วันพฤหัสบดีที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

บิ๊กตู่งัดม.44มาใช้ยกให้ไก่อูเก้าอี้อธิบดี ปชส.

อ้างบูรณาการงานเป็นเนื้อเดียวกัน บอกรักน้อง‘บิ๊กติ๊ก’แต่ก็ช่วยไม่ได้ ครม.เด้งฟ้าผ่า‘เกษมสันต์’ปลัดทส.

“บิ๊กตู่” ทำมึนตึงใส่สื่อฉุนถูกด่าลับหลัง ฮึ่มให้ระวังตัว รับน้องชายมาขอโทษแล้วยันไม่ผิด แต่บางอย่างไม่สมควร บอกรักน้องแต่ช่วย อะไรไม่ได้ อย่ามาโยงให้ตระกูลเสียหาย ขู่ “เรืองไกร-ศรีสุวรรณ” จอมจุดพลุวันหลังจะยื่นสอบบ้าง “บิ๊กป้อม” อ้อมแอ้มเปิดบริษัทในค่ายทหาร “บิ๊กติ๊ก” ส่งมอบหน้าที่ให้ “บิ๊กช้าง” ปลื้มสื่อมอบภาพภรรยา “ผิวพรรณผ่อง” พณ.เปิดโผแจ็กพอตยึดทรัพย์ โดนอื้อซ่าตั้งแต่หัวยันหางแถว กลุ่ม ขรก.โวยวายขู่ถ้าโดนเล่นงานมีใส่เกียร์ว่าง นายกฯปัดใช้ ม.44 ไล่รังแกคน ยันไม่เซ็นเรียกค่า เสียหายทางแพ่งเอง อ้างเป็นหน้าที่ ขรก.รับผิดชอบ รมว.คลังแทงกั๊กเซ็นไม่เซ็น “ปึ้ง” ย้อนศรจี้สอบอีกฝ่ายบ้าง คสช.งัด ม.44 ฟัน ขรก.เอี่ยวโกงลอต 8 ประเคนกรมกร๊วกให้ “ไก่อู” คุมงานตีปีบเบ็ดเสร็จ โยก “วุฒิ ลิปตพัลลภ” นั่งสำนักนายกฯ เด้งฟ้าผ่าปลัด ทส.ไปนั่งตบยุง นายกฯดีดปาก กกต.พูดมาก ให้ลุ้นเซ็ตซีโร่หรือไม่

ตามที่แกนนำพรรคเพื่อไทยออกมาคัดค้านการใช้อำนาจมาตรา 44 ไล่ยึดทรัพย์ในคดีรับจำนำข้าวของอดีตรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ประกาศชัดเจนแล้วว่าจะไม่เซ็นคำสั่งเรียกค่าเสียหายเอง เพราะเป็นหน้าที่ของกระทรวงที่ข้าราชการต้องทำ

“บิ๊กตู่” ยังเครียดทำมึนตึงใส่สื่อ

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 27 ก.ย. ที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล มีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยก่อนประชุม พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ นำนักเรียนที่ชนะเลิศการประกวดโครงการออกแบบบรรจุภัณฑ์นมโรงเรียน “School Milk Art Contest 2016” เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อรับมอบโล่รางวัลและทุนการศึกษา โดยมี ด.ญ.ณัชชาวีณ์ โกศลพิศิษฐ์ เจ้าของประโยค “ดูปากน้องณัชชานะคะ” ร่วมกิจกรรม หลังชมการแสดงจากเด็กๆ พล.อ.ประยุทธ์เดินผ่านพร้อมหันมามองกลุ่มสื่อมวลชนด้วยสายตานิ่งเฉย มีสีหน้าเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด โดยไม่ตอบข้อซักถามใดๆ และเดินขึ้นห้องประชุม ครม.ทันที

ฮึ่มใส่นักข่าวด่าส่วนตัวให้ระวัง

ต่อมาเวลา 14.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุม ครม. ถึงกรณีได้รับข้อมูลมีสื่อไปตำหนิตนเอง ว่า “ใครล่ะ ใครว่า ไม่ได้อยู่ด้วยหรือ สรุปไม่มีคนอยู่เลยใช่ไหม เดี๋ยวผมเช็กเวลาที่ข่าวว่ามีการว่าผมในรังนกกระจอกทั้ง 3 รัง ระวังนะพูดจาอะไรออกไป กล้องซีซีทีวีติดอยู่หรือเปล่า แต่ฉันไม่ไปละเมิดเธอขนาดนั้นหรอก ก็พูดไปเรื่อย เวลาพูดเล่นพูดหัวก็เอาไปพาดหัวหมด วันหลังไม่พูดเล่นแล้ว พูดแหย่ไป ต่อไปพอเรื่องจริงก็กลายเป็นเรื่องไม่สำคัญ ใครชอบด่าผมระวังตัว ไม่ใช่ด่าแบบเป็นเรื่องเป็นราวหรือด่าแบบสื่อ แต่ด่าส่วนตัวแบบนี้ผมเกลียด พูดจาไม่สุภาพด่าผมด้วย เป็นผู้หลักผู้ใหญ่แล้วไม่ควรทำ”

ประเด็นน้องชายให้ผู้มีหน้าที่สอบ

พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวถึงกรณีมีผู้ร้องคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในเรื่องการสร้างฝาย ที่ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ และการประมูลงานก่อสร้างของกองทัพภาค 3 ซึ่งเกี่ยวข้องกับ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม และครอบครัว ว่า เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม ก็ว่าไป ป.ป.ช.จะสอบก็ให้เขาสอบไป ไม่ได้ไปยุ่งอะไรกับเขา ถึงจะเป็นน้องก็คนละคนกัน ส่วนรายงานข่าวที่ระบุว่าบริษัทรับงานก่อสร้างอยู่ในค่ายทหารที่เป็นหลานนายกฯ ไม่รู้ ก็ไปสอบมา ตนถามไปและให้ไปเตรียมคำตอบให้ดี และต้องไปถามปลัดกระทรวงกลาโหม แต่ไปถามเขาก็คงไม่ตอบแล้ว กระทรวงกลาโหมเขาดำเนินการอยู่ เพราะเป็นลูกน้อง

บอกรักน้องแต่ช่วยอะไรไม่ได้

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีความมั่นใจที่จะให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบในฐานะที่ พล.อ.ปรีชาเป็นทั้งสมาชิกสนช. และ คสช. พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า แล้วไง ทำไม คุณไม่เชื่อมั่นกระบวนการรัฐเลยหรือ ถ้าไม่เชื่อก็ไปอยู่ที่อื่นนู่น กระบวนการยุติธรรมเขาทำงานอยู่ ไม่เอาอะไรสักอย่างจะเอาแต่ความรู้สึกหรือไง พอแล้วไม่ตอบ ถามแบบนี้ไร้สาระแล้วหาว่าโมโห ต้องไปถามกระบวนการที่เขากำลังตรวจสอบโน่น โยงกันไปมาอยู่นั่น ไม่ได้โมโหนะ เมื่อถามว่ารัฐบาลนี้ขึ้นชื่อในการต่อต้านการทุจริต นายกฯตอบว่า “ปั๊ดโธ่ เขาสอบสวนอยู่ เขาฟ้องขึ้นมาก็เป็นคดี เขาก็ต้องตรวจสอบแบบนั้น นี่คือกลไกการใช้อำนาจรัฐ ไม่ใช่อยู่ดีๆนึกจะตรวจสอบใครก็ตรวจสอบ ตอนนี้กระทรวงกลาโหมกำลังตรวจสอบ ขณะที่ ป.ป.ช.ก็ตรวจสอบไป อย่าเอามาพันกับตน รวมไปถึงบริษัทเขาก็ตรวจสอบหมด บริษัทบ้าบอคอแตกอะไรนั่น อยากจะสอบอะไรก็สอบไปเถอะ จะสอบครัวสอบส้วมก็สอบไป จะมาโยงกับผมทำไม เขาก็รับผิดชอบของเขาเองสิ ไม่ใช่เออ ไอ้ห่า ตระกูลผมเสียหาย มันคนละเรื่อง คนละคน แต่ถามว่าผมรักน้องไหม ผมก็รัก แต่ผมทำอะไรไม่ได้ ผมช่วยเขาไม่ได้ และผมมาตะแบงชี้แจงส่งเดชไม่ได้ ทุกอย่างเป็นกระบวนการยุติธรรม”

ขู่สอบ “เรืองไกร–ศรีสุวรรณ” มั่ง

“หรือสื่อจะเป็นตัวแทนเรืองไกร (นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ) ศรีสุวรรณ (นายศรีสุวรรณ จรรยา) อีกคน มันทำงานอะไรวันวันหนึ่ง มันมาฟ้องกันทุกวัน มีงานทำหรือเปล่า ทำมูลนิธิเหรอ เดี๋ยววันหลังต้องไปสอบสองคนนี้บ้าง ทำอาชีพอะไร มีรายได้จากที่ไหน วันวันทำงานกันอย่างไร อาชีพสุจริตหรือเปล่า สื่อไปฟ้องแทนผมหน่อยสิ ผมไม่อยากยุ่งกับเขา กระบวนการตรวจสอบเขาก็เดินหน้าไป ไม่ใช่มาประโคมข่าวสร้างความสำคัญ ผมเองยังไม่พยายามพูดถึงโครงการรับจำนำข้าว มันก็พูดกันอยู่นั่น กลับมาย้อนผมทุกเรื่อง ต้องไปสู้ที่กระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่มาสู้ตามสื่อ ผมก็ไม่ได้ตอบโต้ให้น้องผมทางสื่อ ไปว่ากันที่กระบวนการ ผิดก็คือผิด” นายกฯกล่าว

รับ “บิ๊กติ๊ก” มาขอโทษแล้ว

เมื่อถามว่า พล.อ.ปรีชาได้มาขอโทษหรือไม่ เพราะเรื่องนี้เกี่ยวกับนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ธรรมดา เขามาขอโทษ บอกว่าไม่ได้ทำความผิด เพียงแต่บางอย่างอาจไม่สมควร เขายอมรับตรงโน้น แต่เรื่องของบริษัทเขาบอกว่าเตรียมหลักฐานไว้เต็มที่ ตนยังไม่รู้ว่าเขามีบริษัท ตั้งมาหลายปีแล้ว หลานก็โตแล้ว ไม่เจอหน้ามากี่ปีแล้ว ตนเป็นคนไม่ค่อยเจอครอบครัวเพราะทุ่มเวลาให้กับงานมาตลอด รู้สึกเสียใจที่ไม่ได้อยู่กับครอบครัว พ่อแม่พี่น้องตั้งแต่เด็ก แต่ความผูกพันยังเหมือนเดิม สายเลือดมันต้องมีอยู่แล้ว แต่หน้าที่เราก็ต้องทำให้ดีที่สุด ลดปัญหาความขัดแย้งให้มากที่สุด ใครทำอะไรก็ต้องระวังตัวเอง รับผิดชอบกันเองก็แค่นั้น “เดี๋ยวถ้าผมทำอะไรผิด พล.อ.ปรีชาก็ต้องรับผิดชอบแทนผมสิ แล้วสื่อก็ต้องไปถาม พล.อ.ปรีชา เขาบอกว่าเขาจะทำให้ดีที่สุด ผิดพลาดอะไรก็ไปว่ากันมา เขาก็ยอมรับในกระบวนการสอบสวนก็จบแค่นั้น อย่าไปเพิ่มปัญหาหรือภาระ ผมไม่ได้ปกปิด มีก็มีก็รับกันไป”เมื่อถามว่าจะทำให้เครดิตนายกฯถูกมองทางลบหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า เครดิตตนคือของตน ไม่เกี่ยวกับคนอื่น ทำด้วยตัวเอง ด้วยรัฐบาล ต้องไปรับผิดชอบรัฐมนตรีทุกคน ญาติพี่น้องอะไรอีกหรือต่างคน ต่างทำรับผิดชอบกันเอง ตนรับผิดชอบในงานของชาติ และดูแลตัวเองให้ดีที่สุด ไม่เช่นนั้นจะพันกันไปหมด

“บิ๊กป้อม” อ้อมแอ้มเปิด บ.ในค่าย

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์กรณีบริษัทของบุตรชาย พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม ตั้งอยู่ในค่ายทหาร ว่า ยังไม่ทราบรายละเอียดว่าจัดตั้งบริษัทตรงไหน เมื่อไร อย่างไร เรื่องนี้ไม่ต้องถามตน เมื่อมีการร้องเรียนองค์กรอิสระแล้วให้เขาตรวจสอบ ต้องดำเนินการไปตามขั้นตอน เมื่อถามว่าตามระเบียบการจัดตั้งบริษัทในค่ายทหารสามารถทำได้หรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า ต้องดูว่าเขาทำอย่างไร แต่คิดว่าคงไม่ใช่นำบ้านพักทหารไปขึ้นป้ายชื่อบริษัท เขาอาจอยู่กับบิดาของเขา แล้วใช้ที่ตรงนั้นทำงานเล็กๆน้อยๆ บริษัทจะไปตั้งในค่ายทหารมันไม่มีหรอก เมื่อถามย้ำว่าจะให้ความมั่นใจได้อย่างไรเพราะรัฐบาลประกาศจะปราบปรามทุจริต รองนายกฯตอบว่า เรื่องนี้ยังไม่เป็นคดีความ อย่าเพิ่งไปพูดว่าเป็นคดีความ องค์กรอิสระต้องเข้าไปตรวจสอบว่ามีข้อเท็จจริงอย่างไร ละเว้นไม่ได้ ไม่เช่นนั้นมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และปลัดกระทรวงกลาโหมคงไปดูรายละเอียด เรื่องนี้กองทัพบกและกองทัพภาคที่ 3 จะเป็นผู้ตรวจสอบ กว่าจะรายงานถึงตนคงต้องใช้เวลาอีกนาน

โยนปม “บิ๊กติ๊ก” เรื่องของ ป.ป.ช.

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหมใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ช่วยเหลือห้างหุ้นส่วนจำกัดของบุตรชายให้ได้รับงานก่อสร้างในกองทัพภาคที่ 3 ว่า ให้ ป.ป.ช.สอบไป ถ้าสอบทางวินัยตอนนี้ยังนึกไม่ออก นายกฯจึงบอกว่าใครมีข้อมูลอะไรให้ไปร้อง แล้วทางกองทัพบกหรือกองทัพภาคจะสอบได้ แต่คำถามคือสอบวินัยใคร เพราะสอบวินัยต้องสอบข้าราชการ ไม่เกี่ยวกับคนอื่น และตอนนี้ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดระหว่างประโยชน์ส่วนตัวกับผลประโยชน์ส่วนรวม หรือกฎหมาย 4 ชั่วโคตรยังไม่ออก จะเข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ภายในปีนี้

ผบ.ทอ.พร้อมแจงอนุมัติใช้ซี 130

ที่บก.ทอ. พล.อ.อ.ตรีทศ สนแจ้ง ผบ.ทอ. กล่าวว่า ตามที่นายศรีสุวรรณ จรรยา ยื่นให้ ป.ป.ช.สอบประเด็นที่กองทัพอากาศอนุญาตให้นางผ่องพรรณ จันทร์โอชา นายกสมาคมภริยาข้าราชการสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ภรรยาของ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม ใช้เครื่องบินกองทัพอากาศ ที่ถือเป็นทรัพย์สินของทางราชการเดินทางจาก กทม.ไปเชียงใหม่ ว่า พร้อมและยินดีไปให้ข้อมูลต่อ ป.ป.ช. ขอชี้แจงว่าทุกอย่างเป็นไปตามหลักการ เพราะกระทรวงกลาโหมทำหนังสือขอใช้เครื่องบินมาที่กองทัพอากาศ ตามระเบียบและธรรมเนียมปฏิบัติว่าขอใช้เพื่อภารกิจอะไร อย่างไร กองทัพอากาศก็พิจารณาว่าสมควรสนับสนุนหรือไม่ ปกติกองทัพอากาศจะสนับสนุนภารกิจส่วนราชการที่ไปทำประโยชน์เพื่อประเทศ รวมถึงนักบินต้องทำการฝึกบินอยู่แล้ว

“บิ๊กติ๊ก” ส่งมอบหน้าที่ปลัด กห.

ช่วงเย็นวันเดียวกันที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม ทำพิธีรับ-ส่งหน้าที่ตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม ให้ พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ที่จะดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหมวันที่ 1 ต.ค.นี้ โดย พล.อ.ปรีชากล่าวว่า ขอแสดงความยินดีอย่างจริงใจ นับจากตนจบโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าฯ เป็นทหารอาชีพ รู้สึกภาคภูมิใจที่ได้ปฏิบัติหน้าที่พิทักษ์ราชบัลลังก์ รักษาอธิปไตยของชาติ ดูแลประชาชน ในวันแรกที่เข้ามาดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม ได้รับความร่วมมือจากเพื่อนๆ ข้าราชการสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมเป็นอย่างดี จนทำให้เกิดการยอมรับทั้งในและนอกกระทรวงกลาโหม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นักข่าวสายทหารได้มอบรูปที่ระลึกให้แก่ พล.อ.ปรีชา เป็นรูปคู่กับนางผ่องพรรณ จันทร์โอชา พร้อมกล่าวแซวว่า “รูปนี้คุณผ่องพรรณสวย” พล.อ.ปรีชากล่าวตอบว่า “ใช่ เพราะผิวพรรณผ่องจริงๆ” พร้อมกับกล่าวลาและขอบคุณนักข่าวทุกคนที่ทำงานร่วมกันมาตลอดเวลา 1 ปี หลังเกษียณคงกลับบ้าน ไปเป็นคนสวนปลูกผัก ตัดหญ้า เลี้ยงหลาน ไม่เคยคิดหวังจะมาเป็นรัฐมนตรี

งดต่อปาก พท.ไปเถียงกันที่ศาล

ส่วนการเดินหน้าเรียกค่าเสียหายในโครงการรับจำนำข้าวของอดีตรัฐบาล วันเดียวกัน นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีทนายความ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมหัวหน้า คสช. ที่ใช้มาตรา 44 ดำเนินการเรียกค่าเสียหายโครงการรับจำนำข้าวว่า เรื่องนี้พูดไปหลายครั้งแล้วว่าไม่ใช่ เป็นคนละเรื่อง อำนาจของกระทรวงปกติมีอย่างไร อำนาจของกรมบังคับคดีมีเช่นนั้น ส่วนการออกคำสั่งทางปกครองเรียกรับผิดทางแพ่ง ที่พรรคเพื่อไทยระบุว่าเมื่อยังไม่รู้ตัวผู้กระทำผิดอายุความยังไม่เริ่มต้นนั้น เรื่องนี้ไม่ขอเถียง ให้ไปเถียงกันในศาล แต่เรายึดหลักอายุความนับเมื่อรู้ตัวผู้กระทำผิด หนังสือที่ ป.ป.ช.แจ้งมายังรัฐบาลระบุว่าให้รัฐบาลดำเนินการภายใน 2 ปี ตั้งแต่วันที่ 16 ก.พ.2558

ยื่นสอบภาษีแค่เคลียร์ให้ชัด

นายวิษณุกล่าวอีกว่า ส่วนกรณีอธิบดีกรมบัญชีกลางระบุจะมีการตั้งคณะกรรมการสอบเพิ่มในส่วนของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าวที่เหลืออีก 80 เปอร์เซ็นต์นั้น ความจริงเกือบไม่ต้องตั้งเพราะมีอยู่แล้ว ที่ไม่มีอาจต้องตั้งเพิ่ม จะหารือที่ประชุม ครม.ว่าต้องทำอย่างไร เมื่อถามว่านายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย ยื่นให้ตรวจสอบการเสียภาษีของนางอภิรดี ตันตรา–ภรณ์ รมว.พาณิชย์ นายวิษณุตอบว่า เท่าที่ทราบเป็นการได้รับจากพี่ ปกติของขวัญที่ได้รับมามีทั้งที่ต้องเสียภาษี และไม่เสียภาษี เขาคงเจตนาให้ตรวจสอบว่าถ้ามีส่วนที่ต้องเสียภาษีนางอภิรดีได้เสียภาษีหรือไม่

รมว.คลังกั๊กเซ็นเรียกค่าเสียหาย

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวถึงขั้นตอนหลังคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งสรุปความเสียหายโครงการรับจำนำข้าวให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบเฉพาะตัวในสัดส่วนร้อยละ 20 ของมูลค่าความเสียหาย จำนวน 35,717 ล้านบาท ว่า อยู่ในขั้นตอนธุรการ ได้ส่งให้ปลัดกระทรวงคลังไปดูให้ถูกระเบียบ ถูกขั้นตอน ถูกกฎหมาย แล้วทำเรื่องมา เมื่อถามว่าค่าความเสียหายอีก 80 เปอร์เซ็นต์ หรือ 142,869 ล้านบาทที่เหลือ มีชื่อคนรับผิดชอบหรือยัง รมว.คลัง ตอบว่า นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ระบุว่า มีคดีความเสียหายกว่า 800 คดีอยู่ใน 80 เปอร์เซ็นต์นี้ เมื่อถามว่าจะลงนามคำสั่งด้วยตัวเองร่วมกับปลัดกระทรวงการคลังหรือไม่ นายอภิศักดิ์ตอบว่า ต้องดูกระบวนการใครต้องลงนาม จะลงนามได้สัปดาห์หน้าหรือไม่ อยู่ที่ส่งเรื่องมา เมื่อถามว่าหากนายกฯมอบให้ลงนามพร้อมหรือไม่ นายอภิศักดิ์นิ่งไปก่อนตอบว่า อยู่ตามขั้นตอน

ครม.สั่ง ศอตช.ไล่บี้จำนำข้าว

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงหลังการประชุม ครม. ว่า นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ได้อธิบายต่อที่ประชุมว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ต้องรับผิดชอบร้อยละ 20 ส่วนความเสียหายอีกร้อยละ 80 ต้องตรวจสอบกันต่อ โดยในร้อยละ 80 มีเจ้าหน้าที่ของรัฐในระดับปฏิบัติและเอกชนเกี่ยวข้อง รวมแล้ว 850 คดี ครอบคลุมพื้นที่ 33 จังหวัด เช่น จ.กำแพงเพชรมีกว่า 100 คดี จ.นครสวรรค์ 200 คดี เช่น การมีส่วนเข้าไปทุจริต รับข้าวผิดประเภท ข้าวหาย ลงจำนวนไม่ตรง เป็นต้น คดีทั้งหมดอยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เรียบร้อยแล้ว อีกส่วนที่ต้องตรวจสอบคือเจ้าหน้าที่ระดับนโยบาย ว่ามีใครเข้ามาเกี่ยวข้องบ้าง ซึ่ง ครม.เห็นชอบให้ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) เป็นเจ้าภาพประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสอบสวนระดับนโยบายว่ามีใครเกี่ยวข้องบ้าง

เปิดโผพวกโดนแจ็กพอตอื้อซ่า

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า หลังจากคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งเรียกค่าเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว สรุปเรียกค่าเสียหายจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ทั้งสิ้น 35,600 ล้านบาท หรือคิดเป็น 20 เปอร์เซ็นต์ ของวงเงินความเสียหายรวม 178,000 ล้านบาท ส่วนอีก 80 เปอร์เซ็นต์ หรือ 143,000 ล้านบาท อยู่ระหว่างดำเนินการเรียกค่าเสียหายกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง แบ่งเป็นความรับผิดชอบของคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) 24 คน ที่พิจารณาโครงการรับจำนำข้าว 60 เปอร์เซ็นต์ หรือ 106,800 ล้านบาท และอีก 20 เปอร์เซ็นต์ หรือ 35,600 ล้านบาท จะเป็นความรับผิดชอบของ รมว.พาณิชย์ รองนายกรัฐมนตรี รวมถึง ครม.ในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพราะเป็นผู้อนุมัติในลำดับรองลงไป นอกจากนี้ความรับผิดทางละเมิดอาจรวมถึงผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานปฏิบัติที่รับผิดชอบโครงการจำนำข้าว โดยเฉพาะกรมการค้าภายใน องค์การคลังสินค้า (อคส.) องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) รวมถึงภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง เช่น โรงสี บริษัทตรวจสอบคุณภาพข้าว (เซอร์เวเยอร์) เจ้าของโกดังกลางที่รัฐเช่าฝากเก็บข้าว เจ้าหน้าที่จังหวัดที่ถือกุญแจโกดังข้าว และอาจรวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัดในจังหวัดที่มีโกดังเก็บข้าวรัฐด้วย

กลุ่ม ขรก.โวยวายขู่ใส่เกียร์ว่าง

สำหรับกรรมการ กขช.ในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ จำนวน 24 คน ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 153/54 ได้แก่ นายกฯ รองนายกฯ รมว.พาณิชย์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ รมว.คลัง รมช.พาณิชย์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผอ.สำนักงบประมาณ ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.พาณิชย์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ อธิบดีกรมการค้าภายใน อธิบดีกรม การค้าต่างประเทศ อธิบดีกรมการข้าว และผู้ทรงคุณวุฒิอีก 5 คน เป็นกรรมการ อย่างไรก็ตามหากรัฐบาลจะเรียกค่าเสียหายจากข้าราชการ ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงานตามคำสั่ง ไม่มีอำนาจยับยั้งโครงการ อาจทำให้ข้าราชการเสียขวัญและกำลังใจในการทำงาน ต่อไปคงไม่มีใครกล้าทำงานตามหน้าที่ และคำสั่งที่ได้รับมอบหมาย

นายกฯปัดใช้ ม.44 ไล่รังแกคน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช.กล่าวว่า ตนมีหน้าที่อำนวยความเป็นธรรมให้ฝ่ายกฎหมาย ศาล กระบวนการยุติธรรมทำงาน ไม่ได้ไปใช้อำนาจชี้ผิดชี้ถูก เพียงแต่ป้องกันเจ้าหน้าที่ไว้หน่อย เช่นนั้นเขาไม่กล้า ต้องมีมาตรา 44 เพื่อปกป้องข้าราชการ แต่ไม่ใช่เพื่อปกป้องให้เขารังแกคน แต่เพื่อให้เขากล้าทำงาน ไม่เช่นนั้นจะมีปัญหาการทำงานวันข้างหน้า มาตรา 44 ไม่ได้ไปชี้ผิดถูก ไม่ได้เอามาตัดสินโครงการรับจำนำข้าว แต่เพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม จะผิดจะถูกไปสู้กันตรงนั้น ตามหลักฐานที่มีอยู่และไม่ต้องห่วงในเรื่องระยะเวลา ดำเนินการทันอยู่แล้ว เวลานี้อยู่ในขั้นตอนของกระทรวงการคลัง ดำเนินการทันเวลาแน่นอน ลักษณะเดียวกับของกระทรวงพาณิชย์

ไม่เซ็นเองทวงเงินจำนำข้าว

นายกฯกล่าวด้วยว่า ส่วนที่มีการเรียกค่าเสียหาย 80-20 คือ ใน 80 เป็นเรื่องหลายส่วนที่ต้องมารับ ผิดชอบ ไม่ใช่ข้าราชการทั้งหมด ทั้งหมดมี 850 คดี ที่ต้องหาผู้มารับผิดชอบ ส่วน 20 นั้นรับผิดชอบทางนโยบาย ฉะนั้นจะมีทั้งระดับสูง ระดับกลางที่เกี่ยวข้อง ยืนยันว่าไม่ได้รังแกข้าราชการ แต่อยากให้เป็นบทเรียนให้รู้ว่าอะไรผิดถูก จะได้ไม่คล้อยตามไปหมด เมื่อถามว่ากรณีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ จะลงนามเรียกค่าเสียหายทางแพ่งเองหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า กำลังดูอยู่ ถ้ามันคล้ายคลึงกันกับกรณีของจีทูจี ก็มอบหมายให้รัฐมนตรีลงนาม ซึ่งรัฐมนตรีสามารถมอบต่อได้ เหมือนคดีของกระทรวงพาณิชย์

อ้างเป็นหน้าที่ ขรก.รับผิดชอบ

เมื่อถามว่า เหตุผลที่ไม่ลงนามเองคืออะไร นายกฯตอบว่า เขาบังคับให้ตนลงนามเองหรือเปล่า จริงๆก็เป็นหน้าที่ของกระทรวง ข้าราชการเป็นคนรับผิดชอบ เพราะเป็นกรรมการตรวจสอบ ฉะนั้นรัฐมนตรีหรือนายกฯก็เซ็นในนามผู้บริหารราชการ สามารถมอบหมายกันได้ โดยมีสองขั้นตอน เมื่อถามย้ำว่าจะมอบหมายให้ รมว.คลัง เป็นผู้ลงนามใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า เขาเป็นหัวหน้าตั้งคณะทำงานนี้ขึ้นมา มี 2 คณะ คณะแรกเป็นกระทรวงพาณิชย์ คิดทั้งสี่ฤดูกาล แต่กระทรวงการคลังตรวจสอบ 2 ฤดูกาล ต้องดำเนินการให้ทันเดือน ก.พ.2560 เพราะคดีจะหมดอายุความตอนนั้น ยังไงก็ต้องทำ การทำงานไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องตรวจสอบทุกคลัง ตรวจสอบบัญชี ไล่หาทุกที่ ทุกคลังไม่ตรงกัน ทั้งข้าวหอมข้าวขาว กลายเป็นข้าวเหนียว ข้าวหอมมะลิกลายเป็นปลายข้าว

ไล่เบี้ยเอาผิด ขรก.ส่วนล่างด้วย

เมื่อถามว่าจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูในเรื่องการเรียกค่าเสียหายร่วม 80 เปอร์เซ็นต์หรือไม่ นายกฯตอบว่า กระบวนการยุติธรรมมีอยู่แล้ว ส่วนนี้มีทั้งข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และฝ่ายการเมืองส่วนต่างๆ เรื่องนี้ มีหลายคดี และรัฐมนตรีทำในสิ่งที่ ป.ป.ช.และ ศอตช. เตือน แต่ไม่ระงับยับยั้ง และในส่วนการทุจริตข้างล่างก็ต้องมีผู้รับผิดชอบเพิ่ม รวม 850 คดี เวลานี้มอบหมายให้ ศอตช. ไปดูเรื่องการบริหารข้างบนว่าใครต้องได้รับการตรวจสอบบ้าง เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และจะเป็นการทำงานร่วมกับฝ่ายกฎหมายด้วย

“ปึ้ง” จี้ ป.ป.ช.ทำตรงไปตรงมา

ด้านนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศ และแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ กำชับให้ ป.ป.ช.ดำเนินการตรวจสอบทุจริตคอร์รัปชัน โกงบ้านกินเมือง ด้วยกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา ขอให้บอก ป.ป.ช.เปิดเผยคำร้องเรียนที่ยังค้างคาอยู่ขึ้นมาพิจารณา เพื่อพิสูจน์ว่าไม่ได้เลือกปฏิบัติ เช่น โครงการก่อสร้างสถานีและที่พักตำรวจ การจัดซื้อเรือเหาะ การจัดซื้อเครื่อง จีที 200 ความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าวในช่วงเริ่มต้นบริหารงานโดยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รวมถึงความเสียหายที่เกิดจากการชุมนุมประท้วงปิดสถานที่ราชการของกลุ่มผู้ชุมนุม อยากเห็น ป.ป.ช.ยึดมั่นในข้อกฎหมายอย่างเคร่งครัด พิจารณาทุกเรื่องด้วยความเป็นธรรม เท่าเทียมไม่เลือกปฏิบัติ ใครที่หนักแผ่นดินจะอยู่ในแผ่นดินได้ยากลำบาก ไม่ต้องรอให้น้ำมาท่วมแล้วหนีน้ำท่วมไปที่อื่น ต้องลงเรือดำน้ำ หรือต้องปีนขึ้นเรือเหาะลอยหนีไป

“วรงค์” ชงข้อมูลหาผู้ร่วมรับผิด

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การเรียกค่าเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวในส่วนที่เหลือ 80 เปอร์เซ็นต์ ตนมีข้อสังเกตเพื่อเป็นประโยชน์หาผู้รับผิดชอบ ได้แก่ 1.นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีต รมว.คลัง ในฐานะรองนายกฯด้านเศรษฐกิจ 2.นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล อดีต รมว.พาณิชย์ ในฐานะผู้บริหารโครงการต่อจากนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมช.พาณิชย์ 3.นายยรรยง พวงราช อดีต รมช.พาณิชย์ 4.นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีต รมช.พาณิชย์ 5.ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจ สอบการทุจริตจำนำข้าว เสนอเป็นข้อสังเกตต่อคณะกรรมการที่จะหาผู้ร่วมชดใช้ความเสียหายได้

ส่งชื่อ ขรก.เอี่ยวทุจริตลอตที่ 8

อีกเรื่อง นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะนี้ได้ส่งรายชื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ระหว่าง ถูกตรวจสอบเพิ่มเติม ลอตที่ 8 ประมาณ 80 รายชื่อ เสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. พิจารณาแล้ว ส่วนใหญ่เป็นผู้บริหารท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2-3 นาย เป็นผลพวงจากการทุจริต

เผยรายชื่อลงราชกิจจานุเบกษา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 59/2559 เรื่อง ประกาศรายชื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบเพิ่มเติม ครั้งที่ 8 และการปรับปรุงการบริหารงานบุคคลในบางหน่วยงานของรัฐ โดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวมาตรา 44 มีคำสั่งให้ข้าราชการพลเรือน ข้าราชการตำรวจ ผู้บริหารและผู้มีตำแหน่งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และกรรมการพนักงานส่วนตำบล มีทั้งพักงานและพ้นจากตำแหน่ง โดยให้ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) แจ้งมูลเหตุการตรวจสอบให้หน่วยงานต้น สังกัด และตรวจสอบภายใน 30 วัน หากไม่พบการกระทำผิดให้แจ้งมายัง ศอตช.เพื่อตั้งกรรมการตรวจสอบเปรียบเทียบ หากไม่พบความผิดให้เยียวยาไปดำรงตำแหน่งที่เหมาะสม โดยรายชื่อรอบนี้มีทั้งสิ้น 72 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้บริหาร และข้าราชการในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดมหาสารคาม ส่วนจังหวัดอื่นมีนายสิทธิ พิพัฒน์ชัยกร ปลัดจังหวัดหนองคาย

งัด ม.44 ประเคนกรมกร๊วกให้ “ไก่อู”

คำสั่งดังกล่าวยังระบุด้วยว่า เพื่อการขับเคลื่อนงานประชาสัมพันธ์ของรัฐให้มีความสอดคล้องกัน ระหว่างการประชาสัมพันธ์ของทางราชการ การประชาสัมพันธ์ของ คสช. กับการประชาสัมพันธ์ของรัฐบาล โดยเฉพาะการบริหารแผนการประชาสัมพันธ์แห่งชาติในช่วงเปลี่ยนผ่านเพื่อการปฏิรูป จึงให้ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกําเนิด โฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี รักษาราชการในตําแหน่งอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เป็นการชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.เป็นต้นไป

โยก “วุฒิ” ไปนั่งสำนักนายกฯ

นอกจากนี้คำสั่งระบุอีกว่า เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติงานด้านการตรวจสอบข้อเท็จจริง การตรวจ สอบข้อร้องเรียน ร้องทุกข์ การให้บริการประชาชน การตรวจราชการ และการปฏิบัติภารกิจเพื่อการรักษาความสงบเรียบร้อย ตามที่นายกฯมอบหมาย ให้ พล.ต.อ.วุฒิ ลิปตพัลลภ รองผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ พ้นจากตําแหน่ง และให้โอนไปเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ประเภทบริหารระดับสูง ผู้ตรวจราชการพิเศษประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ตามกรอบอัตรากําลังชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษ ที่จัดให้มีขึ้นในสํานักนายกรัฐมนตรีตามคําสั่งหัวหน้า คสช.ก่อนหน้านี้ โดยให้ขาดจากตําแหน่งหน้าที่และอัตราเงินเดือนเดิม และให้นําความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งตามกฎหมายต่อไป

แจงภารกิจ “ไก่อู” ดูงานตีปีบ

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.กล่าวว่า เหตุผลที่แต่งตั้งพล.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายก รัฐมนตรี มารักษาการอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เพื่อบูรณาการงานด้านประชาสัมพันธ์ให้เป็นเนื้อเดียวกัน รวบรวมงานจากทุกหน่วยงานให้ได้ ที่ผ่านมาอาจบูรณาการงานได้ไม่มากนัก ตนต้องการงานการบูรณาการคิดใหม่ ทำใหม่ พล.ต.สรรเสริญรู้ทั้งงานใน คสช.งานในส่วนของรัฐบาล กรมประชาสัมพันธ์ มีหน้าที่เป็นโฆษกประชาสัมพันธ์งานรัฐอยู่แล้ว งานทุกอย่างจะได้เป็นในแนวทางเดียวกัน รับรองว่า พล.ต.สรรเสริญรู้ในบทบาทของเขา ในนาม คสช.ก็พูดไปในส่วนงานความมั่นคง งานรัฐบาล โฆษกรัฐบาลก็มีหน้าที่พูดไป พยายามไม่ให้เกิดความขัดแย้ง ส่วนจะรักษาการนานเท่าไหร่ยังไม่ทราบ ต้องรักษาการจนกว่าจะมีคนใหม่เข้ามา พร้อมเมื่อไหร่ก็ตั้ง ไม่ได้ไปปิดกั้นไปละเมิดสิทธิสื่อมวลชน

“บิ๊กป้อม” ยันเจ้าตัวสมัครใจเอง

ขณะที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม กล่าวถึงการออกคำสั่งมาตรา 44 ดังกล่าวว่า พล.ต.อ.วุฒิดำรงตำแหน่งรอง ผบ.ตร.มา 5 ปีแล้ว น่าจะมีตำแหน่งสูงขึ้น หากอยู่ที่เดิมจะเป็นแค่ข้าราชการระดับ 10 จึงย้ายให้มารับตำแหน่งข้าราชการระดับ 11 ถือว่าสูงขึ้น และเป็นความสมัครใจของ พล.ต.อ.วุฒิเอง หากผลงานไม่เข้าตาคงไม่ให้มาดำรงตำแหน่งนี้ ส่วนจะรับผิดชอบงานด้านใด ต้องรอให้นายกฯมอบหมาย ส่วนการแต่งตั้ง พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกฯ รักษาการอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เป็นตำแหน่งแค่ชั่วคราว ขณะนี้อยู่ระหว่างการสรรหา และจะแต่งตั้งอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์อย่างเป็นทางการต่อไป

“อภินันท์” มั่นใจไร้คลื่นใต้น้ำต้าน

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภินันท์ จันทรังษี อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ที่กำลังจะเกษียณอายุราชการในเดือน ก.ย.นี้ กล่าวถึงคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 59/2559 แต่งตั้ง พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รักษาการอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ว่า งานกรมประชาสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับการสร้างความเข้าใจทั้งเรื่องนโยบายและผลงานของรัฐบาล ผู้ที่จะมาดูแลงานตรงนี้ต้องมีความเข้าใจงานของรัฐอย่างถูกต้อง สามารถอธิบายให้ประชาชนเข้าใจได้ เชื่อว่า พล.ต.สรรเสริญจะสามารถทำงานได้ เพราะเป็นผู้ที่มีศักยภาพ เข้าใจงานของรัฐบาลเป็นอย่างดี และการให้ทหารเข้ามารักษาการคงไม่ทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในองค์กร มั่นใจว่าไม่ว่าใครจะเข้ามาทำงานในกรมประชาสัมพันธ์ จะไม่มีการก่อคลื่นใต้น้ำในองค์กรขึ้นแน่นอน

“บิ๊กป๊อก” มอบ ผวจ.ฟันทุจริต

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวถึงการเผยแพร่คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 59/2559 ว่า กรณีที่มีข้าราชการของ จ.มหาสารคาม ถูกระงับการปฏิบัติราชการจำนวนมาก น่าจะเกิดจากการทุจริตการสอบบรรจุคนเข้ารับราชการ หากผลสอบว่ามีข้าราชการทุจริต ก็ให้ ผวจ.ลงโทษได้ทันที

เด้งฟ้าผ่าปลัด ทส.ไปนั่งตบยุง

วันเดียวกัน ครม.มีมติย้ายนายเกษมสันต์ จิณณวาโส ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม (ทส.) ไปเป็นผู้ตรวจราชการพิเศษ ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยนายเกษมสันต์กล่าวหลังโดนโยกย้ายว่า ไม่รู้สึกติดใจอะไรกับการโยกย้ายครั้งนี้ คงต้องลองให้คนอื่นมาทำหน้าที่ปลัดกระทรวงบ้าง เมื่อถามว่าเหตุที่โดนย้ายเพราะมีความขัดแย้งกับ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว. ทส.หรือไม่ นายเกษมสันต์ตอบว่า คงต้องไปถาม พล.อ.สุรศักดิ์เอาเอง ส่วนตัวทำตามหน้าที่เต็มที่แล้ว หลังจากนี้ไป จะ

ไม่เซ็นเอกสารใดๆทั้งสิ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การโยกย้ายนายเกษมสันต์ครั้งนี้ไม่ได้มีวาระผ่าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ที่กำกับดูแล ทส. แต่ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ทำหนังสือถึง พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทส. โดยตรง สร้างความงุนงงให้กับข้าราชการในกระทรวงอย่างมาก เพราะนายเกษมสันต์มีความใกล้ชิดอย่างมากกับ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ และเป็นอดีต รมว.ทส.ที่แต่งตั้งนายเกษมสันต์ขึ้นมาเป็นปลัด ทส. แต่ที่ผ่านมานายเกษมสันต์ขัดแย้งกับ พล.อ.สุรศักดิ์ค่อนข้างมากในหลายเรื่อง โดยเฉพาะการแต่งตั้งข้าราชการ ดังนั้น สาเหตุที่นายเกษมสันต์ถูกย้ายน่าจะมาจากความขัดแย้งดังกล่าว

“มีชัย” ดีใจ กกต.พบทางป้องฮั้ว

เมื่อเวลา 13.30 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.เ ป็นประธานการประชุมเพื่อพิจารณาข้อเสนอต่อร่างกฎหมายลูก นายมีชัยให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมถึงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แถลงสรุปแนวทางการเลือกไขว้ ส.ว.จาก 20 กลุ่มอาชีพ ว่า ยังไม่เห็นตัวร่าง กกต. แต่ฟังหางเสียงว่า กกต.คิดสูตรได้สำเร็จว่าจะป้องกันการฮั้ว การบล็อกโหวตได้อย่างไร เป็นจริงเช่นนั้นก็น่ายินดีเราต้องพึ่งความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ กกต.มาคิดสูตร ในรัฐธรรมนูญเขียนไว้เพียงหลักกว้างๆจริงๆ ไม่ได้บังคับว่าต้องเลือกไขว้เสมอไป จะใช้วิธีอื่นก็ได้ ถ้าจะผสมกันระหว่างเลือกไขว้กับไม่เลือกไขว้อาจจะใช้ได้เรื่องสัดส่วนจำนวน ขอรับฟังก่อน ถ้าง่ายต่อการฮั้วกันก็อาจเปลี่ยน

โวเขียนสกัดนอมินีซื้อคะแนน

นายมีชัยกล่าวว่า ส่วนกรณีมาตรา 107 เปิด ช่องให้เกิดแลกคะแนนข้ามกลุ่มได้ง่ายนั้น หรือมีคนเห็นช่องทางที่จะทำให้ไม่สุจริตได้ เราจึงเขียนเปิดช่องว่า ถ้าไม่เลือกไขว้ อาจใช้วิธีอื่นที่ดีกว่าได้ จะได้ไม่ตายตัวเกินไป เพื่อความคล่องตัวเวลาออกกฎหมาย จะได้แก้แค่กฎหมายลูก โดยเจตนารมณ์การเลือกไขว้เพื่อไม่ให้ใครใช้นอมินีไปสมัครในกลุ่ม เดียวกันเยอะๆ ทำให้คนอื่นไม่มีทางได้เลย ยิ่งกว่าการซื้อ ถ้าเลือกกันเองจะเกิดนอมินีง่ายกว่า ส่วนที่เกรงว่าการเลือกไขว้ทำให้มีคนใช้อิทธิพลใช้เงินหนักนั้น ถ้าใช้วิธีนั้นจะมีโทษแรง แต่หลักการการเลือกกันเองต้องคงอยู่ แต่จะโดยวิธีไขว้ หรือกลั่นกรองกันเองค่อยคิดอีกที ส่วนการเลือกกันเองของ ส.ว. ต้องมีคนเข้าไปตรวจสอบ โดย กกต.เป็นหลัก แต่กำลังคิดกลไกอยู่ว่าในระหว่างการเลือกตั้ง อาจตั้งบุคคลหลากหลายอาชีพเป็นชุดหรือคณะ ทีมละ 4-5 คนไปสังเกตการณ์ แล้วกลับมาทำรายงาน ถ้าพบหลักฐาน รายงานหรือแจ้งตำรวจจับได้เลย

จ่อเปิดเวทีกว้างถกปมการเมือง

นายมีชัยกล่าวว่า ยังไม่ได้เปิดดูกฎหมายลูกที่ กกต.ส่งมา ยังไม่ได้เปิดดูหน้าสุดท้าย แต่เดาว่าคนเขียนเขาต้องอยู่ต่อ ไม่ต้องดูหรอกเดาได้ แต่จะอยู่ต่อเท่าไรไม่รู้ กฎหมายลูกอีก 2 ฉบับที่ กรธ.จะร่าง จะเปิดเวทีรับฟังความเห็นจากทุกฝ่ายเช่นกัน เป็นเรื่องการเมืองโดยตรง ต้องเปิดให้ผู้เกี่ยวข้องอยู่ในแวดวงการเมืองแสดงความเห็น ต้องการประสบ-การณ์เขา ถ้าเห็นว่าในทางปฏิบัติเป็นไปไม่ได้หรือรุนแรงเกินไปจะได้ปรับให้นุ่มนวลลง

เผย กกต.ขออยู่จนครบวาระ

นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ ประธานคณะอนุไทกรรมการประชาสัมพันธ์และรับฟังความคิดเห็น กรธ. แถลงถึงรายละเอียดของร่างกฎหมายลูกว่าด้วย กกต.ที่ส่งมาว่า ในบทเฉพาะกาลมีเนื้อหาสาระว่า ภายหลังจากรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกว่าด้วย กกต.มีผลบังคับใช้ ให้ กกต.ชุดเดิมปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะครบวาระ แต่ไม่มีเรื่องกำหนดให้มี กกต.เพิ่มอีก 2 คน เมื่อถามว่าจะเริ่มยกร่างกฎหมายลูก 10 ฉบับ ได้เมื่อไร นายชาติชายกล่าวว่า ต้องรอดูผลวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญวันที่ 28 ก.ย.ก่อน ถ้าไม่ปรับแก้ไข กรธ.จะส่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับสมบูรณ์ ให้นายกฯ ภายในวันที่ 30 ก.ย. เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ ภายใน 30 วัน หากมีแก้ไขต้องเพิ่มเวลาอีก 15 วัน ทั้งนี้ กรธ.จะ เดินหน้าร่างกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับก่อน เริ่มจากร่างกฎหมายลูกว่าด้วยพรรคการเมือง

ศาล รธน.ส่งคำวินิจฉัยได้ทันที

นายพิมล ธรรมพิทักษ์พงษ์ เลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญ เปิดเผยว่า คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนัดแถลงด้วยวาจา ก่อนลงมติคำร้องที่ กรธ.ส่งร่าง รัฐธรรมนูญซึ่งแก้ไขในส่วนที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามติในประเด็นเพิ่มเติม เพื่อให้พิจารณาว่าเป็นการชอบด้วยกับผลการออกเสียง ประชามติแล้วหรือไม่ ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 ในวันที่ 28 ก.ย. โดยจะเริ่มประชุมตั้งแต่เวลา 10.00 น. ส่วนคำวินิจฉัยกลางอย่างเป็นทางการ น่าจะทำและส่งให้ กรธ.ได้ในวันเดียวกัน

“สมชัย” อวดของใหม่รับเลือกตั้ง 60

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านบริหารงานเลือกตั้ง ได้โพสต์เฟซบุ๊กยืนยันว่า ไม่จินตนาการ แต่ทำงานจริง พร้อมระบุว่า เลือกตั้งทั่วไปปี 60 มีอะไรใหม่ อาทิ พรรคการเมืองมีช่องทางการสมัคร ส.ส. ทางระบบอินเตอร์เน็ต ลงทะเบียนขอใช้สิทธิ์ นอกเขตจังหวัดล่วงหน้า และนอกราชอาณาจักรทางอินเตอร์เน็ต คนไทยในต่างประเทศ 3 ประเทศ สามารถใช้สิทธิ์ทางอินเตอร์เน็ตได้ เปลี่ยนระบบการส่งผลการใช้สิทธิของคนไทยในต่างประเทศ จากส่งถุงเมล์กลับทางไปรษณีย์มาเป็นการนับคะแนนที่สถานเอกอัครราชทูต ภายใน 24 ชม. หลังปิดหีบที่ไทย นอกจากนี้ มีแอพพลิเคชั่น “ฉลาดเลือกผู้แทน” ซึ่งให้รายละเอียดเชิงลึกของผู้สมัครและนโยบายพรรคการเมือง เพื่อให้ประชาชนตัดสินใจ และแอพ-พลิเคชั่น “Rapid report” เป็นเครื่องมือในการรายงานผลที่ไม่เป็นทางการ ภายใน 3 ชั่วโมงหลังจากปิดหีบ นำร่องใช้เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ ใน 100 หน่วยเลือกตั้ง จาก 95,000 หน่วยด้วย

“วิษณุ” งดวิจารณ์เซ็ตซีโร่องค์กรอิสระ

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงเสียงเรียกร้องให้เซ็ตซีโร่องค์กรอิสระว่า ไม่ขอให้ความเห็น เพราะไม่เกี่ยวอะไรกับรัฐบาล ถ้าพูดไปจะกลายเป็นรัฐบาลกดดันหรือผลักดัน ให้เขาดันกันเองพอแล้ว แต่เราติดตามฟังความเห็นต่างๆอยู่ดีดปาก กกต.พูดมากระวังเซ็ตซีโร่ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. กล่าวถึงกรณี กกต. ระบุว่าจะมีการเลือกตั้งภายในเดือน ต.ค.2560 ว่า เป็นเรื่องของ กกต.คิดไป ตนมีโรดแม็ปของตน ส่วนวันเลือกตั้งไม่รู้ ไม่ใช่หน้าที่ กกต. พูดมาก คนละเรื่อง หน้าที่เขาจัดเมื่อไหร่ก็จัดไป ไม่ใช่หน้าที่มากำหนดรัฐบาลทำนี่ ทำโน่น มันไม่ใช่หน้าที่ ทำงานในหน้าที่เสียหน่อย ดีแต่พูดกันทั้งนั้นแหละ เมื่อถามว่า มีแนวคิดจะเซ็ตซีโร่ กกต.หรือไม่ นายกฯตอบว่า“ไม่รู้เดี๋ยวดูก่อน เดี๋ยวดูกันเอง มีคนดูแลอยู่เรื่องนี้จะบอกทำไม ผมก็มีมาตรการรองรับของผม ถ้าตอบหมดแล้ววันหน้าจะมาถามอะไร แล้วจะอยู่ทำไมไม่รู้”

ศาลปกครองเพิกถอนคำสั่ง กทม.

วันเดียวกัน ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งกรุงเทพมหานคร ที่เรียกให้นายโภคิน พลกุล อดีต รมว.มหาดไทย ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวนเงิน 1,434,463,937.07 บาท จากกรณีที่ ป.ป.ช. ชี้มูลว่ากระทำทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่ เกี่ยวกับการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิง พร้อมอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัยของ กทม. ในราคาที่สูงเกินความเป็นจริง ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ โดยศาลปกครองเห็นว่า นายโภคินไม่ได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อ กระทำต่อ กทม.โดยผิดกฎหมาย หรือทำให้ กทม. ได้รับความเสียหายแก่ทรัพย์สิน จึงไม่ได้ทำละเมิดและไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าว รวมทั้งค่าเสียหายอื่นๆ และค่าเสียหายที่จะเกิดขึ้นในอนาคตที่ กทม.ได้ขอสงวนสิทธิที่จะเรียกร้องให้ชดใช้เพิ่มเติมภายหลัง จึงพิพากษาเพิกถอนคำสั่ง กทม. ที่ 1365/2557 ลงวันที่ 21 เม.ย.2557 ที่เรียกให้นายโภคินชดใช้ค่าสินไหมดังกล่าว โดยให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่มีคำสั่งดังกล่าว

ยกฟ้องยึดพาสปอร์ต “ทักษิณ”

อีกเรื่อง ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษายกฟ้องคดีที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยื่นฟ้องอธิบดีกรมการกงสุลและปลัดกระทรวงการต่างประเทศ กรณีที่ออกคำสั่งยกเลิกหนังสือเดินทาง เลขที่ U957411 และ Z530117 ลงวันที่ 26 พ.ค.2558 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยศาลเห็นว่าการยกเลิกเป็นไปตามระเบียบกระทรวงการต่างประเทศ เป็นดุลพินิจชอบด้วยกฎหมาย ไม่ได้เลือกปฏิบัติไม่ถือว่าขัดกับสิทธิเสรีภาพ และเป็นไปตามขั้นตอนที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พิจารณาคำให้สัมภาษณ์ของนายทักษิณ จากประเทศเกาหลีใต้ มีเนื้อหาบางส่วนอาจส่งผลต่อความมั่นคงของประเทศไทย ตามมาตรา 112, 326 และ 328 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (3) (5) ด้านนายวัฒนา เตียงกูล ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากนายทักษิณกล่าวว่า ยังมีบางประเด็นน่าจะหยิบยกมาต่อสู้และขออุทธรณ์ได้ จึงคงจะใช้สิทธิอุทธรณ์ภายใน 30 วัน

“บิ๊กตู่” ทำมึนตึงใส่สื่อฉุนถูกด่าลับหลัง ฮึ่มให้ระวังตัว รับน้องชายมาขอโทษแล้วยันไม่ผิด แต่บางอย่างไม่สมควร บอกรักน้องแต่ช่วย อะไรไม่ได้ อย่ามาโยงให้ตระกูลเสียหาย ขู่ “เรืองไกร-ศรีสุวรรณ” จอมจุดพลุวันหลังจะยื่นสอบบ้าง 28 ก.ย. 2559 08:20 29 ก.ย. 2559 00:50 ไทยรัฐ