วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ปริศนาการตายผู้ต้องหา

ปมปริศนาการตายของนายธวัชชัย อนุกูล ผู้ต้องหาในคดีเกี่ยวกับเอกสารสิทธิที่ดิน กลายเป็นวิวาทะระหว่างแพทย์กับตำรวจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ระบุว่าการที่พนักงานสอบสวนแจ้งเหตุการตายว่า “ผู้อื่นทำให้ตาย แต่ไม่ใช่ฆาตกรรม” เป็นประโยคที่มีคนสงสัยกันมาก เหมือนกับโยนความผิดให้บุคลากรทางการแพทย์ที่ปั๊มหัวใจเพื่อให้ฟื้นคืนชีพแต่ช่วยไม่ได้

ก่อนหน้านี้พนักงานสอบสวนซึ่งมีผู้กำกับการ สน.ทุ่งสองห้อง เป็นหัวหน้าชุดสอบสวนสรุปรายงานการเสียชีวิตของนายธวัชชัยว่า “ผู้อื่นทำให้ตาย แต่ไม่ใช่ฆาตกรรม” ไม่ได้บอกว่า “ผู้อื่น” คือใคร? จึงทำให้ฝ่ายแพทย์ร้อนใจเป็นธรรมดา ฝ่ายตำรวจชี้แจงว่าจะต้องตรวจสอบว่าใครจะเป็นผู้ได้ประโยชน์ หากผู้ต้องหาเสียชีวิต และมีผู้ต้องสงสัยอยู่บ้างแต่เปิดเผยไม่ได้

ผู้ต้องหาเคยเป็นเจ้าพนักงานที่ดิน เคยปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่จังหวัดภูเก็ตและพังงา เป็นผู้ต้องหาตามหมายศาล ถูกจับกุมและควบคุมตัวโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม แต่เสียชีวิตในตอนเช้าของวันที่ 30 เจ้าหน้าที่ดีเอสไออ้างว่านายธวัชชัยใช้ถุงเท้ายาวผูกคอตาย จึงนำส่งโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ และได้รับการปั๊มหัวใจเพื่อฟื้นคืนชีพแต่ไม่สำเร็จ

การตายของนายธวัชชัยกลายเป็นปมปริศนา มีคำถามตามมามากมายเป็นการฆาตกรรมหรือฆ่าตัวตาย ทำไมจึงต้องผูกคอตาย และทำไมเจ้าหน้าที่ดีเอสไอจึงชี้แจงว่าผูกคอตาย แต่ผลการชันสูตรศพของ รพ.ตำรวจ ระบุว่าเป็นการเสียชีวิต “จากอาการเลือดตกในช่องท้อง และตับแตก” แต่จนบัดนี้ วิทยาศาสตร์ก็ยังไม่ได้ให้คำตอบที่ทุกฝ่ายพอใจ

ผู้ต้องหาเคยถูกไล่ออกจากราชการ และเป็นผู้ต้องหาร่วมกับเจ้าหน้าที่ กับเอกชนหลายราย ในข้อหาบุกรุกเขตอุทยานแห่งชาติที่ภูเก็ต โดยออกโฉนดโดยมิชอบ มูลค่าความเสียหาย 500 ล้านบาท รวมทั้งการออกเอกสารสิทธิที่ดินเขายักษ์ ทับซ้อนอุทยานแห่งชาติอีกแห่ง 500 ไร่ มูลค่ากว่าหมื่นล้านบาท จึงมีผู้สงสัยว่าอาจจะมีการฆ่าตัดตอน หรือปิดปากหรือไม่?

ขณะที่ปมปริศนาการตายยังไม่กระจ่างชัด ดีเอสไอต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์เป็นเรื่องธรรมดา เพราะเป็นการตายของผู้ต้องหา ในขณะที่อยู่ในความควบคุมของดีเอสไอ เมื่อตั้งกรมดีเอสไอขึ้นในกระทรวงยุติธรรมใหม่ๆมีเสียงวิจารณ์จากบางฝ่ายว่า ทำไมจึงตั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษขึ้นมาซ้ำซ้อน ทั้งๆที่มีกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางทำหน้าที่พิเศษนี้อยู่แล้ว

รัฐมนตรียุติธรรม ซึ่งอยู่ในตำแหน่งในขณะนั้น ชี้แจงว่าต้องการให้เจ้าหน้าที่ของดีเอสไอ มีวิธีปฏิบัติหน้าที่และวัฒนธรรมการปฏิบัติหน้าที่ต่างจากตำรวจ ต้องยึดหลักความโปร่งใสและสิทธิมนุษยชนในการปฏิบัติต่อผู้ต้องหา แต่เจ้าหน้าที่ดีเอสไอรุ่นแรกๆ ส่วนใหญ่มาจากตำรวจ และน่าจะนำเอาวัฒนธรรมตำรวจติดตัวมาด้วย จึงเป็น “เหล้าเก่าในขวดใหม่”.

26 ก.ย. 2559 13:48 ไทยรัฐ