วันเสาร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

นิตยสาร The End EP.1 ปิดตำนาน 'สกุลไทย C KiDs' หมดแรงสู้ ขออำลาแผง

62 ปี ของนิตยสารเก่าแก่อย่าง ‘สกุลไทย’ เป็นอันต้องหยุดการพิมพ์ จากพิษเศรษฐกิจ และความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้อ่าน ขณะเดียวกัน C-KiDs Express นิตยสารการ์ตูนรายสัปดาห์ที่เหลืออยู่เพียงหัวเดียวก็อำลาแผงเช่นกัน วันนี้ มันเกิดอะไรขึ้นกับวงการสิ่งพิมพ์?

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ขอนำเสนอรายงานพิเศษ ซีรีส์นิตยสาร The End เจาะลึกปัญหาของวงการสิ่งพิมพ์กับสิ่งที่พวกเขาต้องประสบพบเจอ รวมทั้งมุมมองของเอเจนซี่แหล่งเงินทุนของนิตยสารว่า เกิดอะไรขึ้น เหตุใดจึงต้องลดเม็ดเงินในการลงสื่อประเภทนี้ ...

ไล่เรียงไทม์ไลน์นิตยสารไทยเก่าแก่ที่สุด 5 อันดับ

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้เปิดเผยประวัติศาสตร์สื่อสารมวลชนในประเทศไทย โดยมีนิตยสารที่เก่าแก่ที่สุด 5 อันดับ ได้แก่

1. “สตรีสาร” เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2490 ฉบับสุดท้ายของนิตยสารสตรีสาร คือ ฉบับที่ 52 เดือนมีนาคม ปี พ.ศ. 2539

2. “สกุลไทย” เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2497 เป็นนิตยสารเน้นนวนิยายเป็นหลัก และมีสารคดี คอลัมน์ปกิณกะบันเทิงประกอบ จะปิดตัวลงปี พ.ศ. 2559

3. “สังคมศาสตร์ปริทัศน์” เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2499 เป็นวารสารทางวิชาการยุคแรกของไทย ปิดตัวลงในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519

4. “ขวัญเรือน” เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2511 เป็นนิตยสารสำหรับผู้หญิงและครอบครัวที่รวบรวมสาระและความบันเทิงทุกแขนงไว้เพื่อกล่อมเกลาชีวิต ปัจจุบันยังวางจำหน่ายอยู่

5. “กุลสตรี” เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2513 เป็นนิตยสารสำหรับกลุ่มผู้หญิงเช่นกัน ปัจจุบันยังวางจำหน่ายอยู่

ปิดฉากนิตยสารการ์ตูนรายสัปดาห์ ‘C-KiDs Express’

C-KiDs Express นิตยสารการ์ตูนรายสัปดาห์ที่เหลืออยู่เพียงหัวเดียวบนแผงหนังสือ ของสำนักพิมพ์สยามอินเตอร์คอมิกส์ ในที่สุด ก็ได้เดินทางมาถึงเล่มที่ 43/2016 เป็นเล่มสุดท้ายแล้ว วางแผงเมื่อวันที่ 27 ก.ย. 59 ที่ผ่านมา โดยถือเป็นการปิดตำนานนิตยสารการ์ตูนไทยลงอย่างสมบูรณ์ หลังนิตยสารการ์ตูนคู่แฝด ที่เปิดตัวมาพร้อมกัน อย่าง BOOM ยุติการวางจำหน่ายไปเมื่อปี 57 ที่ผ่านมา

แม้นว่า... C-KiDs จะมีการปรับกลยุทธ์ เพื่อต่อสู้กับสารพัดปัญหาที่รุมเร้าวงการสิ่งพิมพ์ในระยะหลัง ชนิดที่เรียกว่า "สู้ขาดใจ ด้วยจิตวิญญาณอันลุกโชน" ถึงขนาดลงทุนไปเปิดการเจรจากับเจ้าของลิขสิทธิ์การ์ตูนดังในประเทศญี่ปุ่น ที่เป็นที่ชื่นชอบของแฟนการ์ตูนในประเทศไทย อาทิ วันพีช ยอดนักปรุงโซมะ รักลวงใจ เป็นต้น เพื่อขอนำต้นฉบับมาตีพิมพ์ในประเทศไทย ให้เร็วเกือบจะเท่าทันกับที่วางจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่น แม้ว่าจะทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้นก็ยอม!

แต่แล้ว การแพร่ระบาดของบรรดาเว็บสแกนการ์ตูนเถื่อน ที่ทั้งหาอ่านได้แสนง่ายดายและฟรี แถมยังไร้อำนาจรัฐ เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย …22 ปี ที่สร้างตำนานให้กับวงการการ์ตูนไทย ก็ถึงคราว The End!

และบทสนทนาสุดท้าย ระหว่าง ลูฟี่ พระเอก จาก วัน พีช มังงะที่โด่งดังที่สุดในทศวรรษนี้ กับ เรือ Going merry ในซีนที่ทรงพลังที่สุด จนทำให้บรรดาสาวก หลั่งน้ำตาอย่างช่วยไม่ได้ ที่น่าจะเหมาะกับช่วงเวลาแห่งการร่ำลา ตำนานการ์ตูนฉบับนี้ ก็คือ…

Going merry ได้กล่าวอำลาพวกพ้องโจรสลัดหมวกฟาง เอาไว้ว่า "ขอโทษนะ อยากจะพาทุกคนไปให้ไกลมากกว่านี้ อยากจะอยู่กับทุกคนตลอดไปจริงๆ มีความสุขที่สุดเลย ขอบคุณที่ดูแลกันมาจนถึงวันนี้"

‘สกุลไทย’ ยุติบทบาทสื่อสิ่งพิมพ์จากพิษเศรษฐกิจ ปัดเกี่ยวเจ้าของเสียชีวิต

นิตยสารหัวเก่าแก่ที่เพิ่งมีข่าวว่ากำลังจะปิดตัว คือ ‘สกุลไทย’ ทีมข่าวฯ ได้พูดคุยกับแหล่งข่าว ผู้ทำงานอยู่ในนิตยสารสกุลไทยมากว่า 20 ปี โดย แหล่งข่าวได้ออกมาเปิดเผยถึงสาเหตุที่สกุลไทยต้องปิดตัวลงว่า เนื่องด้วยสภาพเศรษฐกิจเป็นระยะเวลามากกว่า 1 ปีแล้วที่ทำให้นิตยสารต้องขาดทุนมาโดยตลอด คนที่เคยซื้ออ่านก็หันมาอ่านตามห้องสมุด ทำให้ยอดขายลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่วนกลุ่มคนอ่านรุ่นใหม่ก็อ่านตามพ่อกับแม่ ขณะที่กลุ่มผู้อ่านที่เป็นวัยรุ่นก็ไม่ได้ซื้ออ่าน ประกอบกับเรื่องของโฆษณาค่อยๆ ลดน้อยลง และเอเย่นต์สายส่งเริ่มปิดตัว เรื่องราวต่างๆ เริ่มส่งสัญญาณมาเป็นระยะๆ แล้ว ในท้ายที่สุด เมื่อไปต่อไม่ไหวผู้บริหารจึงเล็งเห็นว่า ควรจะปิดตัวดีกว่า ซึ่งถือว่าเป็นการตัดสินใจที่นานและยากมาก แต่อย่างไรก็ตาม ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องเจ้าของที่เพิ่งเสียชีวิต เพราะป่วยมานานแล้ว

หนังสือหัวเก่า รูปลักษณ์ไม่งาม ตัวอักษรเยอะ ดึงคนรุ่นใหม่หยิบอ่านยาก

แหล่งข่าว (ไม่ประสงค์ออกนาม) เล่าต่อว่า สกุลไทยจะมีกลุ่มผู้อ่านตั้งแต่อายุ 35 ปีขึ้นไปจนถึงวัยสูงอายุ หากเป็นวัยรุ่นก็จะต้องเป็นนักอ่าน เนื่องจากนิตยสารมีตัวหนังสือค่อนข้างเยอะ ส่วนคอนเทนต์จะมีนวนิยายเป็นเนื้อหาหลักมากถึง 15 เรื่อง จนล่าสุดปรับให้เหลือ 11 เรื่อง มีสารคดี คอลัมน์ปกิณกะบันเทิงต่างๆ เป็นส่วนประกอบ และมีนักเขียนเก่งๆ ซึ่งเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงในสังคมมาร่วมแชร์ไอเดียลงในหนังสือควบคู่กันไปด้วย

สำหรับปัญหาของคนทำนิตยสารนั้น ด้วยความที่สกุลไทยเป็นหนังสือหัวเก่าแก่ จะมีปัญหาในเรื่องของการดึงคนอ่านรุ่นใหม่ให้มาอ่านสกุลไทย และรูปลักษณ์ที่ไม่ได้เป็นหนังสือสวยงาม แต่จะเน้นไปที่เนื้อหามากกว่าทำให้คนรุ่นใหม่ไม่คิดจะจับ จนมีช่วงหนึ่งที่ถือเป็นปรากฏการณ์ของสกุลไทย คือ เปลี่ยนรูปแบบเป็นสไตล์เปรี้ยว คนอ่านรุ่นเก่าๆ ก็ไม่ค่อยชอบ แต่รุ่นใหม่จะชอบ แต่ด้วยความที่ช่วงอายุห่างกันมาก รสนิยมความสวยงามย่อมมองต่างกัน ซึ่งปัจจุบันปรับให้เปรี้ยวน้อยลง แต่ยังคงความสวยงามแบบเดิมๆ อยู่ให้คุณยายรับได้ เลือกตรงกลางให้ถูกใจทุกคน เพราะสุดโต่งในด้านใดด้านหนึ่งไม่ได้ หากต้องการลูกค้าใหม่ก็ต้องทิ้งลูกค้าเก่า ซึ่งเป็นความยากของการทำนิตยสาร โดยเฉพาะนิตยสารเก่าแก่อย่างสกุลไทย

‘สกุลไทย’ ขอยอมปิดตัว! หากต้องตัดนักเขียน ลดคุณภาพ

อย่างไรก็ดี หลายๆ คนมักจะตั้งคำถามว่า เพราะสกุลไทยไม่ปรับตัวใช่ไหม ในฐานะผู้คลุกคลีกับสกุลไทยมานาน ขอยืนยันว่า สกุลไทยได้พยายามอย่างที่สุดในการปรับตัว ไม่ว่าจะเป็นปรับคอนเทนต์ เพิ่มคอลัมน์ตอบปัญหาวัยรุ่นให้มีเซกชั่นของนักเรียนนักศึกษาวัยรุ่นมากขึ้น กราฟิกหน้าปกก็ปรับมาแล้ว ลดหน้ามาจาก 130 เหลือ 100 กว่า ทั้งหน้าสี ขาวดำ ปรับให้กระชับ และบอกกับคอลัมนิสต์ทุกท่านให้พยายามทำให้เนื้อหากระชับ แต่คงความสละสลวยของเนื้อหาอยู่ ให้มีคุณภาพอยู่ในจุดที่ทำได้และอยู่ได้ ทำได้เท่านี้จริงๆ หากรูปเล่มสวยงาม มีกระดาษสีเพื่อให้ดึงดูดคนรุ่นใหม่ แต่ต้นทุน โฆษณาไม่มี ซึ่งเวลานี้สกุลไทยพิมพ์ในราคาที่เกินต้นทุนอยู่แล้ว

“ในสมัยหนึ่งสกุลไทยมียอดพิมพ์ที่สูงมากในขั้นที่สามารถอยู่ด้วยยอดขายได้ แต่ด้วยภาวะทุกๆ อย่างคนอ่านก็ลดลง คนที่เหนียวแน่นเป็นแบรนด์ลอยัลตี้กับเราอาจจะเสียชีวิตไปบ้างก็ส่งต่อมาถึงรุ่นหลานก็ยังมีซื้อกันอยู่บ้าง มีจำนวนยอดพิมพ์ที่พอสมควรเมื่อเทียบกับเล่มอื่นๆ ที่อยู่ในระดับเดียวกันก็ยังพอได้แต่มันไม่คุ้มทุน ด้วยการพิมพ์ จำนวนต้นฉบับ เราเองก็มีนักเขียนนอกเยอะ ถ้าเราตัดคนใดคนหนึ่งไปคุณภาพก็ลดลง ซึ่งเรายอมที่จะปิดดีกว่าถ้าเป็นแบบนั้น” ผู้เติบโตกับสกุลไทย กล่าว

“ราคานิตยสารเล่มเดียว ถูกกว่ากาแฟแก้วหนึ่งเสียอีก”

ทีมข่าวฯ ถามต่อว่า การที่มีคนนำเนื้อหาไปลงให้อ่านฟรีในเว็บ เป็นผลทำให้คนไม่ซื้ออ่านหรือเปล่า? แหล่งข่าว ระบุว่า “สกุลไทยยังไม่ได้มองถึงจุดนั้น อาจจะไม่ได้เจอและไม่ได้ไปหา แต่เข้าใจว่ามีอยู่บ้าง แต่ถ้ามันเป็นจริงแบบนั้นก็น่าเสียใจ แต่ถ้าเห็นว่าเป็นประโยชน์ก็ไม่เป็นไร เราโฟกัสกับการทำหนังสือมากกว่า เราก็อยากจะได้รับการสนับสนุนที่เราทำงานเต็มที่ เพราะการทำหนังสือเล่มหนึ่งไม่ง่าย มันต้องใช้ศาสตร์และศิลป์ในการทำ จำนวนคนอีกเกิน 100 คนกว่าจะออกมา 1 เล่ม ราคาแค่ 55 บาท อย่างที่คนในวงการพูดกันว่า ราคานิตยสารเล่มเดียวถูกกว่ากาแฟแก้วหนึ่งเสียอีก เราก็อาจจะทำหนังสือไม่ดีหรือไม่โดนใจผู้อ่านก็ได้ ส่วนเรื่องราคาก็ถือว่าถูกมากแล้ว”

ขอพิสูจน์ฝีมือ ‘สกุลไทย’ ฉบับสุดท้ายให้ดีที่สุด

อยากให้พูดถึงความรู้สึกหลังจากที่ร่วมงานมากว่า 20 ปี? แหล่งข่าว นิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนตอบว่า “เรื่องใจหายก็มีบ้าง สกุลไทยเป็นออฟฟิศเล็กๆ เป็นเจ้าของเดียวมาตลอดตั้งแต่ก่อตั้ง เราทำกันแบบครอบครัว บางคนอยู่มา 50 ปีน่าจะได้ ประกอบกับเราเป็นคนที่อ่านสกุลไทยตั้งแต่เด็ก มีความภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการถ่ายทอดเนื้อหาไปสู่สังคม เราจะไม่ได้มีโอกาสที่ทำงานที่หล่อหลอมตัวเราเพราะสกุลไทยให้อะไรกับเราเยอะ เติบโตมาพร้อมกันก็เสียใจ แต่ในความเสียใจเราก็ได้ทำเต็มที่ของคนที่ทำหนังสือแล้ว ในฐานะคนทำหนังสือในสิ่งที่เราทำได้ให้ดีที่สุด เป็นการพิสูจน์ฝีมือว่าฉบับสุดท้ายเราจะทำอะไรให้กับคนอ่านได้บ้างให้ดีที่สุด ก็ต้องแปลความรู้สึกพวกนี้มาเป็นพลังให้สามารถทำงานต่อไปได้”

ท้ายที่สุดนี้ อยากบอกอะไรกับนักอ่านหนังสือบ้าง? หนึ่งในผู้ร่วมหัวจมท้ายกับสกุลไทย กล่าวว่า “เราอยากเห็นวงการนิตยสารอยู่ต่อไปได้ยาวๆ กับคนอ่าน นิตยสารเล่มหนึ่งใช้พลังเยอะมาก ถ้าเป็นไปได้ชอบเล่มไหนให้อุดหนุนเล่มนั้น อย่าให้ล้มหายตายจากไป มันเป็นสิ่งที่น่าเสียดาย เพราะมันไม่สามารถย้อนกลับคืนมาได้อีกแล้ว”

เปิดใจเจ้าของคู่สร้างคู่สม วิกฤติสิ่งพิมพ์ยังฝ่าไหว

ขณะเดียวกัน ในฐานะนิตยสารรุ่นเก๋าอย่าง ‘คู่สร้างคู่สม’ ก็ถือว่าเป็นนิตยสารเก่าแก่อีกหัวหนึ่งเช่นกัน วันนี้ ทีมข่าวฯ มีโอกาสพูดคุยกับนายดำรง พุฒตาล เจ้าของนิตยสารคู่สร้างคู่สม ถึงจุดยืนที่ทำให้คู่สร้างคู่สมยังคงยืนหยัดฝ่าวิกฤติมาจวบจนทุกวันนี้ได้

นายดำรง เปิดเผยกับทีมข่าวฯ ว่า เมื่อ 37 ปีที่แล้ว คู่สร้างคู่สมเลือกกลุ่มคนอ่านที่เป็นผู้หญิง เนื้อหาจะไม่ค่อยใส่ใจกับกลุ่มผู้ชาย แต่หลังจากนั้นมาเริ่มขยายกลุ่มผู้อ่านมาเป็นทั้งกลุ่มผู้หญิงและผู้ชาย โดยเพิ่มเนื้อหาที่ผู้ชายชอบอ่าน เช่น เรื่องผจญภัย ไปท่องเที่ยวในทวีปแอฟริกา ซึ่งมาจากประสบการณ์ของตัวเอง ส่วนกลุ่มผู้อ่านที่เป็นวัยรุ่นนั้น มองว่าปัจจุบันสถิติเด็กเกิดน้อย ทำให้ในอนาคตอาจจะมีกลุ่มวัยรุ่นน้อยกว่ากลุ่มผู้ใหญ่ ฉะนั้น การเลือกกลุ่มผู้อ่านจึงเป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่ง

ทั้งนี้ สิ่งที่คนทำนิตยสารกระทบอย่างมาก คือ เรื่องของเศรษฐกิจ สำหรับคู่สร้างคู่สมเองหากไม่มีโฆษณาก็สามารถอยู่ได้ มีกำไรบ้างพอสมควร ขณะเดียวกัน หากมีโฆษณาก็ทำให้อยู่ได้ดีขึ้น เดิมทีคู่สร้างคู่สมออกเป็นรายสัปดาห์ เดือนละ 4 เล่ม เล่มละ 30 บาท และได้ปรับมาเป็นรายทศ ออกทุกๆ 10 วัน เดือนละ 3 เล่ม เพราะผู้อ่านบางคนเลือกที่จะนำเงินที่ซื้อหนังสือไปซื้ออย่างอื่นดีกว่า เพราะสภาพเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยดีด้วย

ดิจิตอลป่วนโลก พฤติกรรมผู้อ่านเปลี่ยน เงินโฆษณาถูกแบ่งไปช่องทางอื่น

นายดำรง กล่าวต่อว่า ปัจจุบันมีระบบโทรทัศน์หลากหลายช่อง ทำให้เงินค่าโฆษณาต้องถูกแบ่งเป็นก้อนเค้ก และไม่น่าเชื่อว่า ปัจจุบันสปอตโฆษณาบางรายการบางสถานี ราคาถูกพอๆ กับสปอตโฆษณาทางวิทยุด้วยซ้ำ รวมทั้งมีระบบดิจิตอลเข้ามาป่วนโลก ทำให้ผู้อ่านสามารถหาข้อมูลข่าวสารบันเทิงได้จากระบบดิจิตอล อินเทอร์เน็ต โทรศัพท์มือถือ จากที่สมัยก่อนหากผู้อ่านต้องการจะไปเที่ยวต่างประเทศ ก็อาจจะต้องเปิดคู่สร้างคู่สม ซึ่งมีคอลัมน์ท่องเที่ยวอยู่มาก แต่ปัจจุบันนี้สามารถเปิดในอินเทอร์เน็ต ซึ่งจะมีข้อมูล รูปภาพละเอียดกว่านิตยสาร ซึ่งก็เป็นสิ่งที่มาดึงผู้อ่านนิตยสารไป

“คนปัจจุบันไม่ค่อยอ่านหนังสือ เพราะคนสามารถหาอะไรได้ง่ายกว่า แต่ว่าข้อมูลที่มาในระบบโซเชียลมีเดียมันไม่ได้มีการกลั่นกรองออกมาก่อน เชื่อถือแทบไม่ได้ ไม่เหมือนนิตยสารที่ต้องมีคนรับผิดชอบก่อนผลิต ซึ่งคู่สร้างคู่สมกำลังทำอยู่ คือการให้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือและไม่ผิดเพี้ยน” ผู้ก่อตั้งคู่สร้างคู่สม กล่าว

คู่สร้างคู่สม ไม่อหังการแม้ยอดขายหลักแสน ย้ำยังปรับตัวเสมอ

36 ปีของคู่สร้างคู่สม ยังคงสามารถผงาดอยู่บนแผงหนังสือได้จนถึงปัจจุบัน แม้จะมีโฆษณาลดลง แต่ยังมียอดขายแต่ละฉบับเป็นแสนเล่ม หัวเรือใหญ่แห่งคู่สร้างคู่สม กล่าวว่า “คู่สร้างคู่สมเราเป็นกันเองกับผู้อ่าน เราไม่มีแฟชั่น เราไม่มีนิยาย ไม่มีเรื่องเหนือจากความเป็นจริง เราเป็นมิตรกับผู้อ่าน เราช่วยเหลือผู้อ่าน คือ จุดขายของคู่สร้างคู่สม

แต่อย่างไรก็ดี คู่สร้างคู่สมยังอยู่ได้แต่ไม่ได้อหังการว่าจะอยู่ได้นาน เพราะว่ามันเป็นปัจจัยภายนอก ในตัวคู่สร้างคู่สมเราปรับตัวแทบจะทุกเล่ม ปรับตัวอยู่ตลอดเลย เช่น ปรับคอลัมน์ เนื้อหา ไม่ปรับอย่างเดียวคือหน้าปก ซึ่งมันจะอยู่ได้นานแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับความเปลี่ยนแปลงของโลก เราไม่กล้าอหังการว่าจะอยู่ได้ตลอดไป แต่ว่าก็จะตั้งใจทำเท่าที่ผู้อ่านจะติดตามอ่านเราต่อไป”

เมื่อถามถึงทางรอดของนิตยสารว่า มีวิธีใดบ้างให้นิตยสารยังคงอยู่ต่อไปนั้น นายดำรง ไม่สามารถให้คำตอบในข้อนี้ได้ เพราะกำลังหาคำตอบให้กับคู่สร้างคู่สม เพื่อจะให้คงอยู่ต่อไปได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม รายงานพิเศษซีรีส์ นิตยสาร The End ในตอนหน้านั้น จะเป็นการวิเคราะห์ถึงวิกฤติสื่อสิ่งพิมพ์ จากความเห็นของคนดังที่คิดต่างกัน ฝั่งหนึ่งเป็นศิลปินแห่งชาติ และฝั่งหนึ่งเป็นนักการตลาด...อายุขัยของนิตยสารคือวันใด และทางรอดของนิตยสารมีหรือไม่ ต้องติดตาม!

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน

ขอบคุณภาพจาก

C-KiDs Express
สกุลไทยรายสัปดาห์ (Sakulthai Weekly Magazine) 

อ่านเพิ่มเติม

นิตยสาร The End EP.2 สื่อกระดาษ vs สมาร์ทโฟน เดิมพันสุดท้ายใครแน่กว่า?

นิตยสาร The End EP.3 ใต้แอดมินรวยมาก เอเจนซี่เทใจ ทำสิ่งพิมพ์เจียนตาย?

  • สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์ สามารถส่งเรื่องราวหรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่
    
reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ

62 ปี ของนิตยสารเก่าแก่อย่าง ‘สกุลไทย’ เป็นอันต้องหยุดการพิมพ์ ขณะเดียวกัน C-KiDs Express นิตยสารการ์ตูนรายสัปดาห์ที่เหลืออยู่เพียงหัวเดียวก็อำลาแผงเช่นกัน วันนี้ มันเกิดอะไรขึ้นกับวงการสิ่งพิมพ์? 27 ก.ย. 2559 16:18 ไทยรัฐ