วันอังคารที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

พท.โต้-ค่าเจ๊งข้าว ปูขอบิ๊กตู่ อย่าเลือกกระทํา!

ให้เป็นธรรมเหมือนป้องน้อง ฉะใช้ม.44ทุบ-ออกแถลง7ข้อ นายกฯปัดแกล้งรับห่วงบิ๊กติ๊ก


“บิ๊กตู่” สั่งเดินหน้าเก็บค่าเสียหายโครงการรับจำนำข้าวจาก “ยิ่งลักษณ์” ตามกระบวนการ ยันไม่ได้เร่งรัด กลั่นแกล้งหรือเลือกปฏิบัติ ยอมรับห่วงปม “บิ๊กติ๊ก” ถูกร้อง ป.ป.ช. เชื่อน้องชายไม่โง่ แต่ไม่ออกหน้ารับประกันแทน ปล่อยให้สอบสวนไปตามเรื่อง “ปู” กระแทกนายกฯให้ความเป็นธรรมเหมือนกับที่ให้กับน้องชายตัวเองและพวกพ้อง อย่าเลือกกระทำเฉพาะอีกฝ่าย ทีมทนายซัดแหลกใช้มาตรา 44 ฟุ่มเฟือย เย้ยนายกฯเอาเปรียบไม่กล้าลงนามเลี่ยงถูกฟ้องกลับ พท.แถลงการณ์สับใช้มาตรา 44 แบบลุอำนาจทุบ “ปู” ไม่สนขั้นตอน ก.ม. เร่งรัดชี้นำไม่รอผลคดีอาญาก่อน สร้างนวัตกรรมสุดแปลกประหลาดนำเรื่องกำไรขาดทุนจากนโยบายมาคิดค่าเสียหาย อัดยับมุ่งทำลายฝ่ายการเมืองที่เห็นต่าง

หลังจากมีการสรุปตัวเลขความเสียหายทางแพ่งในคดีจำนำข้าว ที่รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะเรียกเก็บจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นเงินจำนวนกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท จนเกิดเป็นกระแสฮือฮาขึ้นมานั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. ยืนยันว่าทุกอย่างดำเนินการไปตามเนื้อผ้า ไม่มีการกลั่นแกล้งหรือเลือกปฏิบัติ

“บิ๊กตู่” เดินหน้าเก็บค่าเจ๊งจำนำข้าว

เมื่อวันที่ 25 ก.ย. เวลา 06.30 น. ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เดินทางกลับถึงประเทศไทย ภายหลังเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 71 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่ง ที่มีอธิบดีกรมบัญชีกลาง เป็นประธานพิจารณาสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดโครงการรับจำนำข้าว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี สรุปตัวเลขความเสียหายที่ต้องจ่ายจำนวน 35,717 ล้านบาท ว่า ขั้นตอนต่อไปรัฐบาลมีหน้าที่นำเข้าสู่กระบวนการตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ที่ใช้มากว่า 5 พันคดีแล้ว เมื่อที่มาจากการร้องทุกข์กล่าวโทษ ใครมีหน้าที่ก็ทำไป ส่วนการตัดสินเป็นเรื่องของศาล ไม่ใช่เรื่องของตน รวมถึงกรณีเรียกค่าเสียหายทางแพ่งจำนำข้าวแบบจีทูจีในส่วนของนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ และพวก เป็นการตรวจสอบ 2 ฤดูการผลิต ในปี 55/56 และปี 56/57 ตามที่ ป.ป.ช. และหน่วยงานที่ตรวจสอบให้สอบ และทำตามคำสั่งศาล สอบสวนเพิ่มเติมอย่างไร มันก็มีสิทธิทำได้ ผู้ถูกกล่าวหาก็ร้องอุทธรณ์ได้

ยันไม่มีกลั่นแกล้ง เลือกปฏิบัติ

“ไม่ได้แกล้งใคร ไม่ได้เลือกปฏิบัติอะไรใคร มันเป็นหน้าที่ ถ้าไม่ทำรัฐบาลจะถูกดำเนินการตามมาตรา 157 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบได้ต้องทำให้ทันอายุความที่จะสิ้นสุดภายในเดือน ก.พ.60 ผมไม่ได้ไปเร่งรัดอะไร กฎหมายเขาเขียนไว้อย่างนั้น รู้จักกฎหมายกันไหม แล้วมันผิดตรงไหน หรือไม่ต้องเข้ากระบวนการเลย แล้วเอารัฐบาลผมไปรับโทษแทน คิดให้มันถูกต้อง อย่าไปฟังสิ่งที่มันอ้างไปอ้างมา เอาหลักฐานเอากฎหมายมาว่ากันเวลานี้ประชาชนสับสนไปหมด กฎหมายไม่เป็นกฎหมายไปหมด ใครเขาจะแกล้งเรื่องอะไร” นายกฯกล่าว

ยอมรับห่วง “บิ๊กติ๊ก” ถูกร้องสอบ

พล.อ.ประยุทธ์ยังให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีผู้ร้องคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบน้องชาย พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงการคลัง กรณีฝายแม่ผ่องพรรณพัฒนา อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ และกรณีร้องสอบบริษัทบุตรของ พล.อ.ปรีชา ทำสัญญาก่อสร้าง 2 โครงการกับกองทัพภาคที่ 3 ว่า เรื่องน้องชายก็ส่วนน้องชาย คนละคนกัน อยากโจมตีก็โจมตีไป โดนทุกวันอยู่แล้ว แต่อย่าทำผิดกฎหมายกับตนแล้วกัน เมื่อถามว่านายกฯห่วงหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ย้อนถามว่า “แล้วคุณห่วงน้อง ห่วงญาติพี่น้องคุณหรือไม่ เรื่องที่ถูกโจมตีจริงหรือเปล่า เรื่องการทำธุรกรรมบริษัทยังไม่พิสูจน์เลยว่าผิดหรือไม่”

น้องคงไม่โง่แต่ไม่รับประกันแทน

“เขาคงไม่โง่หรอก แต่ผมก็ไม่รับประกันแทนอยู่แล้ว เพราะเป็นเรื่องของเขาที่ต้องรับผิดชอบไป เพียงแต่ว่ามันจะถูกจับตานี่โน่น คือพอมีอะไรขึ้นมาผมก็จะต้องโดน แล้วมาบอกว่ารัฐบาลไม่เอาใจใส่ มันคนละประเด็น อยากจะสอบก็สอบไป แต่อย่าไปเอาเรื่องที่เกิดขึ้นมาตีกันอีกว่าทางนี้ก็เป็น จะทำไปเพื่ออะไร เมื่อมีการฟ้องร้องก็ให้สอบไป ผมคงไม่ทำตัวแบบที่มันเกิดๆมาหรอก อะไรที่ตัดสินแล้วหลุด ตัวเองถูก ตัวเองดี ก็ชอบกระบวนการศาลยุติธรรม แต่ถ้าไม่หลุดแล้วด่าศาล คนแบบนี้มันอยู่ได้ยังไงประเทศไทย ก็ปล่อยให้เขาทำลายต่อไปแล้วกัน ผมก็ทำได้แค่นี้” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

ชี้ทุกชาติให้เกียรติไทยเดินสู่ ปชต.

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถึงการเดินทางไปร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 71 ที่สหรัฐอเมริกาว่า ได้กล่าวถ้อยแถลงถึงการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และในฐานะประธานกลุ่มจี 77 ได้เน้นย้ำการนำแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาสู่การปฏิบัติ ซึ่งหลายประเทศได้นำไปใช้แล้ว และได้ขอบคุณไทยที่เผื่อแผ่แบ่งปันสิ่งดีๆที่เป็นของคนไทย ช่วงเดือน ม.ค.60 จะได้ส่ง ต่อให้ประเทศเอกวาดอร์ได้เป็นประธานกลุ่มจี 77 ต่อจากประเทศไทย ทั้งนี้ไทยถือมีบทบาทอย่างมากในการเป็นสะพานเชื่อมระหว่างกลุ่มจี 77 กับจี 20 ตนได้พบปะกับผู้นำหลายประเทศ ได้มีโอกาสเล่าถึงสถานการณ์ในประเทศไทย ทุกประเทศให้เกียรติที่เรากำลังเดินหน้าไปสู่ประชาธิปไตย ไม่ได้มีใคร ว่าหรือมีปัญหาอะไร

“จิรชัย” เข้าใจคลังคิดแพ่ง 2 ฤดูกาล

นายจิรชัย มูลทองโร่ย รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดโครงการรับจำนำข้าว กล่าวถึงกรณีกระทรวงการคลังสรุปความเสียหายคดีจำนำข้าว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯชดใช้ค่าเสียหาย 3.5 หมื่นล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 20 จากวงเงินรวม 1.78 แสนล้าน ในความผิด 2 ฤดูกาลหลังสุดคือฤดูกาล 2555/2556 และ 2556/2557 ว่า คณะกรรมการชุดของตนได้สรุปความเสียหายโครงการรับจำนำข้าวสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ไว้ที่ 2.8 แสนล้านบาท เป็นการคิดความเสียหายใน 4 ฤดูกาล ตั้งแต่ปี 2554-2557 แต่คณะกรรมการฯชุดนายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง คิดค่าเสียหาย 2 ฤดูกาลนั้นเข้าใจได้ เชื่อว่าเป็นการตัดสินใจตามเนื้อผ้า และต้องเคารพการตัดสินใจของนายมนัส ไม่ขอก้าวล่วง เชื่อว่านายมนัสชี้แจงสังคมได้อยู่แล้ว ทำไมคิดแค่ 2 ฤดูกาล

สตง.นิ่งไม่ขอเอี่ยวปมลูก “บิ๊กติ๊ก”

นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ให้สัมภาษณ์กรณี สตง.จะเข้าไปตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างของกองทัพภาคที่ 3 ที่บริษัทซึ่งมีชื่อบุตรของ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นกรรมการไปรับงานหรือไม่ว่า เรื่องนี้มีผู้ร้องไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการแล้ว คงต้องให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนไปก่อน หน่วยงานตรวจสอบอย่าง สตง.คงไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว เพราะหากเราเข้าไปอีกการทำงาน จะเป็นการซ้ำซ้อนกัน

“ปู” ขอ “บิ๊กตู่” เป็นธรรมเยี่ยงป้องน้อง

วันเดียวกัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก Yingluck Shinawatra หลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ให้สัมภาษณ์ถึงการดำเนินคดีทางแพ่งโครงการรับจำนำข้าวไม่ได้เร่งรัด เพื่อกลั่นแกล้งใครว่า “ทุกอย่างที่นายกฯยืนยันออกมาจากปากท่านว่า การดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับคดีดิฉันเป็นไปตามกฎหมาย ไม่ได้กลั่นแกล้ง ก็อยากให้นายกฯใช้หลักคิดและให้ความเป็นธรรมกับดิฉันเหมือนที่ท่านให้ความเป็นธรรมและปกป้องน้องชายท่าน รวมทั้งคนที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นพวกเดียวกับท่าน เพราะกฎหมายมีไว้บังคับใช้กับทุกคน ไม่ใช่เลือกปฏิบัติกับฝั่งดิฉันเพียงฝ่ายเดียว”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 26 ก.ย. เวลา 10.00 น. นายนพดล หลาวทอง ทนายผู้รับมอบอำนาจจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะเดินทางไปยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ ที่ทำเนียบรัฐบาลเพื่อคัดค้านการออกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 56/2559 ให้กรมบังคับคดีมีอำนาจหน้าที่ในการใช้มาตรการบังคับทางปกครองในการเรียกเก็บค่าเสียหายโครงการรับจำนำข้าว

ทีมทนายซัดใช้ ม.44 ฟุ่มเฟือย

นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุการดำเนินคดี น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นไปตามขั้นตอน ไม่มีการเร่งรัดว่า ทีมทนายมีข้อสังเกตว่า พล.ต.สรรเสริญเข้ามาเป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในลักษณะพิเศษ คงไม่เข้าใจสิทธิในกระบวนการยุติธรรมที่เป็นหลักสากลที่ทั่วโลกยอมรับ ฝากถึง พล.ต.สรรเสริญว่าช่วงนี้เป็นช่วงเข้าพรรษา ขอแนะนำให้ไปทำบุญ นั่งสมาธิบ้าง ต้องทำอย่างต่อเนื่องทุกปี จิตใจจะได้สงบ ขอตั้งข้อสังเกตว่ามีการใช้มาตรา 44 อย่างฟุ่มเฟือยหรือไม่ ตั้งแต่ชั้นการสอบข้อเท็จจริงความรับทางละเมิดโครงการรับจำนำข้าว การให้อำนาจกรมบังคับคดียึดทรัพย์ ทั้งที่มีกฎหมายปกติบังคับใช้อยู่แล้ว น่าแปลกใจว่าเหตุใดเมื่อนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด แต่กลับไม่กล้าลงนามในผลสอบเรียกความรับผิดทางละเมิด ถือเป็นการเอาเปรียบทางกฎหมาย เรื่องนี้น่าจะมีกุนซือกฎหมายใหญ่ของรัฐบาลแนะนำ เพื่อป้องกันไม่ให้ พล.อ.ประยุทธ์ถูกฟ้องดำเนินคดี ซึ่งทีมทนายจะดำเนินการโต้แย้งคัดค้าน และต่อสู้คดีให้ถึงที่สุด

พท.แถลงการณ์ค้านใช้ ม.44 ทุบ “ปู”

ขณะที่พรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์เรื่อง ขอให้ทบทวนกระบวนการเรียกค่าเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว และยกเลิกการใช้มาตรา 44 โดยไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ ระบุว่า ตามที่หัวหน้า คสช.ดำเนินการเรียกค่าเสียหายทางแพ่งกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีในโครงการรับจำนำข้าว และใช้อำนาจมาตรา 44 รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ออกคำสั่งหัวหน้า คสช. ให้อำนาจกรมบังคับคดี อายัดทรัพย์สินผู้ต้องรับผิดในโครงการรับจำนำข้าว และคุ้มครองการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในการดำเนินการดังกล่าวนั้น เป็นความพยายามต่อเนื่องของรัฐบาลที่มุ่งเอาผิดอดีตนายกรัฐมนตรี ไม่สนใจขั้นตอนกฎหมาย เป็นการลุแก่อำนาจและเลือกปฏิบัติ ด้วยเหตุผลดังนี้ 1.โครงการรับจำนำข้าวขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หากศาลตัดสินว่าผิด ถึงควรจะมาพิจารณาถึงความรับผิดทางแพ่ง ไม่ควรที่ผู้นำจะออกมาชี้นำการพิจารณารายวันก่อนศาลจะมีคำพิพากษา

ซัดเร่งรัดชี้นำไม่รอผลคดีอาญา

แถลงการณ์ระบุว่า 2. การเรียกค่าเสียหายจากการดำเนินนโยบายรัฐบาลถือเป็นครั้งแรกของประเทศที่นำเรื่องกำไรขาดทุนมาพิจารณาเรียกค่าเสียหายจากผู้นำรัฐบาล ทั้งที่ทุกรัฐบาลได้ดำเนินการในทำนองเดียวกันมากมายหลายโครงการ 3. การยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สินของบุคคล กระทบต่อสิทธิในทรัพย์สินบุคคล จึงไม่ควรเร่งรีบรวบรัดกำหนดค่าเสียหาย จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาในคดีอาญาก่อน 4. การอ้างว่าหากไม่เร่งดำเนินการ คดีอาจขาดอายุความนั้น ไม่เป็นความจริง เพราะเมื่อเรื่องยังไม่ชัดเจนว่าผู้ถูกกล่าวหาทำความผิดหรือไม่ เท่ากับยังไม่รู้ตัวผู้ต้องรับผิด อายุความจึงยังไม่เริ่มต้น แต่การเร่งรัดเรียกค่าเสียหายให้ทันอายุรัฐบาลนี้ เป็นเจตนาทางการเมือง และชี้นำกระบวนการยุติธรรมจากอคติของผู้นำจากการยึดอำนาจ 5.การให้ความคุ้มครองเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวกับการเรียกค่าเสียหายไม่ต้องรับผิด ส่งผลให้การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ไม่คำนึงถึงความถูกต้อง เพราะถือว่ามีกฎหมายคุ้มครอง แต่ทำเพื่อบรรลุเจตนาผู้นำ เท่ากับเลือกปฏิบัติ เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนในรัฐธรรมนูญ และปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ

มุ่งทำลายฝ่ายการเมืองที่เห็นต่าง

แถลงการณ์ระบุว่า 6. กรณีการออกคำสั่งคุ้มครองเจ้าหน้าที่ไม่เข้าหลักเกณฑ์ใช้อำนาจตามมาตรา 44 เพราะไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ รวมทั้งผู้ออกคำสั่งควรคำนึงถึงความชอบธรรมเป็นหลัก ทั้งนี้ เป็นที่ประจักษ์ว่า คสช.และรัฐบาลปัจจุบันเป็นผู้ไม่เห็นด้วยกับนโยบายจำนำข้าว จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสีย และคู่ขัดแย้ง มิใช่ผู้เป็นกลาง การพยายามดำเนินคดีเรียกร้องค่าเสียหายกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ด้วยคำสั่งทางปกครอง โดยไม่ใช้การฟ้องร้องคดีแพ่งเป็นการกระทำไม่ชอบ ขัดหลักนิติธรรม อาจทำให้เข้าใจได้ว่าเป็นความพยายาม หรือมีความจงใจใช้กระบวนการต่างๆ มุ่งทำลายพรรคการเมือง และผู้นำการเมืองที่มีความเห็นต่าง เท่ากับจงใจทำลายระบอบประชาธิปไตยในสังคมไทย พรรคเพื่อไทยขอเรียกร้องให้หัวหน้า คสช. และรัฐบาลดำเนินการทุกอย่างตามขั้นตอนกฎหมายปกติ ไม่ควรใช้อำนาจพิเศษ มาตรา 44 เพื่อเร่งเอาผิดกับบุคคลเป็นการเฉพาะ ขอให้ทบทวนกระบวนการเรียกค่าเสียหายโครงการรับจำนำข้าว และยกเลิกการใช้มาตรา 44 โดยไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

วอน ปชป.หยุดฉวยจังหวะซ้ำเติม

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ระบุจะส่งข้อมูลบริหารจัดการน้ำของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้ ป.ป.ช.ประกอบการพิจารณาว่า สังคมคงได้เห็นวิธีการคิดทางการเมืองของคนกลุ่มนี้ที่เข้าใจผิดคิดว่า ถ้าทำลายคะแนนนิยม น.ส.ยิ่งลักษณ์แล้ว จะทำให้พรรคพวกตัวเองได้เปรียบทางการเมือง ทั้งที่ควรมองอย่างเป็นธรรมว่า การตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงของ ป.ป.ช.ในประเด็นความผิดที่อาจจะยังไม่ชัดเจน สังคมมีข้อกังขา ไม่ควรเกิดขึ้นกับฝ่ายใด ถ้าว่างมากนักขอให้เอาเวลาไปช่วยนายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ตรวจสอบทุจริตใน กทม. หรือไปช่วยแก้ปัญหาน้ำรอระบายในหลายพื้นที่ในช่วงเวลาที่ยากลำบากของประชาชน แต่ถ้าว่างมากกว่านั้น ก็เอาเวลาไปตอบคำถามเรื่องคดีของคนในครอบครัวตัวเองน่าจะได้ประโยชน์มากกว่า

ปชป. ชง ป.ป.ช.บี้ “ปู” ทำน้ำท่วม

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี อดีต ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ แถลงตอบโต้นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศ ที่กล่าวหาว่า รัฐบาลนายอภิสิทธิ์กักเก็บน้ำจนเป็นสาเหตุให้น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 ว่า เป็นการบิดเบือนประวัติศาสตร์ พร้อมกับนำกราฟแสดงการกักเก็บน้ำในเขื่อนต่างๆ มาแสดงเพื่อยืนยันว่า การกักเก็บน้ำในช่วงรัฐบาลอภิสิทธิ์เป็นไปตามปกติ แต่การบริหารน้ำที่ผิดพลาดเกิดในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ โดยเปรียบเทียบสถิติการกักเก็บน้ำในเขื่อนต่างๆ ช่วงที่มีการยุบสภาในวันที่ 9 พ.ค.54 มายืนยันว่า ระดับน้ำยังต่ำกว่าเกณฑ์ มาเทียบกับช่วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์เข้ารับตำแหน่งเดือนสิงหาคมปี 54 ซึ่งมีเวลาเกือบสองเดือน แต่บริหารน้ำผิดพลาด เพราะรัฐบาลยิ่งลักษณ์มีนโยบายที่จะกักเก็บน้ำไว้เพื่อให้ชาวนาเกี่ยวข้าว โดยเรื่องนี้มีคำยืนยันจากนายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรฯ ในขณะนั้นที่ระบุว่า ได้สั่งให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) ชะลอการปล่อยระบายน้ำ และมีการหน่วงน้ำไว้ แม้ว่าจะรู้ล่วงหน้าว่าจะมีฝนตกหนักแต่ก็ยังทำ เมื่อเกิดพายุสองลูกติดเข้าไทย การระบายน้ำก็ยังทำแบบปกติ กระทั่งเขื่อนใหญ่กักเก็บน้ำมากเกินไปจนล้นเขื่อน จนต้องมีการเร่งปล่อยน้ำออกมาจำนวนมากทำให้เกิดวิกฤติน้ำท่วมใหญ่ในปี 54 ทั้งนี้จะส่งข้อมูลทั้งหมดให้ ป.ป.ช.ในวันที่ 26 ก.ย.

“วิลาศ” กัดไม่ปล่อยทุจริตใน กปภ.

นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีการทุจริตในการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ว่า มีการบริหารที่ขาดความรับผิดชอบและไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติ ในขณะที่นายเสรี ศุภราทิตย์ ผู้ว่าการ กปภ. ก็ไม่ได้ดำเนินการแก้ไขจริงจัง ทั้งที่ตนได้ให้ข้อมูลที่เกิดปัญหาไปแล้ว ผ่านมากว่าสามเดือน กปภ.ไม่เคยชี้แจง แต่กลับมีการให้ข้อมูลเท็จ เช่น กรณี กปภ.ทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้างกับผู้รับจ้างหลายสิบโครงการโดยไม่ส่งมอบพื้นที่จนเป็นปัญหาว่าสูบน้ำไม่ได้ ทำให้เกิดความเสียหายต่อ กปภ.เพราะวางท่อตากแดดตากฝนจนเสื่อมสภาพ บางพื้นที่วางทิ้งไว้นานกว่าสามปี ทั้งที่ผู้รับจ้างเบิกเงินไปแล้ว เช่น โครงการที่สามพรานสูญงบประมาณกว่าสามสิบล้านบาทแต่ใช้งานไม่ได้ และต้องสูญเสียงบประมาณแผ่นดินอีกเท่าไหร่ เพราะยังมีปัญหาเช่นนี้อีก 80 โครงการ รวมเป็นเงินราว 5 พันล้านบาท

เตรียมร้อง สตง.–ป.ป.ช.อีก 30 เรื่อง

นายวิลาศกล่าวว่า หากเชื่อว่าปล่อยไปเช่นนี้ ไม่เกินสองปี กปภ.จะขาดสภาพคล่องทางการเงิน หาก กปภ.มีการส่งมอบพื้นที่ให้เรียบร้อยปัญหานี้ก็จะไม่เกิดขึ้น และยังมีปัญหาการล็อกสเปกเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทเอกชนที่ผูกขาดการรับงานกับ กปภ. แม้ว่าจะมีการตั้งกรรมการสอบภายใน แต่ผลสอบออกมาว่าไม่มีความผิด บริษัทเหล่านี้ก็กลับมารับงานต่อ ตนจึงจะร้องต่อ สตง.และ ป.ป.ช.ให้สอบข้อเท็จจริงคณะกรรมการของ กปภ. ว่ามีการกระทำความผิดหรือไม่ โดยจะร้องทุกสัปดาห์รวม 15 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 เรื่อง รวมทั้งหมด 30 เรื่อง เช่น โครงการที่ไม่ขออนุญาตก่อสร้างและไม่ส่งมอบพื้นที่ อาทิ 1.โรงสูบน้ำที่บ้านโป่ง จ.ราชบุรี งบ 88 ล้าน สร้างแล้วสูบน้ำไม่ได้ และยังขอใช้งบเพิ่มเติมอีก 4.85 ล้านบาท 2.โครงการขยายน้ำประปาไปตำบลบ้านทาน อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี ขอเงินอุดหนุนจาก อบต. 2 ล้านบาท แต่เมื่อมีการดำเนินการมีการวางท่อ ประมาณ 1.4 ล้านที่เหลือไปซื้อมิเตอร์ 402 ตัว ประชาชนเสียเงินเครื่องละ 4,135 บาท จึงขอให้ไปสอบด่วนเพราะมีการทำที่ผิดระเบียบ 3.โครงการจ่ายน้ำประปาที่ จ.สมุทรสาคร วงเงิน 31 ล้านบาท ไม่ขออนุญาตกรมทางหลวงชนบทใช้พื้นที่ จนทำให้ทำต่อไม่ได้ 4.โครงการก่อสร้างวางท่อที่ จ.สุพรรณบุรี ต.ท่าสะเด็ด งบ 12.4 ล้าน มีปัญหาไม่ได้รับอนุญาตจาก อบจ.และกรมชลประทาน เป็นต้น


แนะ กรธ.เปิดกว้าง ปชช.มีส่วนร่วม

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จะเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกฎหมายพรรคการเมือง และกฎหมายการเลือกตั้ง ส.ส.ว่า พรรคพร้อมที่จะให้ความร่วมมือเพื่อช่วยกันทำให้กฎหมายที่จะออกมาเกิดประโยชน์กับประเทศชาติ และประชาชนมากที่สุด เพราะกฎหมายทั้งสองฉบับมีความสำคัญช่วยประชาชนกลั่นกรองบุคคลเข้าสู่อำนาจ จึงขอให้ กรธ.เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมทั้งทางตรง ทางอ้อมในการแสดงความคิดเห็นมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการร่างกฎหมาย เพราะประชาชนอยู่ในพื้นที่ รู้จุดแข็ง จุดอ่อน การทำงาน การหาเสียงของพรรคการเมือง น่าจะเป็นประโยชน์ต่อ กรธ. และจะทำให้กฎหมายเป็นที่ยอมรับจาก ประชาชนมากขึ้น รวมทั้งยังเป็นหูเป็นตาให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปได้จริง

ศาล รธน.วินิจฉัยร่าง รธน. 28 ก.ย.

สำหรับการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ กรณีที่ กรธ.ส่งร่างรัฐธรรมนูญซึ่งแก้ไขในส่วนที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามติในประเด็นคำถามพ่วงเพิ่มเติมเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่าเป็นการชอบด้วยกับผลการออกเสียงประชามติแล้วหรือไม่ ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวนั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนัดแถลงด้วยวาจาและลงมติในวันพุธที่ 28 ก.ย ทั้งนี้ตามขั้นตอนการพิจารณาคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแต่ละคนจะนำความเห็นและมาแถลงด้วยวาจาต่อที่ประชุมว่ามีความเห็นอย่างไร เมื่อแถลงด้วยวาจาครบทุกคนแล้วก็จะลงมติ จากนั้นก็จะนำมติที่ได้ไปจัดทำเป็นคำวินิจฉัย อย่างไรก็ตาม กรณีนี้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะประชุมตามปกติ ไม่มีการออกนั่งบัลลังก์ และผลการวินิจฉัยคาดว่าน่าจะแจกเป็นเอกสารข่าวให้กับสื่อมวลชน ส่วนคำวินิจฉัยกลางแบบเป็นทางการนั้น เมื่อดำเนินการตามขั้นตอนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทางสำนักงานฯก็จะเร่งดำเนินการส่งให้กับทาง กรธ.ทันที ภายในกรอบระยะเวลาที่รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) กำหนด

“ศุภชัย” วอนอย่าจ้องเล่นงาน กกต.

นายศุภชัย สมเจริญ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงข้อเสนอให้เซ็ตซีโร่ กกต.ว่า เท่าที่ฟังว่าเป็นข้อเสนอของนายอุดม รัฐอมฤต กรธ. ซึ่งท่านมีหน้าที่ร่างฯก็คิดได้ กกต.ในฐานะผู้ปฏิบัติก็ต้องปฏิบัติตาม แต่ทุกอย่างต้องให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกองค์กรอิสระด้วย ไม่ใช่จ้องแต่จะเล่นงาน กกต.อย่างเดียว ก็อาจจะไม่ยุติธรรม ประสบการณ์การเลือกตั้งเมื่อ 2 ก.พ.2557 ที่ผ่านมา พวกเราทั้ง 5 คนก็ผ่านมาแล้ว รู้ว่าปัญหาต่างๆ มันเกิดจากอะไร เช่น หากมีการปิดล้อมสถานที่รับสมัคร หรือหน่วยเลือกตั้งเราจะดำเนินการอย่างไร ได้จัดการแก้ไขไว้หมดแล้ว พวกตนได้รับการโปรดเกล้าฯ เข้ามาทำงาน 16 ธ.ค.2556 พอวันที่ 23 ธ.ค.2556 ก็เกิดเหตุทันที คราวนี้ถ้าเจออีกก็สบายแล้ว เพราะสามารถกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ได้เลยไม่ต้องไปถามรัฐบาล

ยันให้ความเป็นธรรม “ธีรวัฒน์”

นายศุภชัยกล่าวว่า ส่วนกรณีผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นหนังสือผลตรวจสอบจริยธรรมนายธีรวัฒน์ ธีรโรจน์วิทย์ กกต.ด้านกิจการพรรคการเมืองและออกเสียงประชามติ ตอนนี้ยังอยู่ในขั้นตอนที่ให้สำนักงาน กกต.รวบรวมข้อมูลเพื่อส่งมาให้ กกต. ซึ่งมีข้อมูลค่อนข้างมาก และเราต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายด้วย เราต้องดูพยานหลักฐาน ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ไปทำรวบรัดไม่ได้ เพราะถ้าเราไม่โดนบ้างเราก็ไม่รู้ แต่ทุกอย่างเดินหน้าไม่มีการชะลอ ระหว่างที่ท่านปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่ กกต.ก็ไม่มีข่าวอะไรในสิ่งที่กล่าวหากัน

กกต.ชงร่าง ก.ม.ลูกการได้มาซึ่ง ส.ว.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการประชุม กกต.วันที่ 26 ก.ย. ที่ประชุมจะมีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) โดยร่างกฎหมายดังกล่าวเป็นฉบับสุดท้ายใน 4 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งระดับชาติ ที่ กกต.ต้องส่งให้ กรธ.พิจารณาต่อไป สาระสำคัญเป็นเรื่องกระบวนการ วิธีการที่จะทำให้ได้มาซึ่ง ส.ว. 200 คน ตามมาตรา 107 ของร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติ รูปแบบจะเป็นลักษณะการ “เลือกไขว้” โดยแบ่งเป็น 3 หมวด คือ หมวดการได้มาซึ่ง ส.ว. หมวดการสืบสวน หรือไต่สวนและวินิจฉัย หมวดการควบคุมการเลือกและบทกำหนดโทษ และบทเฉพาะกาล โดยบุคคลที่จะเป็น ส.ว.ต้องมีความรู้ เชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ในงานแต่ละด้าน ร่างกฎหมายได้กำหนดเป็น 20 ด้านตามแนวคิดของ กรธ. ผู้สมัครแต่ละด้านต้องมีคุณสมบัติตามมาตรา 108 ที่ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดเป็นหลัก ยื่นลงสมัครได้เพียงด้านเดียวพร้อมค่าธรรมเนียม 5,000 บาท ห้ามหาเสียง ทำได้เพียงเอกสารแนะนำตัวเกี่ยวกับประวัติส่วนตัว การศึกษา ผลงานในการทำงาน โดย กกต.เป็นผู้เผยแพร่ให้

บทลงโทษคล้ายกับเลือกตั้ง ส.ส.

ขณะที่การดำเนินการเกี่ยวกับกรณีมีการร้องเรียน การคัดค้านการทุจริตการเลือก ส.ว. หรือบทลงโทษนั้น ส่วนใหญ่จะเหมือนกับที่บัญญัติในร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มีเพิ่มในส่วนผู้ใดกระทำการสนับสนุนให้บุคคลเข้าหรือไม่เข้ารับการสมัครเพื่อประโยชน์ในการลงคะแนนให้แก่ตน หรือผู้สมัครอื่น หรือลงสมัครเพื่อการเลือกโดยมีผลประโยชน์ตอบแทน รวมทั้งกรรมการบริหาร ผู้ดำรงตำแหน่งอื่นใดในพรรค การเมือง ส.ส. ผู้บริหารและสมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองผู้ใด กระทำการโดยวิธีใดที่เป็นการช่วยเหลือให้ผู้สมัครได้รับเลือกเป็น ส.ว. หรือผู้สมัครคนใดยินยอมให้บุคคลเหล่านี้ช่วยเหลือเพื่อให้เป็น ส.ว. อีกทั้งผู้ใดกระทำการให้สัญญาว่าจะให้จัดเลี้ยง ใช้อิทธิพล เพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิลงคะแนนให้แก่ตน หรืองดเว้นลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครใด ให้ถือว่ามีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี ปรับตั้งแต่สองหมื่น-สองแสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี

อย่างไรก็ตาม ผู้ได้รับเลือกเป็น ส.ว.จำนวน 200 คนดังกล่าว บทเฉพาะกาลของร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 269 (ค) ได้บัญญัติให้ คสช.เลือกผู้ที่ได้รับเลือกเป็น ส.ว.จากบัญชีที่ กกต.ส่งไปนี้ จำนวน 50 คน และคัดเลือกรายชื่อสำรองไว้อีกจำนวน 50 คน ขณะที่ คสช.เลือกเอง 200 คน รวมเป็น ส.ว. 250 คนตามรัฐธรรมนูญ

หนุนปฏิรูปองค์กรอิสระแบบมีเชิง

นายสุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต กล่าวถึงแนวคิดเซ็ตซีโร่ องค์กรอิสระในขณะนี้ ว่า ถ้า กรธ.จะทำจริงต้องเน้นที่การปฏิรูปองค์กรอิสระต่อยอดจากจุดที่ดีอยู่แล้ว และเข้าไปปิดช่องโหว่หรือจุดด้อยขององค์กรเหล่านั้น ปัญหาขององค์กรอิสระที่ผ่านมากว่า 20 ปี กำเนิดขึ้นจากฐานคิดปฏิรูปในรัฐธรรมนูญปี 2540 มีปัญหาทั้งส่วนของระบบและตัวบุคคล ควบคู่กันไป และต่อเนื่องมาถึงรัฐธรรมนูญปี 2550 คือ การออกแบบให้องค์กรอิสระเป็นอำนาจที่ 4 ที่หลุดลอยและไม่เชื่อมโยงกับสังคมจนหลายครั้งกลายเป็นอำนาจพิเศษที่ควบคุม ตรวจสอบยาก การทำงานล่าช้า การติดดาบให้องค์กรแบบนี้มากไป แต่ไร้การกำกับตรวจสอบที่ดีอาจทำให้องค์กรเหล่านี้อันตรายในระยะยาว บางองค์กรได้คนดีแต่ระบบไม่เอื้อ บางองค์กรระบบดีแต่ได้คนที่ไม่เหมาะสมก็เกิดปัญหา จึงต้องปฏิรูปทั้งตัวองค์กรหรือระบบและตัวบุคคลไปพร้อมๆกัน

“บิ๊กตู่” สั่งเดินหน้าเก็บค่าเสียหายโครงการรับจำนำข้าวจาก “ยิ่งลักษณ์” ตามกระบวนการ ยันไม่ได้เร่งรัด กลั่นแกล้งหรือเลือกปฏิบัติ ยอมรับห่วงปม “บิ๊กติ๊ก” ถูกร้อง ป.ป.ช. เชื่อน้องชายไม่โง่ แต่ไม่ออกหน้ารับประกันแทน 26 ก.ย. 2559 08:10 26 ก.ย. 2559 10:11 ไทยรัฐ