ช่วยกันดับเชื้อไฟ

ข่าว

    ช่วยกันดับเชื้อไฟ

    นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย

      27 ก.ย. 2559 05:01 น.

      เช้าของวันอาทิตย์ 25 กันยายน 2559 อิรัก 2 คนมาที่บ้านโดยไม่ได้นัดมาก่อน เมื่อเปิดประตูไปก็พบว่า เป็นอดีตทหารกองทัพอิรักที่เคยมาอยู่บ้านผมเมื่อ 15 ปีก่อน เป็นคนที่พ่อช่วยให้ลูกสาวของแกได้ทุนเรียนปริญญาตรีทางสถาปัตยกรรมศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ซึ่งตอนนี้เรียนอยู่ปีสุดท้ายใกล้จะจบแล้วครับ

      สนทนากันครึ่งวัน ทำให้ได้รู้สึกถึงอารมณ์และความนึกคิดของคนที่อยู่ในวังวนสงครามมาอย่างยาวนาน เมื่อ 15 ปีที่แล้ว อดีตทหารอิรักผู้นี้มีอารมณ์สุนทรีย์ ตอนที่พ่อไปพำนักพักอาศัยอยู่ในอิรักครั้งแรก แกยังพาพ่อไปเยือนโบราณสถาน แหล่งศิลปวัฒนธรรม แกยังพูดถึงวรรณกรรมและศิลปวิทยาการ ยังอารมณ์ดี มีอาการยิ้มแย้มแจ่มใส

      อดีตทหารอิรักและคณะมาพักที่บ้าน 2-3 ปีครั้ง ระยะหลังทุกคนเริ่มพูดถึงแต่เรื่องความอยู่รอด เรื่องการหาหนทางให้ลูกหลานหนีสงครามออกไปอยู่ต่างประเทศ สุดท้ายลูกสาวคนโตของครอบครัวได้แต่งงานกับหนุ่มซีเรียและย้ายไปถือสัญชาติเนเธอร์แลนด์ คนอื่นในครอบครัวได้ย้ายไปอยู่อังกฤษ ส่วนลูกสาวคนเล็กได้ทุนมาเรียนอยู่ในประเทศไทย

      มาเมืองไทยครั้งนี้ ทั้งสองพูดถึงแต่ความโหดร้ายของดาเอซ ซึ่งคนอิรักเรียกกลุ่มไอเอสว่า ดาเอซ แกเชื่อว่าดาเอซได้รับการหนุนจากสหรัฐอเมริกาและซาอุดีอาระเบีย

      แต่ก่อนง่อนชะไร อดีตทหารอิรักไม่เคยเล่ารายละเอียดของการต่อสู้ให้ครอบครัวของผมฟัง แต่เมื่อวันอาทิตย์ แกเล่าหมดครับว่าดาเอซเข้ามาอย่างไรและมีการรบกันที่ไหน พูดถึงอันตรายซึ่งแกมีความเชื่อว่า ดาเอซนำผู้คนจากประเทศต่างๆไปฝึกและส่งกลับให้ไปปฏิบัติงานอยู่ในประเทศเดิม ซึ่งในอนาคตประเทศเหล่านี้จะต้องเจอกับความขัดแย้งรุนแรง


      อิรักมีประชากร 37 ล้าน เป็นมุสลิมนิกายชีอะห์ร้อยละ 65 ซุนหนี่ร้อยละ 25 ที่เหลือนับถือศาสนาคริสต์และอื่นๆ คนอิรักที่มาพักที่บ้านของผมในห้วง 15 ปีที่ผ่านมา ทุกคนเป็นชีอะห์ที่ไม่เคยพูดจาก้าวล่วงถึงศาสนาหรือนิกายอื่น ทว่ามาคราวนี้ คนพวกนี้พูดถึงนิกายอื่นด้วยความรุนแรงและพูดเสียงดังอย่างไม่รู้ตัว

      ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมาในประเทศใดประเทศหนึ่ง ไม่ได้เกิดอย่างฉับพลันทันทีดอกครับ แต่จะค่อยๆฝังรากลึกทีละเล็กทีละน้อย จนในที่สุด ความรุนแรงก็ถูกฝังอยู่ในใต้สมอง กรณีศึกษาของอิรักที่มีประสบการณ์เกี่ยวข้องกับครอบครัวของผมนี่ เห็นได้ชัด

      หันกลับมาที่ประเทศไทย ขณะนี้มีความขัดแย้งทางศาสนาเกิดขึ้นแล้ว มีการเดินขบวนประท้วงอิสลามของชาวพุทธในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ น่าน นครพนม และอีกหลายจังหวัด ผมเข้าไปดูความเคลื่อนไหวในเฟซบุ๊ก ก็เริ่มเห็นมีการนำภาพที่มุสลิมกลุ่มหนึ่งไปยืนถือป้ายประท้วงที่หน้าวัดหนองจอกเอากลับมาโพสต์กันใหม่อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง

      ไม่ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญด้านความขัดแย้งของสังคมวิเคราะห์ดอกครับ คนธรรมดาอย่างเราๆ ดูแล้วก็รู้ว่า ขณะนี้มีขบวนการสร้างความแตกแยกขึ้นในสังคมของเราแล้ว

      เดี๋ยวนี้ เริ่มมีผู้คนบ่นเสียงอาซาน ที่ดังมาจากสุเหร่าในตอนเช้ามืด เริ่มมีการจับกลุ่มสนทนาต่อต้าน ซึ่งถ้าไม่มีการทำความเข้าใจ ผมเชื่อว่าต่อไปจะบานปลายแน่นอน

      สังคมไทยแตกแยกเรื่องการเมืองมา 10 ปี เรายังรู้สึกว่าสังคมอยู่ยาก ถ้าเป็นความแตกแยกเรื่องความเชื่อทางศาสนาและลัทธิ ผมว่าสังคมจะอยู่ยากกว่านี้อีกมากครับ

      ก่อนหน้าที่จะมีสงครามและความแตกแยก อิรักเป็นชาติมั่งคั่ง มีเงินทองและศิลปวิทยาการ คนไทยจำนวนไม่น้อยไปทำงานรับใช้ในบ้านเรือนของคนอิรัก จำนวนหนึ่งไปเป็นกรรมกรรับจ้างสร้างถนนหนทาง

      ผ่านไปไม่ถึง 30 ปี สถานะพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือจากประเทศที่มั่งคั่งร่ำรวย อิรักกลายเป็นชาติรัฐล้มเหลว ผู้คนอดอยากและมีชีวิตอยู่ด้วยความหวาดผวา

      จิตใจของคนอิรักก็เปลี่ยนไปเยอะ จากคนที่ไม่เคยพูดจาให้ร้ายโจมตีคนต่างนิกาย วันนี้คนอิรักที่เรารู้จักกลายเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย มนุษย์ผู้ถูกกระทำย้ำๆ ซ้ำๆ เห็นความรุนแรงอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน สุดท้ายก็ไม่พ้นที่จะมีบุคลิกภาพอย่างนี้

      กลับมาที่ประเทศไทยของเรา หน่วยข่าวกรองจะต้องหาขบวนการที่ทำให้คนต่างศาสนิกทะเลาะกันให้เจอเพื่อรีบดับเชื้อไฟครับ.

      อ่านเพิ่มเติม...

      แท็กที่เกี่ยวข้อง

      คุณอาจสนใจข่าวนี้

      thairath-logo

      ApplicationMy Thairath

      ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
      Trendvg3 logo
      Sonp logo
      inet logo
      วันพฤหัสที่ 2 ธันวาคม 2564 เวลา 13:23 น.
      ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
      เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์