วันอังคารที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ข้อฉุกคิดสำหรับคนอยากให้ลูกเก่ง 2 ภาษา

ข้อฉุกคิดสำหรับคนอยากให้ลูกเก่ง 2 ภาษา

โดย ครูเคท
2 ต.ค. 2559 05:01 น.
  • Share:

เมื่อเช้าน้องชายที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน ไลน์มาหาจากญี่ปุ่น ปรึกษาเรื่องลูกแต่เช้า น้องชายคนนี้แต่งงานกับสาวญี่ปุ่น มีลูกชายน่ารักมาก ฉลาดเกินวัย น้องชายเป็นคนไทยคนเดียวที่ทำงานในบริษัทชั้นนำของญี่ปุ่นแห่งหนึ่ง จึงมีความกดดันเรื่องงานมากพอสมควร และมีชีวิตแบบคนญี่ปุ่นทั่วไปคือ ไปทำงานแต่เช้ากลับดึก ด้วยความที่ต้องพิสูจน์ตัวเองให้เป็นที่ยอมรับของคนญี่ปุ่น (ซึ่งปกติจะไม่ค่อยยอมรับคนต่างชาติสักเท่าไร) ทำให้น้องชายทำงานหนักมากและได้รับการยอมรับ และก้าวขึ้นเป็นผู้บริหารได้อย่างน่าภูมิใจ น้องชายกับภรรยา (พูดไทยได้นิดหน่อย) พยายามพูดภาษาไทยกับลูก เพื่อให้ลูกได้ทั้งภาษาญี่ปุ่นและไทย รวมทั้งพยายามจะให้เก่งอังกฤษอีกภาษาหนึ่งด้วย ด้วยการส่งไปเรียนพิเศษกับฝรั่งเจ้าของภาษา

ตอนเล็กๆ หลานชายครูเคทพูดได้ทั้งญี่ปุ่นและไทย ภาษาอาจแปร่งๆ ไปบ้าง ไม่รู้ศัพท์บ้าง แต่ก็สื่อสารกันรู้เรื่อง ตอนป้าเคทไปเที่ยวญี่ปุ่น หลานชายก็พยายามชวนป้าคุยเป็นภาษาไทย ป้าก็พยายามคุยกับหลานเป็นภาษาญี่ปุ่น (ระดับใกล้เคียงกัน เลยคุยกันหนุงหนิง)

ตอนนี้เจ้าหลานชายอยู่ชั้นประถม 2 แล้ว เรียนเก่งมาก น้องชายเลยรู้สึกว่าจะต้องสอนภาษาไทยให้เป็นเรื่องเป็นราวเสียแล้ว ว่าแล้วก็กำหนดเวลาเสาร์อาทิตย์วันละ 2 ชั่วโมง ให้เป็นวันที่เด็กต้องนั่งเรียนภาษาไทยกับพ่อ น้องชายซื้อตำราภาษาไทยจากประเทศไทยไปเพียบ เรียนไปได้สักระยะหนึ่งจากที่สนใจก็กลายเป็นบ่นว่าเหนื่อยไม่อยากเรียน พ่อสอนให้อ่านเขียนก็อ่านออกเสียงค่อยๆ และเริ่มจำอะไรไม่ได้ ตอนนี้หนักเข้าเริ่มเกานู่นนี่ ซึ่งพ่อตีความว่าหยิกตัวเอง และพ่อก็ประเมินลูกเองเสร็จสรรพว่าภาษาไทยของลูกชายสู้เด็ก ป.1 ในไทยยังไม่ได้ จึงเป็นที่มาของการไลน์มาปรึกษาครูเคท

เจออย่างนี้ พี่สาวอย่างครูเคทต้องจัดหนักให้เสียแล้ว เพราะเป็นห่วงหลานชาย ปัญหาที่เกิดนี้ ลองสังเกตดีๆ ว่าตอนที่ยังไม่ได้เรียนภาษาที่สองอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เด็กก็พูดได้สื่อสารกับพ่อแม่ได้ อ่านเขียนได้จากที่จำๆ มาในหนังสือนิทาน และไม่ได้ต่อต้านภาษาที่สองแต่อย่างใด แต่พอพ่อเริ่มกำหนดเวลาเรียนเป็นเรื่องเป็นราว ฝึกอ่านเขียนเป็นเรื่องเป็นราว เด็กกลับถอดใจและไม่อยากเรียน ทั้งนี้เป็นเพราะการกำหนดเวลาเรียนอย่างนี้ ทำให้เด็กรู้สึกว่าเวลาแห่งความสุขที่เขาจะได้เล่นกับพ่อแม่กำลังถูกตัดทอนลงไปเรื่อยๆ พ่อเองก็สอนด้วยความคาดหวังว่าอยากให้ลูกได้ดีมีความรู้ เมื่อลูกทำไม่ได้ พ่อก็คงมีอารมณ์ผิดหวัง (ที่มักไม่รู้ตัว) จึงอาจมีสีหน้ากังวล มีน้ำเสียงดุหรือผิดหวัง (พ่อแม่ก็ไม่มีกระจกไว้คอยส่องตัวเองจึงไม่รู้ตัวอีก) พลังงานในบรรยากาศนั้นคงเต็มไปด้วยประจุลบ ซึ่งบรรยากาศภายในบ้านควรเป็นพลังบวกลั้ลลาเฮฮา เด็ก (รวมสัตว์เลี้ยง) เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไวต่อพลังงานเหล่านี้มาก แต่เขาเล็กเกินกว่าจะเข้าใจ จึงรู้สึกเพียงว่าไม่ชอบ ไม่อยากทำ อยากไปไกลๆ ไปทำอย่างอื่นให้สบายใจกว่า


เลยยกเรื่องนี้มาเล่าสู่กันฟัง เผื่อคุณพ่อคุณแม่ที่อยากให้ลูกเก่งภาษาหรือเก่งทุกวิชา แต่พ่อแม่ได้ขโมยช่วงเวลาแห่งความสุขของลูกที่จะได้อยู่กับพ่อแม่ไป โดยคิดว่าการเรียนพิเศษนอกเวลาเรียนปกติจะเป็นเรื่องที่ดีที่ทำให้เด็กเก่ง ลองหันกลับมาถามตัวเองว่าเคยเห็นคนเรียนเก่งประสบความสำเร็จในชีวิตสักกี่คน ส่วนใหญ่คนที่เรียนไม่เก่ง แต่มีทักษะเอาตัวรอด จะประสบความสำเร็จในชีวิตมากกว่า อยากได้ลูกเก่งสมใจแต่ไม่มีความสุข หรือบางคนยืนยันว่าลูกอยากเรียนเอง แต่ก่อนจะเชื่อคำพูดลูก มองให้ดีก่อนว่าลูกตอบอย่างนั้นเพราะอยากเรียนเองจริงๆ หรือเพราะอยากให้พ่อแม่มีความสุขได้ดั่งใจพ่อแม่ รักลูกควรตรองให้ดีก่อนจะไปกำหนดชะตาชีวิตลูก โดยที่ลูกไม่ต้องการ

อยากให้ลูกเก่งภาษาหรือมีทักษะภาษาติดตัว ไม่ต้องไปบังคับเรียนกันเป็นเรื่องเป็นราว แค่ใช้ภาษานั้นกับลูกในการทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน ดูหนังฟังเพลง อ่านหนังสือการ์ตูนในภาษานั้น ฯลฯ แค่นี้ลูกก็ซึมซับภาษานั้นเข้าไปอย่างไม่รู้ตัวแล้วค่ะ แต่ถ้าลูกต้องเรียนเพื่อสอบ ก็ให้ลูกเป็นคนตัดสินเองว่าเขาอยากเรียนหรือไม่ อย่างไร อย่าบังคับหรือชี้นำค่ะ

ใครที่มีปัญหา ปัญหาครอบครัว ความสัมพันธ์ การทำงาน ติดโซเชียล ติดเกม มารับคำปรึกษากับครูเคทได้ที่ KruKate Counseling Center ต้องการนัดคิว โทร. 08-1458-1165 หรือ เข้าไปฝากคำถามและแชร์ประสบการณ์ในแฟนเพจ www.facebook.com/kateinspirer และ YouTube channels: Kate Inspirer ได้นะคะ

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้