั้น

เผยติดปัญหาการเปิดเผยข้อมูล

นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวว่า ป.ป.ช.ไม่ได้ตกใจกับผลประเมินที่ออกมา เนื่องจากการประเมินดังกล่าวดูเรื่ององค์กรที่มีคุณธรรมและความโปร่งใส และ ป.ป.ช.ไม่ได้นัดแนะกับหน่วยงานภายใน ป.ป.ช.ว่า จะถูกประเมินอะไรบ้าง ผลการประเมินที่ออกมาทำให้ ป.ป.ช.รู้ว่า มีจุดบกพร่องที่ต้องแก้ไขอะไรในปีต่อไป ทั้งนี้ ผลคะแนนที่สะท้อนการประเมินผลงานของ ป.ป.ช.ว่า อาจจะไม่โปร่งใสนั้น มาจากเรื่องการขอทราบความคืบหน้าคดี การขอสืบค้นสำนวนคดีที่ถูกมองว่า การเปิดเผยข้อมูลคดีในเชิงลึก จึงถูกมองว่า การเปิดเผยข้อมูลยังไม่ดีพอ เนื่องจากมีข้อจำกัดมากมาย เพราะถ้าไปกระทบกับบุคคลอื่น อาจทำให้ผู้ให้ข้อมูลหรือผู้กล่าวหาเดือดร้อน อย่างไรก็ตาม ป.ป.ช.จะพยายามหาวิธีการให้สามารถเปิดเผยข้อมูลได้มากกว่านี้

จ่อลงดาบ “วัฒนา” คดีบ้านเอื้ออาทร

นายสรรเสริญยังกล่าวถึงความคืบหน้าการไต่สวนการทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทร ที่มีนายวัฒนา เมืองสุข เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กับพวก กรณีเรียกรับเงินจากผู้ประกอบการเอกชนในการจัดซื้อจัดจ้างโครงการดังกล่าวว่า ความจริงเรื่องนี้ ป.ป.ช.น่าจะ วินิจฉัยได้แล้ว แต่นายวัฒนายื่นหนังสือขอความเป็นธรรมมาว่า ป.ป.ช.ไม่เคยเรียกเข้าให้ข้อมูล จึงต้องนำเรื่องเข้าหารือในที่ประชุม ป.ป.ช. อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ใกล้ได้ข้อสรุปในขั้นตอนการพิจารณาสำนวนแล้ว แต่ยังติดขัดข้อกฎหมายเล็กน้อย เนื่องจากคดีนี้ตั้งเรื่องมาจากคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ส่งให้อัยการสูงสุด แล้วตีกลับมาที่ ป.ป.ช. จึงต้องหารือถึงกระบวนการร่วมกับอัยการสูงสุดก่อน ขณะที่ข้อเท็จจริงในสำนวนครบถ้วนแล้ว คิดว่าเดือน ต.ค.น่าจะสรุปเรื่องเสนอต่อที่ประชุม ป.ป.ช.เพื่อวินิจฉัยได้ เรื่องนี้มีแนวโน้มว่า อัยการสูงสุดจะสั่งฟ้องสูงเพราะเมื่อ ป.ป.ช.ไปหาข้อมูลมาเพิ่มเติม อัยการสูงสุดก็พอใจ ซึ่งจะหารือกันอีกเล็กน้อยว่าแนวทางจะเป็นอย่างไร

ศาลจำคุก “ชวนนท์” 2 ปีหมิ่น “ปึ้ง”

ที่ศาลอาญา ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศ เป็นโจทก์ฟ้องนายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต อดีตโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เป็นจำเลย ฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา กรณีจำเลยแถลงข่าวว่า โจทก์ให้นายอัษฎา ชัยนาม ออกจากประธานคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (เจบีซี) และให้นายวีรชัย พลาศรัย ออกจาก กมธ.เจบีซี เพื่อประโยชน์แก่กัมพูชา ซึ่งถือเป็นความเท็จ ทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง ซึ่งศาลชั้นต้นตัดสินพิพากษาจำคุกจำเลย 2 ปี ปรับ 1 แสนบาท แต่รอลงอาญา 2 ปี ขณะที่ศาลอุทธรณ์ให้ยกฟ้อง ซึ่งโจทก์ได้ยื่นฎีกา ทั้งนี้ ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า ถ้อยคำของจำเลยไม่ใช่การแสดงความเห็นในเชิงตั้งคำถามเพื่อตรวจสอบ ทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจได้ว่า โจทก์กระทำการเพื่อผลประโยชน์ประเทศกัมพูชา ไม่เป็นการติชมด้วยความเป็นธรรม จึงพิพากษาให้จำคุกจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้คงโทษจำคุกจำเลย 2 ปี ปรับ 1 แสนบาท โทษจำคุกให้รอ การลงโทษ 2 ปี และให้จำเลยลงโฆษณาคำพิพากษาย่อในหนังสือพิมพ์ เว็บไซต์ ไม่น้อยกว่า 7 วัน

2 นปช.เจอคุกบุก มท.ทุบรถนายกฯ

วันเดียวกัน ศาลอาญาอ่านคำพิพากษาคดีที่อัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายชัยวัฒน์ ทองมูล อายุ 57 ปี นายอรุณ ฉายาจันทร์ อายุ 49 ปี สองแนวร่วมแกนนำเเนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เป็นจำเลยฐานร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป กรณีบุกปิดล้อมกระทรวงมหาดไทย ขัดขวางไม่ให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ใช้กระทรวงมหาดไทยเป็นสถานที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงใน กทม.และปริมณฑล โดยร่วมกันใช้ก้อนหินขว้างทำลายรถยนต์ประจำตำแหน่งนายกฯ ที่นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรีนั่งอยู่ในรถจนได้รับบาดเจ็บ เมื่อวันที่ 12 เม.ย.52 ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า แม้พยานโจทก์ไม่สามารถเบิกความยืนยันได้ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันทำร้ายร่างกายนายนิพนธ์ แต่รับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองเข้าร่วมการชุมนุมกับกลุ่ม นปช. และบุกรุกเข้าไปในกระทรวงมหาดไทย โดยไม่มีเหตุอันควรจริง จึงพิพากษาจำคุก 6 เดือน ฐานมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป และสั่งจำคุก 3 ปี ฐานบุกรุกสถานที่ราชการ แต่จำเลยให้การเป็นประโยชน์ จึงลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกคนละ 2 ปี 4 เดือน

ศาลรัฐธรรมนูญทุบโต๊ะชี้ขาดร่างรัฐธรรมนูญ เปิดทางให้ ส.ว.ร่วมแจม ส.ส.ตามมาตรา 272 เข้าชื่อปลดล็อกเปิดทางให้มีนายกฯ คนนอกได้ แต่อำนาจการเสนอชื่อนายกฯ ให้เป็นของ ส.ส.อย่างเดียว กางเจตนารมณ์คำถามพ่วงระบุชัด ห้าม... 29 ก.ย. 2559 07:21 29 ก.ย. 2559 08:07 ไทยรัฐ