วันเสาร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
นิตยสาร The End EP.2 สื่อกระดาษ vs สมาร์ทโฟน เดิมพันสุดท้ายใครแน่กว่า?

นิตยสาร The End EP.2 สื่อกระดาษ vs สมาร์ทโฟน เดิมพันสุดท้ายใครแน่กว่า?

  • Share:

รายงานพิเศษ ‘นิตยสาร The End ตอนที่ 2’ ที่ท่านกำลังอ่านอยู่นี้ ถูกเขียนขึ้นเพื่อเผยแพร่ลงในสื่อออนไลน์ ซึ่งมีผู้อ่านจากโลกโซเชียลฯ กดเข้ามาอ่านด้วยความสนใจใคร่รู้ แต่ ณ วินาทีเดียวกันนี้ สื่อสิ่งพิมพ์อย่างนิตยสารบางฉบับที่เราคุ้นเคยกำลังลาลับอย่างไม่มีวันกลับ เพราะไร้ผู้อ่านไขว่คว้าเพื่อให้ได้มาเหมือนวันเก่าก่อน...

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ เทียบความเห็น 2 มุม จากบุคคล 2 ท่าน ฝ่ายหนึ่งเป็นศิลปินแห่งชาติ ผู้อุทิศเวลาพัฒนาระบบหนังสือในประเทศไทยมานานกว่า 40 ปี และอีกฝ่ายหนึ่ง คือ นักการตลาดฝีปากกล้าระดับปรมาจารย์ของเมืองไทย ตบท้ายด้วย บทสรุปจาก ข้าราชการต้นแบบของเมืองไทยที่มีใจรักการอ่านอย่างสุดหัวใจ หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล...จุดอ่อน จุดจบ และทางรอดของนิตยสารไทย เป็นอย่างไรต้องติดตาม!

อาจารย์มกุฏ อรฤดี ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ (นวนิยายและเรื่องสั้น)
อาจารย์ธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด
โจทย์ : หมากเกมนี้ ใครจะอยู่ ใครจะไป ใครจะรอด?

อาจารย์ธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด ตอบ : ผมคิดว่านิตยสารที่จะอยู่รอดต่อไปได้ จะมีเพียงแค่นิตยสารที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเบอร์ 1 และเบอร์ 2 ของเมืองไทย เท่านั้น หรือในประเภทของนิตยสารผู้หญิง อาจมีถึงเบอร์ 3 หรือ เบอร์ 4 ที่สามารถอยู่ต่อไปได้ แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นในภายภาคหน้า ก็คือ ไม่ว่านิตยสารเบอร์ไหน ทุกรายจะต้องเจอปัญหา “โฆษณาลดลง” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยมีสาเหตุมาจากพฤติกรรมของผู้อ่านที่เปลี่ยนไป จากผู้อ่านในโลกกระดาษย้ายมาอ่านในอินเทอร์เน็ตมากขึ้น จนในที่สุด เราก็จะพบว่า โฆษณาบนสื่อสิ่งพิมพ์ย้ายเข้าไปสู่โลกออนไลน์ตามไปด้วย

อาจารย์มกุฏ อรฤดี ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ (นวนิยายและเรื่องสั้น) ตอบ : จากปัจจัยที่ว่า นิตยสารมีผู้ซื้อน้อยราย จึงทำให้นิตยสารหลายต่อหลายเล่มต้องปิดตัวลงนั้น ปัจจัยดังกล่าวไม่ได้มีผลต่อตัวนิตยสารเท่าใดนัก เนื่องจากผู้ซื้อมิใช่รายได้หลักของนิตยสาร แต่ “โฆษณา” ต่างหากเล่าที่เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนนิตยสารให้ดำเนินต่อไปได้ เมื่อโฆษณาหายไป นิตยสารก็เริ่มอยู่ไม่ได้ และจะค่อยๆ หายไปในที่สุด ส่วนคนที่เสียประโยชน์ก็มิใช่ใครที่ไหน พวกเขาคือ “ชาวบ้าน” ที่ไม่มีสมาร์ทโฟน หรือไม่โน้ตบุ๊กใดๆ พวกเขาเหล่าน้ียังคงต้องการพึ่งพาหนังสือกระดาษอยู่

“อีกไม่กี่วันข้างหน้า จะไม่มีสกุลไทยแล้ว การหายไปของสกุลไทยในครั้งนี้ ไม่ได้มีผลกระทบต่อประเทศชาติอย่างใหญ่หลวงอะไรนัก แต่สิ่งที่น่าเสียดายอย่างที่สุดก็คือ เครื่องมือการส่งผ่านความรู้ให้แก่ประชาชนแบบสาธารณะ และใช้เงินน้อยที่สุดของชาติได้หายไปอย่างที่ไม่ควรจะเป็น อ.มกุฏ ศิลปินแห่งชาติ กล่าวจี้ใจ

นางงามจักรวาลคนแรกของไทย ปุ๊ก อาภัสรา หงสกุล
สกุลไทยฉบับที่ ๓,๐๐๐
โจทย์ : ‘กระดาษ’ กับ ‘สมาร์ทโฟน’ ใครแน่กว่ากัน?

อาจารย์มกุฏ อรฤดี ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ตอบ : การอ่านหนังสือ หรืออ่านเรื่องราวข่าวสารในอินเทอร์เน็ตนั้น ย่อมทำให้ผู้อ่านเกิดความสะดวกสบาย หากท่านเกิดความสงสัยในจุดใด ก็สามารถนำคำนั้นๆ ไปค้นหาคำตอบที่ถูกต้องได้ในทันที ซึ่งการอ่านด้วยวิธีการเช่นนี้ เป็นวิธีการของผู้มีการศึกษา และผู้มีฐานะ

“บังเอิญผมคิดเรื่องนี้เอาไว้เพื่อประชาชนส่วนมากของประเทศ เป็นประชาชนส่วนมากที่ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ทางอินเทอร์เน็ตได้ บางคนไม่มีเงิน บางคนไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต อย่างไรเสีย ผมไม่อยากเปรียบเทียบระหว่างหนังสือกระดาษกับสมาร์ทโฟน เพราะเอาเข้าจริงแล้วไม่มีอะไรดีกว่าอะไร และผมไม่ได้ปฏิเสธว่า ของใหม่จะไม่ดี แต่ของใหม่ที่เราพูดถึงกันอยู่นี้ มีไว้สำหรับคนที่มีโอกาส และมีสตางค์ ดังนั้น สิ่งที่ภาครัฐควรจัดการก็คือ ให้หนังสือกระดาษ ให้นิตยสารของเอกชนเป็นความรู้พื้นฐานแก่ประชาชน” อ.มกุฏ ศิลปินแห่งชาติ มองตามมุมนักคิดนักเขียน

“นิตยสารอ่าน 2 ชั่วโมงจึงจะจบเล่ม และเมื่อเราอ่านจนจบแล้ว เราก็สามารถให้คนอื่นๆ ยืมอ่านต่อได้ ซึ่งเรื่องราวข่าวสาร ความรู้ต่างๆ ที่อยู่ในนิตยสารก็จะแพร่ขยายออกไปได้เรื่อยๆ แต่สำหรับโน้ตบุ๊ก หรือสมาร์ทโฟนนั้น ทำเช่นนี้ไม่ได้ เพราะมันมีค่า มีราคา จะให้ใครหยิบยืมเพื่อไปอ่านนานๆ จริงๆ จังๆ ย่อมทำไม่ได้ อ.มกุฏ ขยายความให้เห็นภาพ

อาจารย์ธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด ตอบ : การอ่านไม่จำเป็นต้องอ่านในหนังสือกระดาษเท่านั้น เราสามารถอ่านเรื่องราวข่าวสารต่างๆ ได้จากสื่อออนไลน์ เพียงแต่ว่าการอ่านแบบลึกซึ้ง หรือการอ่านแบบมีสมาธิที่ต้องใช้เวลานานอาจจะไม่เกิดขึ้นเท่าใดนัก ซึ่งผู้อ่านในยุคปัจจุบันมักจะมีพฤติกรรมการอ่านแบบฉาบฉวย อ่านแบบสมาธิสั้น เนื่องจากผู้อ่านบนโลกโซเชียลมีสิ่งเร้ามากมายที่เข้าไปรบกวนความสนใจจากการอ่าน

“เด็กยุคใหม่ไม่ได้เติบโตขึ้นมาพร้อมกับสื่อกระดาษ พวกเขาเติบโตขึ้นมาพร้อมๆ กับเทคโนโลยีสารพัดประเภท บวกเข้ากับปัจจัยที่ว่า สังคมไทยเป็นสังคมที่ไม่แข็งแรงในเรื่องการอ่าน แต่สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการดู และด้วยปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ จึงเป็นเหตุให้หนังสือรุ่นเก่าที่ปรับตัวไม่ทัน หรือปรับตัวช้า ต้องล้มหายตายจากอย่างต่อเนื่อง” นักการตลาดฉายา ‘ขาโหด’ วิเคราะห์ปรากฏการณ์นิตยสารปิดตัว

อย่างไรก็ตาม อ.ธันยวัชร์ ยังขยายความต่ออีกว่า สำหรับประเทศที่เป็นสังคมแห่งการอ่าน ยอดขายหนังสือประเภทต่างๆ ในประเทศไม่ได้ลดลง และยังขายได้ดี เพราะออนไลน์ไม่สามารถทำลายระบบหนังสือของประเทศนั้นๆ ได้

ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องมี 'สถาบันหนังสือแห่งชาติ'
สกุลไทย ฉบับที่ ๓,๑๘๗
ทำนายวันตาย ‘นิตยสาร’?

อาจารย์ธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด ตอบ : ปัจจัยที่ทำให้นิตยสารต้องล้มหายตายจาก มาจากปัจจัยสำคัญ 3 ประการ คือ 1. นิตยสารคือการเปลี่ยนผ่านของยุคสมัย ผู้อ่านหลายต่อหลายท่านที่ติดนิยายในนิตยสาร ไม่จำเป็นต้องรอคำว่า “โปรดอ่านฉบับหน้า” อีกต่อไปแล้ว เพราะพวกเขาสามารถเข้ามาอ่านในโลกออนไลน์ได้ตั้งแต่ต้นจนจบ 2. ผู้อ่านเปลี่ยนเครื่องมือในการอ่าน จากหนังสือย้ายไปสู่สมาร์ทโฟน และ 3. เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป พฤติกรรมของเอเจนซี่โฆษณาก็เปลี่ยนตามไปด้วย

“ด้วยเหตุปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ ไม่ได้หมายความว่า นิตยสารไทยจะหายไป แต่พื้นที่ยืนของนิตยสารจะเล็กมากๆ หากจะพูดให้เห็นภาพก็คือ วันหนึ่งคุณเคยอยู่บ้านหลังใหญ่มีพื้นที่รอบตัวบ้านมากมาย แต่อยู่มาวันหนึ่ง คุณต้องย้ายไปอยู่คอนโดฯ เล็กๆ ขนาดไม่เกิน 30 ตารางเมตร สื่อสิ่งพิมพ์จะไม่ตาย แต่จะอยู่ต่อไปแบบร่อแร่ นั่นแหละ อนาคตนิตยสารไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดมือต้นๆ ของเมืองไทย พูดตรงไปตรงมา

อาจารย์มกุฏ อรฤดี ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ตอบ : ปัญหาใหญ่ของเรื่องนี้ มิใช่ว่า สกุลไทยจะเจ๊ง หรือนิตยสารอื่นๆ กำลังจะเจ๊ง แต่ปัญหาสำคัญของเรื่องนี้ก็คือ เมืองไทยยังไม่มีใครคิดที่จะหาวิธีนำความรู้มามอบให้แก่ประชาชน ทั้งๆ ที่คุณภาพของประชาชนนั้น ขึ้นอยู่กับคุณภาพของการอ่านและรู้หนังสือ 

“ภาครัฐไม่ตระหนักถึงการอ่าน ไม่ตระหนักถึงหนังสือ รัฐเอาเวลาส่วนใหญ่ทุ่มลงไปกับเรื่องเศรษฐกิจ การลงทุน พัฒนาอุตสาหกรรม สร้างโรงงาน แต่ถ้าชาวบ้านไม่มีความรู้ ชาวบ้านไม่มีสติปัญญา รัฐจะสร้างสิ่งเหล่านี้ไปเพื่ออะไรกัน หรือสร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นเพื่อให้ชาวบ้านไปเป็นคนงาน ส่วนต่างชาติมาควบคุมแล้วขนเงินออกไปเช่นนั้นหรือ” อาจารย์มกุฏ ท้วงติง

อาจารย์มกุฏ ยังยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดขึ้นอีกว่า นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ได้กล่าวในวันชาติไว้ว่า อนาคตอยู่ในมือของประเทศที่ประชาชนใช้ข่าวสาร ความรู้ และเทคโนโลยีร่วมกันอย่างมีประสิทธิผล ซึ่งทั้งสามอย่างนี้เป็นปัจจัยหลักทำให้เศรษฐกิจของประเทศชาติประสบความสำเร็จ รุ่งเรือง...เพราะฉะนั้น ความสามารถในการเรียนรู้ จึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งที่จะทำให้ประเทศชาติแข็งแกร่ง และรุ่งเรืองอยู่ได้ในโลกอนาคต...ขณะนี้ ถึงเวลาแล้ว ที่จะหันกลับมามองห้องสมุดของเราอย่างจริงจังกันเสียที

จากนโยบายข้างต้นของสิงคโปร์ อาจารย์มกุฏ บอกเล่าว่า ประเทศสิงคโปร์จึงเจริญรุดหน้าแซงประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเดียวกัน ส่วนประเทศอินเดีย เมื่อ 60 กว่าปีที่แล้ว อินเดียจัดตั้งสถาบันหนังสือแห่งชาติ เพื่อจัดการเรื่องการอ่านพื้นฐานของคนทั่วประเทศ หลังจากนั้นเป็นเวลา 50 ปี เราจึงเห็นว่าอินเดียเจริญกว่าเมืองไทย ซึ่งเดิมทีเมืองไทยเจริญกว่าอินเดีย และเหตุทั้งหมดเป็นเพราะการอ่านพื้นฐานทั้งสิ้น

ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์
ศิลปินแห่งชาติ ผู้นี้มุ่งหวังให้รัฐบาลเป็นผู้คิดดำเนินงาน และใช้ประโยชน์จากสถาบันหนังสือและการอ่าน
โจทย์ : ทางรอดนิตยสารไทย คือ อะไร?

อาจารย์ธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด ตอบ : ทางรอดของนิตยสารไทยก็คือ อย่าหารายได้จากการโฆษณาเพียงอย่างเดียว แต่ควรหารายได้เพิ่มจากการจัดอีเวนต์ ยกตัวอย่างเช่น ค่ายอมรินทร์ จัดงานบ้านและสวนแฟร์, ค่ายกรังด์ปรีซ์ จัดงานมอเตอร์โชว์ เป็นต้น อย่างน้อยๆ ค่ายนิตยสารควรจัดอีเวนต์ขึ้นมาเป็นของตัวเองอย่างน้อยปีละครั้ง โดยทางออกเช่นนี้จะช่วยให้ค่ายนั้นๆ มีรายได้จากการจัดงานสูงหลายสิบล้านบาท

"นิตยสารเก่าแก่ จะจัดอีเวนต์ในรูปแบบไหนได้?" อ.ธันยวัชร์ ตอบคำถามนี้ว่า นิตยสารเก่าแก่ก็ต้องล้มหายตายจากไป ไม่ว่าจะสกุลไทย, สตรีสาร, บางกอก นิตยสารเหล่านี้เป็นนิตยสารที่ขายเนื้อหาเป็นหลัก โดยปกติโฆษณาในนิตยสารเหล่านี้ไม่ได้มีมากมาย บวกเข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ก็แทบจะเรียกได้ว่า โฆษณาหายไปหมด รวมทั้ง ผู้อ่านนิตยสารเก่าแก่เหล่านี้ มีอายุมากขึ้น จึงประสบปัญหาทางสายตา และส่งผลให้อ่านหนังสือได้น้อยลง จนในที่สุดก็ซื้อน้อยลง

“ยังมีทางรอดอื่นๆ อีกไหม นอกจากการจัดอีเวนต์?” อ.ธันยวัชร์ เงียบไปชั่วครู่ ก่อนตอบกลับมาว่า ณ วันนี้ ผมยังไม่เห็นทางรอด แต่ผมกำลังจะบอกว่า สื่อสิ่งพิมพ์ที่อยู่ได้ จะต้องเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ที่มีคุณภาพจริงๆ มีความโดดเด่นจริงๆ และต้องตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายได้จริงๆ จึงจะทำให้สื่อสิ่งพิมพ์นั้นๆ อยู่ได้ แม้ว่าโฆษณาจะน้อยก็ตาม”

อาจารย์มกุฏ กล่าวไว้ว่า การอ่านของชาติ มิใช่งานอีเวนต์

อาจารย์มกุฏ อรฤดี ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ตอบ : ‘สกุลไทย’ เป็นเสมือนกรณีตัวอย่างที่กำลังสะท้อนให้เห็นว่า นิตยสารที่มีเนื้อหาสาระอันเป็นประโยชน์ นิตยสารที่เป็นดั่งเครื่องมือสาธารณะของรัฐบาลกำลังจะหายไปอย่างช้าๆ โดยที่ไม่มีใครเห็นคุณค่า และไม่รู้จักใช้เครื่องมือนี้ให้เป็นประโยชน์

“ผมไม่ได้บอกว่า รัฐจะต้องมาดูแลสกุลไทยเสมือนไข่ในหิน แต่ผมเพียงยกตัวอย่างให้เห็นว่า สื่อที่มีประโยชน์กับประชาชนเป็นวงกว้าง และไม่ต้องไปลงทุนลงแรงอะไรมากนัก สื่อเช่นนี้ควรค่าแก่การที่รัฐจะดูแลตามสมควร” อาจารย์มกุฏ ศิลปินแห่งชาติ สะท้อนแนวคิด

โดย อาจารย์มกุฏ อรฤดี ศิลปินแห่งชาติ เสนอแนะว่า ดังนั้น รัฐบาลควรตั้งหน่วยงานรับผิดชอบเรื่องหนังสือและการอ่านของชาติ โดยมีแผนกหนึ่งที่คอยทำหน้าที่ดูแลสื่อนิตยสารต่างๆ ที่เป็นสื่อสาธารณะของเอกชน และเปิดโอกาสให้เอกชนส่งรายละเอียดนิตยสารของตนเองเข้ามาที่หน่วยงาน เพื่อพิจารณาให้ความช่วยเหลือ ยกตัวอย่างเช่น ฉบับ ก มีเนื้อหาอะไรบ้าง เหมาะกับคนกลุ่มไหนบ้าง จำนวนพิมพ์เท่าไร คนอ่านเท่าไร และจะช่วยกันได้อย่างไร, ฉบับ ข ส่งเข้ามาให้พิจารณาเลยว่า เนื้อหาเกี่ยวกับอะไร เหมาะกับใคร พิมพ์เท่าไร จากนั้น เจ้าหน้าที่ก็จะพิจารณาว่า นิตยสารฉบับใดเหมาะสมที่จะให้ความช่วยเหลือต่อไป

“สถาบันหนังสือและการอ่านของชาติ ควรจัดตั้งขึ้นด้วยความเข้าใจ และไม่ให้การเมืองเข้ามายุ่งเกี่ยว เพราะมิเช่นนั้น จะเข้าอีหรอบที่ว่า หน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นมานี้ จะถูกใช้เป็นเครื่องมือในการหาเสียง หรือสร้างขึ้นไว้เพื่อเป็นผลงานให้นักการเมืองพูดถึงในภายภาคหน้า และภาครัฐไม่ควรทำเป็นวาระ อย่างวาระการอ่านแห่งชาตินี่ต้องเลิกคิด เพราะมันเป็นวาระ ถ้าไม่จัดวาระก็ไม่เกิด ถ้าอยากให้เกิดก็ต้องจัดวาระขึ้นมาอีก การแก้ปัญหานี้เช่นนี้ จะไม่มีวันยั่งยืน” อาจารย์มกุฏ ศิลปินแห่งชาติ ถอดความจริงจากประสบการณ์มามากกว่า 40 ปี

อาจารย์มกุฏ ศิลปินแห่งชาติ ผู้อุทิศชีวิตให้กับหนังสือและการอ่านของชาติ ได้ทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า “ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา รัฐบาลไม่มีคนที่จะมาคิด และไม่มีคนที่จะมารับผิดชอบเรื่องหนังสือและการอ่านของประเทศ รัฐบาลปล่อยให้การอ่านของคนไทยมีปัญหา รัฐบาลปล่อยให้นิตยสารดีๆ ต้องล้มหายจากไปอย่างที่ไม่ควรจะเป็น และจะมีไหม สักวันหนึ่งที่ผู้มีอำนาจของรัฐจะเข้าใจ เข้ามาแก้ปัญหา เข้ามาพัฒนาเรื่องหนังสือ และการอ่านอย่างจริงจัง”

อาจารย์มกุฏ กล่าวไว้ว่า ก่อนจะจัดการเรื่อง 'การอ่าน' ให้เด็กๆ รัฐบาลต้องรู้ เข้าใจ และจัดการเรื่อง 'สิ่งที่จะอ่าน' หรือ 'หนังสือ' เสียก่อน
อาจารย์มกุฏ กล่าวไว้ว่า ผู้รับผิดชอบเรื่องการอ่านของชาติ จะต้องรู้ว่า ตัวเลขการอ่านหนังสือปีละ 5 เล่ม เป็นการสุ่มสำรวจเฉพาะกลุ่ม หรือรวบรวมข้อมูลทางสถิติกันแน่ เพราะไม่น่าเชื่อว่า สถิติที่แท้จริงคนไทยจะอ่านหนังสือถึงปีละ 5 เล่ม
จาก “โจทย์ร้อน” สู่ “โจทย์รัฐ”...

จากประเด็นที่ว่า “ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา รัฐบาลไม่มีหน่วยงาน หรือไม่มีผู้ใดในภาครัฐที่จะเข้ามาจัดการดูแลเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจัง และเข้าใจ” ด้วยประเด็นข้างต้น ผู้สื่อข่าวจึงติดต่อไปยัง ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หรือในฐานะที่ท่านเป็นบุคคลหนึ่งในทีมงานรัฐบาลที่ผูกพันกับหนังสือและการอ่าน หรือในฐานะพระปนัดดา (เหลน) ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ หรือในฐานะที่ท่านเป็นผู้ดูแลหอสมุดสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่ง ม.ล.ปนัดดา ท่านกล่าวถึงประเด็นดังกล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า

เมื่อพูดถึงเรื่องสกุลไทยขึ้นมา เรื่องนี้ทำให้ผมอดใจหายไม่ได้ เพราะอีกไม่กี่วันข้างหน้าจะไม่มีสกุลไทยเหมือนแต่ก่อนแล้ว ซึ่งในตอนที่ผมยังเด็ก ผมจำได้ว่า ในครั้งที่คุณแม่ยังมีชีวิต ท่านชอบอ่านเรื่องราวต่างๆ ในสกุลไทยเป็นอย่างมาก

ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ผมกลับมานั่งคิดพิจารณาอย่างรอบด้านว่า เหตุใดสกุลไทยจึงต้องปิดตัว ซึ่งผมก็ได้พบคำตอบที่ว่า ปัจจุบันผู้คนหันมาเสพข้อมูลข่าวสารผ่านทีวี และสมาร์ทโฟนมากขึ้น

แม้ว่าเราจะหันมาเสพข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อโซเชียลมีเดียมากขึ้น แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า เราจะต้องละทิ้งการอ่านหนังสือไปเสียหมดสิ้น เพราะหนังสือทุกเล่มนับเป็นมรดกอันทรงคุณค่าของชีวิต ซึ่งในอดีต ผมจำได้เป็นอย่างดีว่า เมื่อพ่อแม่มอบหนังสือให้ผม ผมจะต้องรักษาและหวงแหนหนังสือเล่มนั้นๆ ให้มากเท่ากับชีวิต

ขณะที่ การอ่านในเว็บไซต์ต่างๆ นั้น ผมมองว่า เป็นเหมือนการอ่านผ่านมาก็ผ่านไป การอ่านในเว็บไซต์แตกต่างกับการอ่านหนังสืออย่างสิ้นเชิง เพราะฉะนั้น ทางแก้ที่ดีที่สุดสำหรับปัญหานี้ก็คือ เราต้องช่วยกันสร้างเสริม และผลักดันให้หนังสือกลายเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญกับชาติบ้านเมืองต่อไป

ดังนั้น เราต้องทำให้ประชาชนเข้าใจว่า การอ่านหนังสือใดๆ ก็ตาม สิ่งที่ได้จากการอ่านหนังสือนั้นๆ จะช่วยให้เราต่อยอดความคิด ช่วยให้เรามีความคิดรอบคอบ และสิ่งที่อยู่ในหนังสือจะเป็นข้อคิด เป็นบทเรียนของชีวิตเราไปตลอดกาล

ทว่า เราทุกคนควรส่งเสริมการอ่านด้วยวิธีง่ายๆ ด้วยการทำมุมหนังสือเล็กๆ เอาไว้ที่บ้าน หรือในที่ทำงาน, รณรงค์ให้เยาวชน ครู อาจารย์ ข้าราชการ ภาคเอกชนหันมาเล็งเห็นว่า หนังสือคือแหล่งสร้างภูมิปัญญาของคนในชาติ

ม.ล.ปนัดดา ก็เป็นอีกหนึ่งท่านที่รู้สึกเสียดายการปิดตัวของนิตยสารสกุลไทย

และเมื่อปี 2556 มีการจัดงาน “กรุงเทพฯ เมืองหนังสือโลก” ขึ้นมา เราลองพิจารณางานนี้ แล้วกลับมาถามตัวเองกันหรือยังว่า เรากล้าเรียกตัวเองว่าเป็นเมืองหนังสือโลกได้อย่างไร บ้านเมืองเรามันเป็นอย่างชื่อเรียกนี้จริงๆ หรือ?

โดยปัจจุบัน เรามักจะพบว่า คนไทยไม่นิยมใช้ห้องสมุดกันเท่าใดนัก หรือแทบจะเรียกได้ว่า ต้องขอร้องให้ประชาชนเข้าไปใช้ห้องสมุดกันเลยทีเดียว ดังนั้น ภาครัฐและเอกชน ต้องร่วมกันสร้างให้เป็นวาระของชาติบ้านเมือง

คำว่า “วาระ” ที่ว่านี้ มีความหมายเช่นเดียวกันกับนโยบาย หากวาระเกิดขึ้นครั้งหนึ่ง ย่อมเท่ากับว่า วาระจะเป็นเครื่องมือที่ทำให้ประชาชนเล็งเห็นถึงความสำคัญของเรื่องนั้นๆ ซึ่งความสำเร็จในแต่ละวาระ ย่อมต้องใช้เวลาพอสมควร

ม.ล.ปนัดดา มองว่า หนังสือทุกเล่มนับเป็นมรดกอันทรงคุณค่าของชีวิต

ในรัฐบาลชุดนี้ ผมมองว่า ใน 10 ยุทธศาสตร์ของสภาพัฒน์ ฉบับที่ 12 ซึ่งจะเริ่มใช้ในวันที่ 1 ตุลาคม 2559 นั้น ในเนื้อหาสาระภายในยุทธศาสตร์นี้ จะบ่งบอกถึงหลักการดำเนินชีวิต หลักการครองตน หลักการทำงาน และความพอเพียงในชีวิต ซึ่งทั้ง 10 ยุทธศาสตร์นี้ จะสำเร็จขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรมด้วยการอ่านของประชาชน

ผู้สื่อข่าวถาม ม.ล. ปนัดดา ว่า “จะมีความเป็นไปได้ไหมคะ หากวันใดวันหนึ่ง รัฐบาลจะจัดตั้งหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องหนังสือและการอ่านอย่างจริงจัง?” ม.ล. ปนัดดา ตอบว่า อันที่จริงแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับตำรา และหนังสือนั้น มีอยู่มาก อาทิ สถาบันการศึกษา, หอสมุดมหาวิทยาลัย, หอสมุดสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, ราชบัณฑิตยสถาน และอีกมากมายหลายหน่วย

ในการพูดคุยครั้งนี้ นับว่าเป็นเรื่องที่ดีอย่างมากที่มีสื่อสนใจและเป็นห่วงเรื่องนี้ ดังนั้น ผมจะหันมาพิจารณาในเรื่องนี้ด้วยบทบาทที่ผมสามารถทำได้ จากนี้ต่อไป ผมจะเพิ่มเรื่องหนังสือ และการอ่านเป็นวาระของการทำงานเข้าไปครับ.

บรรทัดด้านบน
คือ 'คำมั่น' ที่เป็นดั่ง 'ความหวัง' ของชาติต่อไป...

สำหรับในตอนสุดท้ายของสกู๊ปซีรีส์ นิตยสาร The End (ตอนที่ 3) จะเจาะลึกถึงเหตุผลที่สปอนเซอร์โฆษณา ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งเงินทุนของธุรกิจนิตยสาร ต้องลดการสนับสนุนลงว่าเป็นเพราะเหตุใด และพวกเขามีส่วนเกี่ยวข้องที่ทำให้นิตยสารต้องปิดฉากเร็วขึ้นหรือไม่ โปรดติดตาม...



อ่านเพิ่มเติม

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้