วันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ระวังจองเวรไม่จบสิ้น

คำสั่งเรียกค่าเสียหายในโครงการรับจำนำข้าวจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลายเป็นวิวาทะทางการเมืองและทางกฎหมาย แถลงการณ์พรรคเพื่อไทยกล่าวหาว่ารัฐบาลลุแก่อำนาจ เพราะไม่ได้รอฟังผลการพิจารณาคดีอาญา จึงพิจารณาความผิดทางแพ่ง ถือว่าเป็นการเรียกค่าเสียหาย จากการดำเนินนโยบายของรัฐบาล เป็นครั้งแรกในประเทศไทย

ส่วนฝ่ายรัฐบาลยืนยันว่าไม่ได้กลั่นแกล้งทางการเมือง แต่ใช้อำนาจออกคำสั่งทางปกครองเพื่อเรียกค่าเสียหายตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐ 2539 เป็นกฎหมายที่ออกมาแล้วถึง 20 ปี ซึ่งให้อำนาจรัฐบาลตรวจสอบการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐและออกคำสั่งบังคับเรียกค่าเสียหายได้ และเคยใช้มาแล้วหลายครั้ง แต่ส่วนใหญ่เป็นรายย่อย

รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายชี้แจงว่า รัฐบาลไม่ได้บอกว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ทุจริต แต่เห็นว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ปล่อยให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ จึงออกคำสั่งเรียกค่าเสียหาย 3.5 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 20% ของมูลค่าความเสียหาย 1.7 แสนล้านบาท อีก 80% จะต้องเรียกค่าเสียหายจากผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งนักการเมือง ข้าราชการ และโรงสี

มีคำอธิบายจากนายแก้วสรร อติโพธิ อดีตอาจารย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่า ความผิดทางละเมิดที่เจ้าหน้าที่รัฐต้องรับผิดต้องเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง และไม่ต้องรับผิดเพียงคนเดียว แต่ต้องเฉลี่ยให้คนอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย แต่ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิร้องต่อศาล โต้แย้งว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ถูกต้อง เช่นไม่ได้เลินเล่อร้ายแรง

แม้จะประกาศใช้กฎหมายความผิดทางละเมิดมาถึง 20 ปีแล้ว แต่คนส่วนใหญ่หรือแม้แต่นักการเมืองก็อาจไม่คุ้นชิน เพราะมีการยึดทรัพย์แค่ไม่กี่ล้านบาท รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายกล่าวว่า ในชีวิตนี้ไม่เคยคิดว่าจะมีการยึดทรัพย์มหาศาลขนาดนี้ คือหลายหมื่นล้านบาท ในโครงการรับจำนำข้าว ข้อดีอย่างหนึ่งเป็นการบังคับให้เจ้าหน้าที่รัฐมีความรอบคอบ

จะต้องปฏิบัติหน้าที่ตามหลักธรรมาภิบาลอย่างแท้จริง ไม่ใช่ยึดแค่กฎหมาย หรือความโปร่งใส แต่ต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าของภาษีประชาชนที่จ่ายไป และต้อง “รับผิด” ต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น ไม่ใช่คอย “รับชอบ” อย่างเดียว แต่อาจทำให้รัฐบาลและข้าราชการไม่กล้าริเริ่ม หรือดำเนินนโยบายใหม่ๆ เพราะเกรงว่าจะต้องถูกยึดทรัพย์ เช้าชามเย็นชามปลอดภัยกว่า

วิธีการนี้เป็นดาบสองคม อาจกลายเป็นเครื่องมือแก้แค้นทางการเมือง เมื่อรัฐบาลเก่าพ้นตำแหน่ง รัฐบาลใหม่อาจขุดคุ้ย การกระทำของรัฐบาลเก่า เพื่อหาความผิด พลาดจากการใช้จ่ายงบประมาณ ที่ทำให้เกิดความเสียหาย และออกคำสั่งทางปกครองยึดทรัพย์ นำไปสู่การล้างแค้น และการจองเวรอย่างไม่จบสิ้น จากรัฐบาลหนึ่งสู่รัฐบาลหนึ่ง จนบ้านเมืองไม่มีวันสงบสุข.

28 ก.ย. 2559 09:54 ไทยรัฐ