วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ตีตั๋วชนโรง: Deepwater Horizon ลุ้นหนีตาย นรกบนดิน

ตีตั๋วชนโรง: Deepwater Horizon ลุ้นหนีตาย นรกบนดิน

  • Share:

“เรื่องจริง เหตุการณ์จริง” เป็นหนึ่งในวัตถุดิบชั้นดี ที่มักจะถูกหยิบยกขึ้นมาสร้างเป็นหนังอยู่เสมอ หลายครั้งเรื่องจริงที่เกิดขึ้นนั้นมีทั้งความตื่นเต้น ลุ้น เศร้าโศก ประทับใจ มากสีสันไม่ต่างจากเรื่องที่เขียนขึ้นเพื่อทำเป็นหนังโดยเฉพาะ ดังนั้นในทุกๆ ปี เราจึงมีหนังที่สร้างจากเรื่องจริงให้ได้ดูกันตลอด ซึ่งหนังที่เราจะมารีวิวกันในวันนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่สร้างมาจากเรื่องจริงกับ Deepwater Horizon หรือในชื่อไทย ฝ่าวิบัติเพลิงนรก

เหตุระเบิด Deepwater Horizon เป็นเรื่องจริงที่ขึ้นเมื่อ 20 เมษายน 2010

Deepwater Horizon คืออะไร?

ว่ากันง่ายๆ แบบไม่ซับซ้อนและปราศจากศัพท์เทคนิค Deepwater Horizon ก็คือชื่อของสถานีขุดเจาะน้ำมันในอ่าวเม็กซิโก ที่ว่ากันว่ามีเทคโนโลยีล้ำสมัยและดีที่สุดในตอนนั้น ซึ่งต่อมาได้เกิดเหตุระเบิดขึ้นเมื่อ 20 เมษายน 2010 ที่กลายเป็นมหันตภัยร้ายแรง ทำให้คนงานกว่า 126 ชีวิต ต้องหนีตาย มีทั้งผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต เป็นข่าวดังทั่วโลกในตอนนั้น ที่ไม่เพียงทำให้สถานีขุดเจาะนี้เสียหายและจมสู่ใต้ทะเล แต่ยังทำให้น้ำมันใต้ดินรั่วไหลต่อเนื่องกว่า 87 วัน ที่คาดการณ์ว่ารั่วไหลไปประมาณ 4.9 ล้านบาร์เรล มูลค่าความเสียหายถ้านับเป็นตัวเงินก็จำนวนมหาศาล และยังส่งผลเสียต่อระบบนิเวศที่ประเมินเป็นตัวเลขไม่ได้


โดยหนังจะเล่าผ่านมุมมองของ Mike Williams ที่รับบทโดย Mark Wahlberg หัวหน้าช่างไฟฟ้า ที่กลับมาทำงานใน Deepwater Horizon หลังจากพักผ่อนกับครอบครัวอันอบอุ่น แต่แล้วเมื่อเกิดเหตุระเบิดขึ้น ทำให้เขาและเพื่อนร่วมงานต้องเอาชีวิตรอด โดยแข่งกับเวลาและสถานการณ์ที่เลวร้ายขึ้นเรื่อยๆ

น้ำมันใต้ดินรั่วไหลต่อเนื่องกว่า 87 วัน คาดว่ารั่วไหลไปประมาณ 4.9 ล้านบาร์เรล

หนังที่สร้างจากเรื่องจริงอาจไม่ใช่ทางที่ถูกจริตของใครหลายคน บางคนเบือนหน้าหนีและตั้งคำถามว่า “หากเรารู้เหตุการณ์ชนิดต้นจนจบแล้ว เราจะดูไปเพื่ออะไร?” อยากจะบอกว่า นี่คือความ ‘ท้าทาย’ ของทีมผู้สร้างและผู้กำกับ ในการใส่ลูกเล่นการทำหนังลงไปในเรื่องจริงและให้ออกมาสนุกในแบบภาพยนตร์ ที่กระบวนการถ่ายทำนั้นยังต้องเคารพต่อเหตุการณ์และบุคคลที่มีตัวตนจริงๆ ทั้งหมดนี่คือ “เสน่ห์ของหนังที่สร้างจากเรื่องจริง”

Deepwater Horizon ส่งผลเสียต่อระบบนิเวศที่ประเมินเป็นตัวเลขไม่ได้

Deepwater Horizon สามารถถ่ายทอดที่มาที่ไป การถกเถียงกันทางทฤษฎี ต่อเนื่องไปถึงเหตุการณ์ระเบิดได้อย่างน่าติดตาม แม้บทสนทนาเหล่าตอนต้นจะเต็มไปด้วยศัพท์เทคนิคมากมาย แต่หนังก็พยายามอธิบายเพื่อให้คนดูเข้าใจสถานการณ์ให้ได้มากที่สุด ซึ่งใครที่ทำงานอยู่แท่นขุดเจาะหรือพอจะรู้เรื่องราวเหล่านี้ น่าจะเข้าใจเหตุการณ์ตอนต้นเรื่องได้มากกว่าคนดูกลุ่มทั่วไป

แต่หากผ่านช่วงต้น มาถึงเหตุการณ์ระเบิดแล้ว Deepwater Horizon ก็คือ ‘หนังแนวหายนะ’ ที่สามารถเข้าถึงและอินกันได้ทุกคน ถ่ายทอดการเอา ‘ตัวรอด’ จากสถานการณ์เลวร้ายราวกับนรกบนดิน ที่เต็มไปด้วยน้ำมัน โคลน ไฟ ในสถานีขุดเจาะที่พร้อมระเบิดได้ทุกเมื่อ กับฉากแอ็กชั่นหนีตาย ที่จังหวะการตัดต่อทำได้ดีมาก อีกทั้งมีการถ่ายทำที่ดูสมจริง ทำให้เราลุ้นระทึกและเอาใจช่วยให้คนเหล่านี้รอดชีวิต ซึ่งผมได้มีโอกาสดูหนังเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์ IMAX ซึ่งให้สเกลของภาพที่ใหญ่และคมชัดเป็นพิเศษ ประกอบกับระบบเสียงที่จัดเต็ม ทำให้ได้ความสมจริงราวกับเราได้ร่วมหนีตายไปพร้อมกับคนงาน

หนังดูง่ายและสนุกไม่ต่างจากการดูหนังหายนะหรือหนังแอ็กชั่นดีๆ เรื่องหนึ่ง

แม้หนังจะโฟกัสไปที่เหตุการณ์เป็นหลัก แต่ Deepwater Horizon ก็มีนักแสดงมากฝีมือและมีดีกรีมารับบทสมทบทั้ง Kurt Russell ในบท Jimmy Harrell ที่เป็นเหมือนผู้นำคนงานใน Deepwater Horizon, John Malkovihc ในบท Doanld Vidrine ในบทคนของบริษัทพลังงาน BP (British Petroleum), Kate Hudson ในบทภรรยาของ Mike Williams ที่การแสดงของนักแสดงเหล่านี้ช่วยเสริมให้เรื่องราวมีมิติมากขึ้น

Deepwater Horizon มีนักแสดงมากฝีมือและมีดีกรีมารับบท ที่การแสดงช่วยเสริมให้เรื่องราวมีมิติมากขึ้น

ผู้กำกับ Deepwater Horizon อย่าง Peter Berg และนักแสดงนำ Mark Wahlberg ได้กลายเป็นคู่หูดรีมทีมไปแล้ว ในการทำหนังที่สร้างจากเรื่องจริงในแบบฮอลลีวูดสไตล์ที่ดูง่าย ดูสนุก (ไม่ใช่หนังสายประกวดที่เข้าถึงยาก) หลังจากทั้งสองได้ร่วมงานกันในหนังทหารเอาชีวิตใน Lone Survivor เมื่อปี 2013 ล่าสุดกับ Deepwater Horizon ปีหน้าก็จะมีหนังที่พวกเขาร่วมทำกันอีกครั้งกับ Patriots Day หนังที่จะถ่ายทอดเหตุการณ์ระเบิดในบอสตัน มาราธอน ที่สร้างจากเรื่องจริงเมื่อปี 2013

โดยสรุปแล้ว Deepwater Horizon เป็นหนังที่สร้างจากเหตุการณ์จริง ที่ถึงหน้าหนังอาจรู้สึกไม่ดึงดูดสักเท่าไหร่ (มีเพียงแค่พี่ Mark Wahlberg ที่พอจะดึงคนดูได้) แต่อยากให้เปิดใจลองดู แล้วจะพบว่าหนังมันดูง่ายและสนุกไม่ต่างจากการดูหนังหายนะหรือหนังแอ็กชั่นดีๆ เรื่องหนึ่งเลยทีเดียว

โปสเตอร์ Deepwater Horizon ฝ่าวิบัติเพลิงนรก

สุดท้ายนี้ใครได้ดู Deepwater Horizon แล้วคิดเห็นอย่างไร แชร์กันได้นะครับ แล้วพบกันใหม่ทุกวันพฤหัสบดี กับคอลัมน์ตีตั๋วชนโรง สำหรับรีวิวนี้ขอลาไปก่อน ขอให้ทุกคนสนุกกับการดูหนังครับ

ชาแมน
Facebook.com/charthree.a
Twitter.com/Chamanz13

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้