วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เปิดวิสัยทัศน์เศรษฐกิจไทยโตยั่งยืน "วิรไท" จี้เปลี่ยนรัฐกรอบความคิด "เศรษฐพุฒิ" หนุนธุรกิจเสี่ยงเพิ่มขึ้น

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “Thailand Agenda 2030 : วิสัยทัศน์การพัฒนาใหม่สู่ประเทศไทยที่ยั่งยืน” ซึ่งจัดโดยมูลนิธิมั่นพัฒนา และสำนักข่าว ออนไลน์ไทยพับลิก้าว่า ในช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยให้น้ำหนักกับการใช้ทรัพยากรเพื่อแก้ปัญหาในระยะสั้นมากเกินควร ส่งผลให้ปัญหาระยะยาวไม่ได้รับการแก้ไขอย่างที่ควร โดยเราควรให้ความสำคัญที่อัตราการขยายตัวตามศักยภาพของระบบเศรษฐกิจในระยะปานกลางถึงระยะยาว มากกว่าตัวเลขการเติบโต

“ระบบเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับกับดักเชิงโครงสร้าง ขณะที่สังคมสูงอายุจะสร้างปัญหาไม่ว่าด้านการออมค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาล และการขาดแคลนแรงงาน ขณะที่ระบบการเมืองที่ผู้สูงอายุเป็นฐานเสียงจะให้ความสำคัญกับการดูแลผู้สูงอายุมากกว่าการขับเคลื่อนนโยบายปฏิรูปเหมือนที่ประเทศอุตสาหกรรมหลักกำลังติดกับดักในเวลานี้ ซึ่งถ้าเราปล่อยให้สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นรุนแรง โอกาสเราหลุดจากกับดักจะยาก และสูญเสียทรัพยากรสูงมาก ทั้งนี้ แม้เราจะทำให้มากขึ้นภายใต้กรอบคิดเดิมมองว่าไม่เพียงพอ จำเป็นต้องใช้กรอบคิดใหม่ และวิธีการทำงานแบบเดิมไม่สามารถตอบโจทย์ได้อย่างเท่าทัน จึงควรเปิดพื้นที่การทำงานร่วมกับภาคส่วนอื่นๆ ให้ความสำคัญกับการสร้างภูมิคุ้มกัน ขณะที่การตัดสินใจจะต้องไม่ถูกจำกัดด้วยกฎเกณฑ์ที่ล้าสมัย หรือรักษาผลประโยชน์ของคนกลุ่มเดิมๆ”

ขณะที่นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวามนฤพุฒิ ประธานกรรมการบริหารสถาบันอนาคตไทยศึกษา กล่าวว่า หากต้องการให้ประเทศเกิดการลงทุนเพื่อการพัฒนาประเทศ จะต้องปรับเปลี่ยนความคิดจากการกลัวความเสี่ยงจนไม่ทำอะไรเลย เป็นการหาแนวทางในการรับมือความเสี่ยงและอยู่กับความเสี่ยงที่สูงขึ้นได้โดยไม่ขาดสเถียรภาพ โดยมองว่าในขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในภาวะที่รับความเสี่ยงน้อยไป ทั้งๆที่เราสามารถรับความเสี่ยงได้มากกว่าที่เป็นอยู่

“ปีนี้เราเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงถึง 12-13% แทบจะสูงที่สุดในโลก แสดงว่าเราไม่มีการลงทุนเกิดขึ้นเลย บริษัทไทยไม่กล้าลงทุนเลือกที่จะอยู่นิ่งๆ ทำให้เราถอยหลังลดลงทั้งกำลังการผลิต และประสิทธิภาพการผลิต นอกเหนือจากไม่ลงทุน ยิ่งไม่มีการวิจัย หรือพัฒนา แล้วจะหานวัตกรรมจากไหน และจะเพิ่มรายได้ได้อย่างไร ดังนั้น รัฐจะต้องสร้างระบบนิเวศที่ทำให้รับมือกับความเสี่ยงได้มากขึ้น มีการจัดตั้งคณะกรรมการดูแลความเสี่ยงในองค์รวมเพื่อดูความเสี่ยงของประเทศอย่างบูรณาการ ขณะเดียวกัน ต้องเปลี่ยนบรรทัดฐานการทำธุรกิจให้สามารถลองผิดลองถูกได้ พลาดหรือล้มได้ เพราะการใช้นวัตกรรมก็มีทั้งได้และเจ๊ง ควรมีการดูแลคนที่เสียหายเมื่อพลาดไม่ใช่ซ้ำเติม”.

ในช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยให้น้ำหนักกับการใช้ทรัพยากรเพื่อแก้ปัญหาในระยะสั้นมากเกินควร ส่งผลให้ปัญหาระยะยาวไม่ได้รับการแก้ไขอย่างที่ควร โดยเราควรให้ความสำคัญที่อัตราการขยายตัวตามศักยภาพของระบบเศรษฐกิจในระยะปานกลางถึงระยะยาว 28 ก.ย. 2559 04:57 28 ก.ย. 2559 04:57 ไทยรัฐ