วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'บิ๊กตู่' ยังไม่ตัดสินเซ็นเรียกค่าเจ๊งข้าว เมิน 'บุญทรง' ขู่ลากขึ้นศาล

นายกฯ สั่งศอตช.สอบต่อคนรับผิดชอบโกงข้าวอีกร้อยละ 80 เผยมีถึง 850 คดี ยังไม่ตัดสินใจเซ็นเรียกค่าเจ๊งข้าวเอง เมิน "บุญทรง" ขู่ลากขึ้นศาล ซัด "ยิ่งลักษณ์" ฟังทนายความมากเกินไป รับรักน้อง แต่ช่วยอะไรไม่ได้ ชี้ "บิ๊กติ๊ก" มาขอโทษ พร้อมเตรียมหลักฐานสู้ ลั่นว่าตามกระบวนการ "ผิดก็ว่าผิด"

เมื่อวันที่ 27 ก.ย.59 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งสรุปความเสียหายโครงการรับจำนำข้าว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จำนวน 35,717 ล้านบาท ว่า เนื่องจากทุกคดีไม่เคยเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม รัฐบาลจึงมีหน้าที่ในการอำนวยความเป็นธรรมเท่านั้น ไม่ได้ใช้อำนาจในการชี้ผิดหรือถูก แต่ต้องการปกป้องเจ้าหน้าที่ให้กล้าทำงาน เพราะที่ผ่านมีการข่มขู่ ไม่ได้ปกป้องให้รังแกใคร ส่วนจะผิดหรือไม่ต้องให้กระบวนยุติธรรมเป็นผู้ตัดสิน และยืนยันว่าจะดำเนินการได้ทันเวลาก่อนหมดอายุความเป็นเดือน ก.พ. ทั้งในส่วนกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ 

ส่วนการชดใช้ค่าเสียหายกว่าร้อยละ 80 นั้น พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า มีหลายส่วนที่ต้องร่วมรับผิดชอบ ซึ่งมีถึง 850 คดี และต้องหาผู้ชดใช้ในส่วนนี้ โดยมอบให้ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) เป็นผู้ตรวจสอบในระดับบริหารต่อไป พร้อมยืนยันว่าไม่ได้เป็นการรังแกข้าราชการ แต่อยากให้เป็นบทเรียนว่าอะไรถูก ผิด และไม่คล้อยตามไปทั้งหมด ทั้งนี้ตนได้ดำเนินการเต็มที่ เพื่อประเทศชาติ 

เมื่อถามว่า จะลงนามในคำสั่งด้วยตนเองหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า อยู่ในระหว่างการพิจารณา ส่วนที่ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ ระบุว่า จะลากนายกฯ ไปชี้แจงในชั้นศาล หากไม่ลงนามคำสั่งด้วยตนเองนั้น พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า รอลากตอนออกจากคุกแล้วกัน ตนไม่รู้ และทำตามหน้าที่ เพราะเป็นเรื่องของกฎหมาย ถ้ากลัวก็ไม่เข้ามา ตนต้องทำต้องรับผิดชอบ ถ้าไม่ทำจะเป็นปัญหา ดังนั้นจึงกลัวคดีแบบนี้มากกว่า ให้เขาแก้คดีของเขาให้จบก่อน และค่อยมาฟ้อง ส่วนที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ออกมาพูดถึงคำสั่งตามมาตรา 44 ว่าไม่เป็นธรรมนั้น ถามว่าตนใช้มาตรา 44 ชี้ถูกผิดหรือยัง แต่ใช้เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่หวาดกลัว ซึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ อาจจะฟังคนรอบข้างมากเกินไป โดยเฉพาะทนายความ

ด้าน พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คดีทุจริตข้าว 850 คดี ทั้งหมด 33 จังหวัด เกิดขึ้นตั้งแต่มีคำสั่งคสช. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการตรวจสอบปริมาณและคุณภาพข้าวคงเหลือของรัฐ โดยมี ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และเริ่มทำการตรวจสอบตั้งแต่วันที่ 3 ก.ค.57 เช่น จ.กำแพงเพชร มี 100 คดี จ.นครสวรรค์ มี 200 คดี เป็นต้น จากการตรวจสอบโกดังในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ปรากฏว่า พบการทุจริตสารพัดรูปแบบ เช่น ข้าวหาย ข้าวปลอมปน ข้าวไม่ได้คุณภาพ ข้าวเวียนเทียน ขณะที่ ศอตช.จะทำหน้าที่ประสานงานทุกหน่วยงานรัฐร่วมกันตรวจสอบ การทำงานทุกระดับในแต่ละคดีว่ามีส่วนใดเข้าไปเกี่ยวข้องบ้าง เช่น องค์การตลาดเพื่อการเกษตรกร (อ.ต.ก.) องค์การคลังสินค้า (อคส.) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โกดัง โรงสี เพราะในทุก 1 คดีมีหลายหน่วยงานเกี่ยวข้อง หรือแม้แต่ระดับนโยบายคือ รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องในขณะนั้นด้วย และยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่ได้มีการกำหนดอายุความ เนื่องจากนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้ความเห็นต่อครม.ว่าต้องทราบตัวผู้กระทำความผิดก่อนว่าเป็นใครจึงจะนับอายุความได้
 
"ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ แต่ละขั้นตอนมีแนวทางในการปฏิบัติอยู่แล้ว เช่น หากพบว่ามีพยานหลักฐานชัดเจนกับเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงบางราย อาจจำเป็นต้องสั่งพักงาน เพราะหากให้อยู่ในตำแหน่งต่อไปอาจจะใช้อำนาจหน้าที่ทำให้หลักฐานสูญหายได้ หรือหากเป็นเพียงข้าราชการระดับล่างๆ ตัวเล็กตัวน้อย ไม่ได้มีส่วนสำคัญที่จะทำให้คดีกระทบกระเทือนก็ไม่จำเป็นต้องใช้มาตรา 44 สั่งพักงานแต่อย่างใด" พล.ต.สรรเสริญ กล่าว

นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวถึงการตรวจสอบบริษัทลูกชาย พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม กรณีชนะประมูลได้รับงานก่อสร้างของกองทัพภาคที่ 3 ว่า เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม และการตรวจสอบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตนจะไม่ไปยุ่งเกี่ยวด้วย ถึงจะเป็นน้องชาย แต่ก็เป็นคนละคนกัน ส่วนเรื่องของบริษัทบุตรชาย พล.อ.ปรีชา นั้น ก็ให้ไปสอบมาตนยังไม่รู้อะไรเลย และได้บอกให้เตรียมคำตอบมาให้ดี เมื่อถามว่ามีความมั่นใจให้ป.ป.ช. ตรวจสอบหรือไม่ เนื่องจากพล.อ.ปรีชา เป็นถึงปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า จะไม่เชื่อมั่นกระบวนการของรัฐเลยหรืออย่างไร หากไม่เชื่อก็ไปอยู่ที่อื่น เพราะกระบวนการยุติธรรมกำลังดำเนินการอยู่ เรื่องนี้พอแล้ว จะไม่ตอบ แล้วมาบอกว่าตนโมโห แต่คำถามแบบนี้ไร้สาระ ให้ไปถามกระบวนการที่ตรวจสอบ อย่าโยงกันไปมา

เมื่อถามว่า รัฐบาลชุดนี้มีนโยบายชัดเจนเกี่ยวกับการต่อต้านการทุจริต แล้วจะสร้างความเชื่อมั่นในกรณีนี้ได้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "คนละเรื่อง ทุกเรื่องหากเป็นคดีความก็ฟ้องมาและตรวจสอบตามกลไก ไม่ใช่จะตรวจสอบอะไรก็ตรวจสอบ อย่าเอามาพัวพันกับผม ทั้งบริษัทบ้าบอคอแตก อยากสอบอะไรก็สอบไป จะมาโยงกับผมทำไม เขาก็ต้องรับผิดชอบของเขาเอง ไม่ใช่ตระกูลผมเสียหาย มันคนละเรื่อง แต่ผมก็รักน้อง แต่ทำอะไรไม่ได้ ผมช่วยเขาไม่ได้ จะตะแบงชี้แจงส่งเดชไม่ได้ หรือจะเป็นตัวแทนนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ และนายศรีสุวรรณ จรรยา ทำงานอะไร ฟ้องทุกวัน วันหลังก็ไปสอบสองคนนี้บ้าง ทำอาชีพอะไร อาชีพสุจริตหรือเปล่า ไปฟ้องแทนผมหน่อย ผมไม่อยากยุ่งกับเขา ผมพยายามไม่พูดถึงจำนำข้าวก็ประโคมกันอยู่นั่น มาย้อนผมทุกเรื่อง ก็ให้ไปสู้ตามกระบวนการยุติธรรมไม่ใช่สู้ทางสื่อ ผมก็ไม่ตอบโต้ให้น้องผมทางสื่อ ไปว่าตามกระบวนการ หากผิดก็ผิด"

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวยอมรับว่า จากกรณีดังกล่าว พล.อ.ปรีชา ได้มาขอโทษ แต่ก็ไม่ได้เป็นการยอมรับว่าทำความผิด แต่ยอมรับว่าบางอย่างอาจไม่สมควรบ้าง แต่ก็ยืนยันว่าได้เตรียมหลักฐานอย่างเต็มที่ ซึ่งตนไม่รู้ว่ามีบริษัทมาหลายปี ขณะเดียวกันหลานตนโตแล้ว แต่เพิ่งมาเจอหน้ากันเมื่อไม่กี่ปี เพราะตนเป็นคนไม่ค่อยเจอกับครอบครัว ซึ่งก็เสียใจที่ไม่มีโอกาสอยู่กับครอบครัว แต่ความผูกพันเหมือนเดิม สายเลือดต้องมีอยู่แล้ว แต่ต้องลดปัญหาความขัดแย้งให้มากที่สุด หากใครทำอะไรก็ต้องระวังและรับผิดชอบตัวเอง ซึ่ง พล.อ.ปรีชา ก็ไม่สามารถรับผิดชอบแทนตนได้ ส่วนจะส่งผลต่อเครดิตของตนไปด้วยหรือไม่นั้น เครดิตของตนไม่เกี่ยวกับคนอื่น เพราะทำด้วยตัวเอง ไม่เช่นนั้นคงรับผิดชอบแทนรัฐมนตรีและญาติพี่น้องทุกคน แต่ตนรับผิดชอบในประเทศชาติและทำตัวเองให้ดีที่สุด

นายกฯ สั่งศอตช.สอบต่อคนรับผิดชอบโกงข้าวอีกร้อยละ 80 เผยมีถึง 850 คดี ยังไม่ตัดสินใจเซ็นเรียกค่าเจ๊งข้าวเอง เมิน "บุญทรง" ขู่ลากขึ้นศาล ซัด "ยิ่งลักษณ์" ฟังทนายความมากเกินไป 27 ก.ย. 2559 18:14 ไทยรัฐ