วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สหรัฐฯอาจมีประธานาธิบดีหญิง

วันอังคารที่ผ่านมา คณะผู้นำหลายประเทศก็คงจะต้องนั่งดูการดีเบตระหว่างนางฮิลลารี คลินตัน ตัวแทนพรรคเด็มโมแครต และนายโดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนพรรครีพับลิกัน เพราะต้องการรู้นโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯในช่วง 4 ปีข้างหน้า เพราะไม่ทรัมป์ก็คลินตัน ใครคนใดคนหนึ่งต้องเป็นผู้นำของประเทศที่มีอิทธิพลมากที่สุดในโลกแน่นอน

ผู้อ่านท่านคงทราบผลการสำรวจจากโพลต่างๆแล้วนะครับ ว่านางคลินตันชนะนายทรัมป์เยอะในการดีเบตครั้งนี้ การพูดจาของนางคลินตันทำให้เห็นเลยครับว่า นายทรัมป์เป็นนักการเมืองแค่มีสีสันและไม่ได้ผ่านการเตรียมตัวมาเพื่อจะเป็นผู้นำของประเทศ สิ่งที่อยู่ใต้สมองของนายทรัมป์ ไม่ใช่การบริหารประเทศ แต่เหมาะสมที่จะบริหารธุรกิจมากกว่า

มีหนังสือของนายทรัมป์อยู่ในกองหนังสือที่บ้านอยู่หลายเล่ม เล่มหนึ่งชื่อ Trump Never Give Up เขียนโดยโดนัลด์ เจ ทรัมป์ และเมเรดิธ แมคไอเวอร์ ซึ่งนายทรัมป์น่าจะเขียนตั้งแต่ พ.ศ.2551 แกเล่าเกี่ยวกับความตกต่ำที่สุดในชีวิตของตัวเอง เรื่องการแยกตัวเองออก จากฝูงชนที่เอาแต่บ่น เรื่องวิธีถอนความเครียด เรื่องแกจะมีหน้าตาอย่างไรถ้าโกนหัว เรื่องเลิกคบกับคนขี้บ่น เรื่องธุรกิจเป็นเรื่องเกี่ยวกับการรู้จักโลก ฯลฯ

ในหนังสือ Trump Never Give Up นายทรัมป์เขียนไว้ทั้งหมด 41 บท มีทัศนคติ 41 ข้อ เป็นการถ่ายทอดวิทยายุทธในการทำเงิน ผมอ่านทุกหน้าแล้วก็พบว่า ไม่มีแม้แต่ประโยคเดียวที่นายทรัมป์แสดงความมุ่งมั่นทางการเมือง หรือแสดงวิสัยทัศน์ในการพาชาติบ้านเมืองให้อยู่รอดปลอดภัย หรือทำให้โลกสงบ

ในกองหนังสือเดียวกัน ผมพบหนังสือชื่อ Living History Hillary Rodham Clinton แปลเป็นไทยน่าจะได้ว่า บันทึกฮิลลารี รอดแฮม คลินตัน หนังสือเล่มนี้นางคลินตันน่าจะเขียนไว้ตั้งแต่พ.ศ.2546 โดยเธอเริ่มบรรทัดแรกของหนังสือเล่มนี้ว่า “ฉันไม่ได้เกิดมาเป็นสุภาพสตรีหมายเลข 1 หรือสมาชิกวุฒิสภา หรือไม่ได้เกิดมาเป็นชาวเด็มโมแครต อีกทั้งไม่ได้เกิดมาเป็นทนายความ หรือเป็นผู้สนับสนุนเรื่องของสิทธิสตรีและสิทธิมนุษยชน ฉันไม่ได้เกิดมาเป็นเมียหรือเป็นแม่ หากเกิดมาเป็นชาวอเมริกันในกลางศตวรรษที่ 20...”

บทต่อๆไป นางคลินตันเขียนเรื่องมหาวิทยาลัยชีวิต เรื่องโรงเรียน เรื่องมหาวิทยาลัยเยล เรื่องการหาเสียงเป็นประธานาธิบดีของสามี เรื่องพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง เรื่องไวท์วอเตอร์ที่โดนโจมตี เรื่องสงคราม เรื่องวาดฝันสู่อนาคต เรื่องอิมพีชเมนต์ เรื่องการสมัครเป็นสมาชิกวุฒิสภารัฐนิวยอร์ก ฯลฯ

ผมเคยอ่านหนังสือบันทึกฮิลลารี รอดแฮม คลินตัน เมื่อหลายปีก่อน อ่านจบแล้วก็รู้ว่า สุภาพสตรีคนนี้เตรียมตัวมาทั้งชีวิตเพื่อเป็นประธานาธิบดีของประเทศที่มีอำนาจมากที่สุดอันดับ 1 ของโลก

แม้มาตรา 2 ของรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ จะบัญญัติไว้ว่า บุคคลที่มีสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะต้องเป็นบุคคลที่เกิดในสหรัฐฯ มีอายุครบ 35 ปีบริบูรณ์ มีภูมิลำเนาอยู่ในอเมริกาอย่างน้อย 14 ปี ฯลฯ

ทว่าในความเป็นจริง ผู้เป็นประธานาธิบดีในยุคที่นางคลินตันเริ่มตั้งความฝันที่จะเป็นผู้นำประเทศ ยังมีคุณสมบัติอย่างไม่เป็นทางการสำหรับคนที่จะเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯอีกเยอะ เช่น ต้องเป็นคนผิวขาว เพศชาย แต่งงานกับครอบครัวที่มีตระกูลเป็นที่สนใจของประชาชน นับถือศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนท์ เคยดำรงตำแหน่งสำคัญมาก่อน อย่างการเคยเป็นผู้ว่าการรัฐ หรือสมาชิกวุฒิสภา ฯลฯ

ใครจะนึกเล่าครับว่า พ.ศ.2504-2506 สหรัฐฯจะมีประธานาธิบดีที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกอย่างนายจอห์น เอฟ เคนเนดี

ใครจะนึกเล่าว่า ระหว่าง พ.ศ.2552-2559 สหรัฐฯจะมีประธานาธิบดีผิวสีอย่างนายบารัค โอบามา

ฟังการดีเบตเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ทำให้ผมเริ่มคิดว่า นางคลินตันน่าจะเป็นอีกคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ผู้นำสหรัฐฯ ที่แหวกคุณสมบัติอย่างไม่เป็นทางการนี้ขึ้นมาได้

นายเคนเนดี นายโอบามา และนางคลินตัน เป็นตัวอย่างของมนุษย์ที่กล้าทำในสิ่งที่แตกต่างไปจากเดิม ทั้ง 3 คนมีคุณสมบัติที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งก็คือ ความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องยาวนาน และการเตรียมตัวอย่างพร้อมที่สุดสำหรับตำแหน่งที่ตนเองมีความมุ่งหวังตั้งใจอยากจะเป็น

หลายประเทศมีผู้นำที่ไม่ได้ผ่านการเตรียมตัวเพื่อตำแหน่งผู้นำมาก่อน มาแบบฟลุ๊ก มาแบบจังหวะและโอกาสในช่วงนั้นอำนวย แม้ว่าจะเป็นประธานาธิบดี หรือเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว ผู้นำประเทศบางคนก็ยังเที่ยวพูดว่า “ข้าพเจ้าไม่ใช่นักการเมือง”

สงสารประเทศนั้นจังเลยครับ.

นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย
songlok1997@gmail.com

28 ก.ย. 2559 10:00 28 ก.ย. 2559 10:00 ไทยรัฐ