วันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ถึงยุคเปลี่ยนถ่ายอำนาจ : เอกซเรย์โครงสร้างกกต.อาการน่าเป็นห่วง

โปรดตามลุ้นระทึกช็อตต่อไป

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะถูก “เซ็ตซีโร่” หรือถูก “รีเซ็ต”

หลังร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติ กำหนดให้มี กกต. 7 คน จากเดิมมีเพียง 5 คน กกต. 5 คนแรกมาจากคณะกรรมการสรรหาจากผู้ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาการต่างๆ

อีก 2 คนมาจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เลือกจากผู้ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย เคยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีผู้พิพากษาหรือไม่ต่ำกว่าอธิบดีอัยการ เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี

และต้องเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติตามที่รัฐธรรมนูญฉบับเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยกำหนดไว้ด้วย

คงพอเห็นเค้าโครงและโฉมหน้า กกต.ที่จะเข้ามาทำงานในอนาคตอันใกล้

ที่ผ่านมาตั้งแต่มี กกต.ชุดแรก จนถึงชุดที่สี่ยุคปัจจุบัน ล้วนถูกฝ่ายต่างๆวิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่

และมี กกต.บางชุดบางคนถึงขั้นถูกศาลพิพากษาให้จำคุกในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบมาแล้ว

ในจังหวะที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กำลังเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายเพื่อยกร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ซึ่งกฎหมาย กกต. ถูกโฟกัสอยู่ในลำดับต้นๆ

เพราะเป็นด่านคัดกรองนักการเมืองระดับชาติ ระดับท้องถิ่น และการออกเสียงประชามติ ให้เป็นไปโดย “สุจริต-เที่ยงธรรม” และ “ชอบด้วยกฎหมาย”

สภาพปัญหาการทำหน้าที่และกลไกภายในสำนักงาน กกต. และอำนาจหน้าที่ของ กกต. จะต้องแก้ไขอย่างไร หรือ “เซ็ตซีโร่” และเปิดทางให้กระทรวงมหาดไทยเข้ามาทำหน้าที่แทน

ตามติดกับ นางสดศรี สัตยธรรม อดีต กกต. ด้านกิจการพรรคการเมืองและการออกเสียงประชามติ และสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง

โดยมอง กกต.เปรียบเหมือนเป็นองค์กรกระสุนตก ทุกคนทั้งที่ได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์

ต่างเล็งมาที่ กกต. แม้ในยุคเริ่มต้นมีองค์กรนี้ มองกันว่าทำหน้าที่ได้ดีมาก ความจริงในช่วงนั้นยังไม่มีใครรู้ว่า กกต.มีความสำคัญอย่างไร

พอผลัดเปลี่ยนเป็นชุดที่สอง ฝ่ายการเมืองเริ่มเห็นความสำคัญ ต้องการดึงเอาเข้าเป็นพวก เพราะมีอิทธิพลต่อการเป็น ส.ส.ที่จะเข้าไปจัดตั้งรัฐบาลได้

จนเกิดความรู้สึกว่า กกต.เป็นพวกของใครของมันตั้งแต่ยุคนี้

เริ่มจับผิดว่า กกต.วินิจฉัยไม่ถูกต้อง มีอคติต่อว่าเป็นองค์กรที่ไม่มีความเที่ยงธรรม ที่สำคัญ ในองค์กรนี้มีบุคลากรมาจากกระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และยังมีบุคลากรที่มาจากเอ็นจีโออีกบางส่วน

“ตำรวจ” ทำงานกับ “มหาดไทย” ประสานกันไม่ได้ ทัศนคติมาจากคนละฝั่งฝา มีความรู้สึกว่าฉันก็แน่เธอก็แน่

สุดท้ายการทำงานมีปัญหา โดยเฉพาะด้านสืบสวนสอบสวน

5 เสือ กกต.ดูมีอำนาจมาก แต่มีอำนาจแค่ในนาม บางครั้งสั่งงานคนไม่ได้เลย ท่ามกลางถูกการเมืองเล่นงานทั้งจากเสื้อสองสี

ขณะที่การทำงานของ กกต. ที่แบ่งงานกันทำแต่ละด้าน สุดท้ายต้องรู้งานทุกด้าน เช่น งานด้านสืบสวนสอบสวน เพราะจะต้องอ่านสำนวนก่อนลงมติในที่ประชุม กกต.โดยเฉพาะในช่วงก่อนประกาศผลการเลือกตั้งให้เสร็จภายใน 1 เดือนก่อนมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดแรก และหลังจากนั้นจะต้องทำให้เสร็จภายใน 1 ปี

ขอบอกว่า กกต.มีอำนาจ แต่ไม่มีเครื่องมือ

เช่น การสืบสวนต้องให้ตำรวจออกหมายเรียก พอไม่มาให้การหลายครั้ง สำนวนทำไม่เสร็จ หรือสำนวน 100 เรื่อง สอบได้ 10 เรื่อง ต้องปล่อยผีไปก่อนให้ได้ ส.ส. 95 เปอร์เซ็นต์ เพื่อเปิดประชุมสภานัดแรกให้ได้

ฉะนั้น กกต.ต้องติดดาบ มีเครื่องมือช่วยในการทำงานให้มีประสิทธิภาพ และการสืบสวนสอบสวนได้รวดเร็ว

การทำสำนวนเป็นงานที่หนัก เขียนชุ่ยๆเพื่อให้ทันเวลาไม่ได้ และจะต้องทำสำนวนส่งไปถึงศาลด้วย ซึ่งสำนวนที่ส่งศาล 50 เปอร์เซ็นต์จะยกฟ้องหมด

เพราะ กกต.ยึดหลักแค่ถ้ามีหลักฐาน “อันควรเชื่อ” ได้ว่าการเลือกตั้งไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม แต่ศาลฟัง “น้ำหนักพยาน” เป็นหลัก

ฉะนั้นมีข้อเสนอว่าไม่ควรจะไปเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งนักการเมืองตลอดชีวิต เพราะ กกต.ยึดหลักแค่อันควรเชื่อได้ว่าแล้วไปเพิกถอนเขาก็น่าเห็นใจ

และถ้ายังให้ กกต.ทำงานด้านสืบสวนอยู่ จะต้องมีความชัดเจน โดยจะต้องมีกฎหมายวิธีพิจารณาความของ กกต. ต้องมีอำนาจให้เขามาให้ถ้อยคำได้อย่างรวดเร็ว หากสำนวนที่ กกต.ล่าช้า ซึ่งเกิดจากเจ้าหน้าที่ กกต.บกพร่อง ไม่มีประสิทธิภาพจุดไหนจะต้องให้ออกไป ไม่ใช่ประคองกันไปอย่างนี้

พร้อมกับเพิ่มหน่วยงานต่างๆ ที่เคยอยู่กับหน่วยงานอื่นต้องมาอยู่กับ กกต. โดยเริ่มจากงานที่ กกต.ต้องพึ่งกระทรวงมหาดไทย เช่น ระบบไอทีทะเบียนราษฎร ที่จัดส่งรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งถึงเจ้าบ้าน

ยิ่งมีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเกิดขึ้นใหม่ ควรเชื่อมงานไอทีของทุกกระทรวงให้เป็นระบบเดียวกัน และ กกต.ต้องปรับปรุงระบบไอทีทั้งหมด

การแบ่งเขตการเลือกตั้งต้องกำหนดให้มีหน่วยงานที่ กกต.ควบคุมดูแล ถ้ายังเขียนแบบนี้โดยอยู่ในมือกระทรวงมหาดไทย กกต.ย่อมไม่พ้นความรับผิดชอบ

ขณะที่ กกต.แต่ละด้านจะต้องหมุนเวียนงานกันดูแลคนละ 1 ปี เพราะในที่สุดงานทุกด้านจะนำเข้าลงมติในที่ประชุม กกต. โดยเฉพาะงานจัดการเลือกตั้งเป็นงานที่หนักมาก

ส่วน กกต.จังหวัดที่ขณะนี้มีแนวคิดจะตัดออก เพราะมีปัญหาในหลายจังหวัด ถูกตั้งข้อครหาว่าไม่เป็นกลางจริง บางคนเป็นเถ้าแก่ เป็นนักเลงใหญ่ เป็นหัวคะแนนนักการเมือง

และมีอิทธิผลต่อการให้ใบเหลือง ใบแดง ก่อนส่งเรื่องให้ กกต.กลาง แล้วไปเปิดเผยว่าตัวเองให้ใบอะไรไป เปิดช่องให้วิ่งเต้น ฉะนั้นไม่ควรมี กกต.จังหวัด และให้ ผอ.กกต.จังหวัดทำหน้าที่ส่งเรื่องให้ กกต.กลาง

แล้วข้อเสนอของ กกต.ในการแจกใบเหลือง ใบแดง ใบดำ และใบส้ม มีความเหมาะสมอย่างไร นางสดศรี บอกว่า กกต.มีอำนาจแจกแค่ใบเหลืองและใบแดงก็เต็มที่แล้ว

หากจะให้มีอำนาจแจกใบส้มตัดสิทธินักการเมืองโดยไม่ต้องขึ้นศาล

ฎีกาแผนกเลือกตั้ง ไม่ได้ ถ้าจะแจกใบส้ม ต้องกำหนดลักษณะให้ชัดเจนและต้องขึ้นศาลฎีกาแผนกเลือกตั้ง ซึ่งใช้ระยะเวลาการพิจารณาไม่เกิน 6 เดือน

ข้อเสนอเหล่านี้มีการสื่อสารไปถึง กรธ. 2 ท่านที่เคยเป็นอดีต กกต.อย่างไร นางสดศรี บอกว่า เชื่อว่าประสบการณ์การเป็น กกต. ของท่านทั้ง 2 คนมีมาก แต่จะกล้าพูดในที่ประชุม กรธ.หรือไม่

และ กรธ.ควรเชิญ กกต.ชุดแรกที่นักการเมืองชื่นชมมาเป็นทีมทำงานยกร่างกฎหมายลูกด้วย

ที่สำคัญ กกต.ชุดปัจจุบันไม่ควรเคลื่อนไหวอะไรมากนัก การเคลื่อนไหวอาจจะทำให้ถูกเซ็ตซีโร่เร็วยิ่งขึ้น

ส่วนข้อเสนอของ กกต.ชุดปัจจุบัน ต้องเปิดเผยความจริงว่าขอติดดาบทำไม ไม่เช่นนั้นจะถูกมองว่าอยากมีอำนาจมากขึ้น ควรอธิบายและพูดกับนักการเมืองให้ชัดว่า เรื่องนี้ไม่ได้ทำลายนักการเมือง แต่ต้องการทำงานให้

นักการเมืองได้รับความยุติธรรมที่รวดเร็ว และเป็น ความปลอดภัยของนักการเมือง

สุดท้ายหากปล่อยให้องค์กรตกอยู่ในสภาพนี้ต่อไป กลัวว่าจะไม่มีอนาคตและถูกรื้อแน่นอน

แต่การถูกรื้อหรือการเซ็ตซีโร่ กกต.ไม่ใช่การแก้ปัญหา เว้นแต่จะเอาคนของตัวเองเข้ามา

ขอแนะนำว่าการออกกฎหมายเข่นฆ่านักการเมืองคงไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยที่ถูกต้อง การจะทำให้นักการเมืองหมดไปคงไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตย การลงโทษนักการเมืองที่เป็นมนุษย์พันธุ์พิเศษไม่ใช่เรื่องง่าย

กกต.ต้องให้ความเป็นธรรมแก่นักการเมืองที่ประชาชนเลือกเข้าไปบริหารประเทศ

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า มาถึงวันนี้ยังมีความจำเป็นต้องมีองค์กรชื่อว่า กกต.อยู่หรือไม่ นางสดศรี บอกว่า ต้องมี แต่ต้องติดอาวุธให้ด้วย โดยมีหน่วยงานต่างๆมาขึ้นตรงต่อ กกต. และกำหนดให้ชัดเจนว่า กกต.มีอำนาจแค่ไหน

ตอนนี้เท่าที่ฟังนักการเมืองเห็นด้วยที่จะให้ กกต.จัดการเลือกตั้ง แต่ไม่เห็นด้วยที่จะติดดาบให้ เพราะเป็นห่วงว่าจะกลับไปเหมือนเดิม

ความจริงมันไม่ใช่ ขอให้ดูข้อเท็จจริงว่า กกต.ไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือ มีแค่องค์กร แต่ทำงานไม่ได้

ฉะนั้น กกต.ไม่ควรอาย ขอให้บอกไปเลยว่า กกต.ขอติดดาบ แต่ถ้าไม่ติดดาบให้ กกต.

ขอให้เอางานจัดการเลือกตั้งให้กระทรวงมหาดไทยทำเถอะ.


ทีมการเมือง

25 ก.ย. 2559 11:34 ไทยรัฐ