วันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

จำคุก 2 นปช. 2 ปี 4 เดือน บุก มท.ทุบรถมาร์ค ปี 52 ไม่รอลงอาญา

จำคุก 2 แนวร่วม นปช. บุกรุกกระทรวงมหาดไทย-มั่วสุม 10 คนขึ้นไป รวม 2 ปี 4 เดือน ไม่รอลงอาญา เหตุขัดขวางไม่ให้ มาร์ค ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เมื่อปี 52

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 28 กันยายน ที่ห้องพิจารณาคดี 905 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดอ่านคำพิพากษา ในคดีหมายเลขดำ อ.598/2557 คดีที่พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายชัยวัฒน์ ทองมูล อายุ 57 ปี และนายอรุณ ฉายาจันทร์ อายุ 49 ปี เป็นจำเลย ในความผิดฐานร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป โดยกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง, ร่วมกันบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย และร่วมกันใช้กำลังประทุษร้าย หน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย

คดีนี้อัยการโจทก์ฟ้องว่า ก่อนวันที่ 12 เมษายน 2552 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง ได้มีจัดการชุมนุมอยู่ที่บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล มีผู้เข้าร่วมชุมนุมหลายพันคน โดยมีจำเลยทั้งสองกับพวกอีกหลายคน ซึ่งยังไม่ได้ตัวมาฟ้องเป็นผู้เข้าร่วมชุมนุม และมีนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ หรือ แรมโบ้อีสาน กับพวกอีกหลายคน แบ่งหน้าที่สั่งการผู้ชุมนุม โดยตั้งเวทีปราศรัยดังกล่าวเพื่อขับไล่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี โดยอ้างว่าเป็นรัฐบาลที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต่อมา วันที่ 12 เมษายน 2552 แกนนำผู้ชุมนุมได้สั่งการ กล่าวปราศรัยยุยงปลุกปั่นผ่านเครื่องขยายเสียงให้จำเลยทั้งสองกับพวกผู้ชุมนุมหลายพันคน เคลื่อนขบวนไปทำการปิดล้อมกระทรวงมหาดไทย เพื่อจับตัว นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และให้ทำการขัดขวางไม่ให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มาใช้สถานที่กระทรวงมหาดไทย เป็นสถานที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยจำเลยทั้งสองได้ร่วมกระทำความผิดกฎหมายหลายกรรมต่างกัน โดยใช้กำลังประทุษร้ายร่างกายพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รักษาความปลอดภัยของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และผู้ติดตามได้รับบาดเจ็บหลายราย และใช้ก้อนหินขว้างทำลายรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ทะเบียน ศฮ 9205 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นรถประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ที่มี นายนิพนธ์ พร้อมพันธ์ อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี นั่งอยู่ในรถ ได้ร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป โดยกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และร่วมกันบุกรุกเข้าไปในกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์และสถานที่ราชการ เหตุเกิดที่ แขวงราชบพิธ เขตพระนคร และ แขวงดุสิต เขตดุสิต กทม. ขอให้ลงโทษตามกระบวนกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 215, 310, 358, 362, 364, 365 โดยจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์และจำเลยแล้ว เห็นว่า คดีนี้โจทก์มีพยานซึ่งเป็นพนักงานของรัฐจำนวน 3 ปาก ต่างเบิกความถึงเหตุการณ์ที่ผู้ชุมนุมพากันไปปิดล้อมและเข้าไปในกระทรวงมหาดไทย และทำลายทรัพย์สินของราชการ โดยมิได้ยืนยันตัวบุคคลแต่อย่างใด ซึ่งเจ้าพนักงานของรัฐไม่เคยรู้จัก หรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงเห็นว่า พยานโจทก์ดังกล่าวได้เบิกความตามเหตุการณ์ที่พบเห็นมา การที่กลุ่มผู้ชุมนุมมาปิดล้อม และเข้าไปภายในกระทรวงมหาดไทย ทั้งได้ทำลายทรัพย์สินทางราชการ จึงไม่ถือว่าเป็นการชุมนุมโดยสงบ แต่เป็นการมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป เพื่อก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง เมื่อจำเลยทั้งสองรับว่าได้เข้าร่วมชุมนุม และได้เข้าไปในกระทรวงมหาดไทยด้วย จำเลยทั้งสองจึงถือเป็นตัวการร่วมในการกระทำผิด และร่วมกันบุกรุกเข้าไปในที่ราชการโดยไม่มีเหตุอันควร ส่วนที่จำเลยทั้งสองนำสืบต่อสู้ว่า ขณะที่มีการชุมนุมของกลุ่ม นปช.นั้น จำเลยทั้งสองเดินทางไปถึงกระทรวงมหาดไทย ซึ่งกลุ่มผู้ชุมนุมได้เปิดประตูรั้วและเข้าไปในกระทรวงมหาดไทย และกลุ่มผู้ชุมนุมได้ทำลายทรัพย์สินทางราชการอยู่แล้ว หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองจึงค่อยเดินตามเข้าไปในกระทรวงมหาดไทย โดยไม่มีเจตนาบุกรุกนั้น เห็นว่าในวันเกิดเหตุทางการได้มีการประกาศให้เป็นวันหยุดราชการ และกระทรวงมหาดไทย ก็ได้ปิดทำการ โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้เข้าไปติดต่อราชการแต่อย่างใด จำเลยทั้งสองจึงไม่มีความชอบธรรมที่จะเข้าไปในกระทรวงมหาดไทย แต่อย่างใด รวมทั้งไม่ได้รับอนุญาตจากผู้มีอำนาจ ดังนั้น พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองที่ได้ตามผู้ชุมนุมที่พังประตูรั้วเข้าไป เพื่อที่จะรวมกลุ่มกับผู้ชุมนุมเข้าไปในกระทรวงมหาดไทยนั้น จึงเป็นการเข้าไปโดยไม่มีเหตุอันสมควร ส่วนความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ และร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขัง ทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายนั้น เห็นว่า โจทก์ไม่ได้มีพยานใดมาเบิกความยืนยันว่า เห็นจำเลยทั้งสองร่วมกันทุบตีรถยนต์ของนายกรัฐมนตรีและของคณะ หรือร่วมกันทำลายทรัพย์สินของทางราชการ อีกทั้ง ร.อ.วิชาญ นามประเทือง เจ้าหน้าที่ชุดสนับสนุนทางยุทธวิธีทำหน้าที่อารักขา นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี พยานโจทก์เบิกความว่า วันเกิดเหตุ นายอรุณ จำเลยที่ 2 ได้เดินทางมาที่รถยนต์และเข้ามานั่งในรถยนต์ โดยเพียงสอบถามเรื่องอาวุธปืนที่อยู่ในรถเท่านั้น ว่า พยานเป็นคนยิงหรือไม่ และจะขอนำอาวุธปืนไปตรวจสอบ โดยบอกกับพยานว่าให้ตามไปและให้พยานอยู่ใกล้ๆ ซึ่งพยานยินยอมไปด้วยความสมัครใจ และเมื่อตามไปถึงที่บริเวณทำเนียบรัฐบาลก็ได้ไปพูดคุยกับจำเลยที่ 2 ในห้องที่มีลักษณะเป็นตู้คอนเทรนเนอร์ ไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ 2 กระทำการใดที่เป็นการบังคับขืนใจแต่อย่างใด พยานหลักฐานโจทก์จึงรับฟังโดยปราศจากข้อสงสัยเฉพาะข้อหา ร่วมกันกระทำผิดฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 ขึ้นไปฯ และร่วมกันบุกรุกสถานที่ราชการ จึงพิพากษาให้จำคุก 6 เดือนฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป กระทำการให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 วรรคแรก และจำคุกคนละ 3 ปี ฐานร่วมกันบุกรุกสถานที่ราชการ ตามมาตรา 364, 365 รวมจำคุกคนละ 3 ปี 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกคนละ 2 ปี 4 เดือน โดยไม่รอลงอาญา ส่วนความผิดฐานร่วมกันให้เสียทรัพย์ และร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นฯ ยังไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิด จึงยกฟ้องในข้อหานี้

จำคุก 2 แนวร่วม นปช. บุกรุกกระทรวงมหาดไทย-มั่วสุม 10 คนขึ้นไป รวม 2 ปี 4 เดือน ไม่รอลงอาญา เหตุขัดขวางไม่ให้ มาร์ค ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เมื่อปี 52 28 ก.ย. 2559 16:57 28 ก.ย. 2559 17:15 ไทยรัฐ