วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

กวาดล้างทัวร์ศูนย์เหรียญ..เจ็บแต่ต้องจบ!

ปฏิบัติการกวาดล้าง “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” รายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย พร้อมตั้งข้อหาหนักร่วมกันกระทำการเป็น “อั้งยี่” และร่วมกันทำลายอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว คำสั่งตรง ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่บ่งบอกว่าประเทศไทยจะไม่ยอมให้มี “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” เกิดขึ้นอีกต่อไป

กับภาวะที่เกิดขึ้นในขณะนี้ คือความชะงักงันของธุรกิจทัวร์ โดยเฉพาะ “ทัวร์จีน” ที่ถือเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีจำนวนมากสุดที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวประเทศไทย เห็นได้จากตัวเลขคาดการณ์ของปีนี้ที่ประมาณ 10 ล้านคน แม้ส่วนหนึ่งจะเป็นทัวร์ศูนย์เหรียญ แต่เมื่อนับชาวจีนทั้งสิ้นที่เข้ามา เขาเหล่านั้นนำรายได้มาสู่ประเทศเรา “มหาศาล”

ถือเป็นห้วงเวลาสำคัญที่ต้องสร้างความสมดุล ระหว่างการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดของภาครัฐ กับการส่งเสริมให้ธุรกิจทัวร์ที่รองรับนักท่องเที่ยวจีนให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้

จุดนี้เองที่ทำเอาบรรดาผู้ที่เคยมีส่วนได้-เสียกับผลประโยชน์ทางธุรกิจ ออกมาเรียกร้องผ่านช่องทางต่างๆ ทั้งกับเจ้าหน้าที่รัฐ นักวิชาการ และสื่อมวลชนว่าสิ่งที่รัฐกระทำกันอยู่แม้จะเป็นการจัดระเบียบธุรกิจให้ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ได้ทำให้นักท่องเที่ยวจีนที่หลั่งไหลมาเที่ยวประเทศไทยพร้อมธุรกิจท่องเที่ยวสะดุดหยุดลง!

เกิด “วาทกรรม” ที่ว่า จำนวนนักท่องเที่ยวจีนจะหายไปถึง 50% จนคนฟังเข้าใจผิด คิดตามไปว่าจะหดหายถึง 5 ล้านคน บ้างก็ว่าเฉพาะช่วงเดือน ก.ย. และ ต.ค.นี้ จะหายไป 200,000-400,000 คน พร้อมคาดการณ์ไปถึงอนาคตว่านักท่องเที่ยวจีนคงไม่มาท่องเที่ยวประเทศไทยกันอีกแล้ว หรือท่องเที่ยวของไทยคงสู้ประเทศอื่นไม่ไหวแล้ว
เป็นโจทย์สำคัญที่ “ทีมเศรษฐกิจ” มองว่าถือเป็นความท้าทายที่ “รัฐบาล” ต้องแบกรับภาระอันหนักอึ้งกับการสร้าง “สมดุล” ระหว่างการทำให้ธุรกิจท่องเที่ยวเดินหน้าต่อไป และขณะเดียวกัน ต้องทำให้ผู้ประกอบการในภาคนี้ยอมรับในหลักกฎหมายที่เคร่งครัด ทั้งยังต้องมีแผนรองรับการแข่งขันที่ท้าทายในเมื่อผู้ประกอบการทัวร์จีนยังขาย “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” ไปยังประเทศอื่นๆในภูมิภาคนี้ รวมทั้งยังมีจุดหมายปลายทางอื่นๆทั่วโลกอยู่


ขบวนการทัวร์ศูนย์เหรียญ

ผู้คนจำนวนมากต่างสงสัยเมื่อ “โลกนี้ไม่มีอะไร...ฟรี” แล้ว “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” คืออะไร?

เมื่อชำแหละกันลงไปจริงๆนักท่องเที่ยวจีนที่มาประเทศไทยผ่านบริษัททัวร์เหล่านี้ไม่ใช่บินมาฟรีหรือไม่ต้องจ่ายเงินเลย พวกเขายังคงจ่ายเงินค่าทัวร์กัน แต่จ่ายราคาถูก “ต่ำกว่าทุน” ที่บริษัททัวร์จะให้บริการตามโปรแกรมนำเที่ยวต่างๆได้

ส่วนใหญ่คนจีนมาเที่ยวไทยผ่านบริษัททัวร์มักมีโปรแกรม 5 คืน 4 วัน ผู้ประกอบการท่องเที่ยวมีการตั้งราคาขายหลากหลาย ตั้งแต่ราคาต่ำ 299-999 หยวนหรือมากกว่านี้ (ประมาณ 1,495-4,995 บาท) จากนั้นก็นำนักท่องเที่ยวมาส่งให้กับเอเย่นต์ทัวร์รายใหญ่ของเมืองไทยก่อนที่จะกระจายไปยังบริษัททัวร์ต่างๆที่มีกว่า 300 แห่ง โดยบริษัททัวร์ฝ่ายไทยจะได้ตัวนักท่องเที่ยวเหล่านี้ไปโดยไม่ได้รับเงินค่านำเที่ยวเลย

จึงเป็นที่มาของคำว่า “ทัวร์ศูนย์เหรียญ”

อย่างไรก็ตาม บริษัททัวร์ไทยที่รับช่วงนักท่องเที่ยวมาแล้ว แท้ที่จริงต่างมีภาระค่าใช้จ่ายต่อคนต่อทริปประมาณ 6,500 บาท ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ถือเป็นต้นทุนที่บริษัททัวร์ต้องไปบริหารจัดการเพื่อหากำไรจากนักท่องเที่ยวแต่ละกรุ๊ปให้ได้ จะด้วยวิธีการพาเที่ยวแบบแวะซื้อสินค้าในร้านจิวเวลรี่ เพชร อัญมณี และร้านขายของที่ระลึกต่างๆที่มีข้อตกลงในการจ่าย “ค่าน้ำ” หรือค่า “คอมมิชชั่น” ให้

เป็นที่มาของรายการโขกขายสินค้าในราคา “แพงเว่อร์” เอาเปรียบนักท่องเที่ยวเพื่อรีดค่าใช้จ่ายกลับคืนมาสู่ขบวนการนี้ให้ได้มากที่สุด!

บิ๊กบึ้มธุรกิจทัวร์ศูนย์เหรียญ

กับปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ร่วมกันทลายและบุกเข้าตรวจค้น บริษัท โอเอ ทรานสปอร์ต จำกัด และบริษัทเครือข่ายอีก 4 แห่ง คือบริษัท บางกอกแฮนดิคราฟท์ เซ็นเตอร์ จำกัด, บริษัท รอยัล พาราไดซ์ จำกัด, บริษัท รอยัล เจมส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และบริษัท รอยัลไทยเฮิร์บ จำกัด อายัดรถบัสนำเที่ยว 2,086 คัน บัญชีเงินสดกว่า 90 บัญชี มูลค่ากว่า 13,000 ล้านบาทปลายเดือน ส.ค.ที่ผ่านมานั้น ผู้คนโดยทั่วไปคงสงสัยเกิดอะไรขึ้นกันแน่?

บริษัทเหล่านี้ไปเกี่ยวอะไรด้วย ทั้งๆบางบริษัทและบางธุรกิจนั้นไม่ใช่บริษัททัวร์ แล้วถูกกล่าวหาว่าเป็นเครือข่ายบริษัททัวร์ศูนย์เหรียญได้อย่างไร?

แต่เมื่อเจาะลึกลงมาดูข้อเท็จจริงจะพบว่า ทั้ง 5 บริษัทเป็นเจ้าของเดียวกัน และเป็นขบวนการที่สร้างให้ “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” เติบโตในประเทศไทย ข้อมูลเฉพาะ 5 บริษัทที่กองบังคับการตำรวจ ท่องเที่ยวระบุ ครองส่วนแบ่งตลาดทัวร์ศูนย์เหรียญในไทยถึง 60%

การดำเนินธุรกิจของบริษัท โอเอ ทรานสปอร์ตและเครือข่ายนั้น จะเริ่มตั้งแต่ให้บริษัททัวร์เช่ารถบัสนำเที่ยวในราคาถูกกว่าบริษัทนำเที่ยวอื่นๆที่ให้เช่ากันอย่างต่ำวันละ 4,500-7,000 บาท แต่รถเช่าบริษัทนี้มีทั้งให้เช่าฟรีไปจนถึงสูงสุดแค่ 3,500 บาทเท่านั้น ขึ้นอยู่กับข้อตกลงและจำนวนลูกทัวร์ที่นำมา โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องพาลูกทัวร์มาแวะใช้บริการร้านค้าเครือข่ายที่กำหนด ซึ่งระหว่างเส้นทางกรุงเทพฯ-พัทยา มีแหล่งใหญ่อยู่แถวลาดกระบัง

การให้ลูกทัวร์ต้องแวะซื้อสินค้าในร้านค้าเหล่านี้ บริษัททัวร์จะได้รับค่าคอมมิชชั่น 40% รวมทั้งยังมีข้อตกลงในการจ่ายค่าหัวอื่นๆอีก ซึ่งรวมแล้วเป็นการจ่ายค่าคอมมิชชั่นที่มากกว่า 50%

เหล่านี้คือวิธีการที่บริษัท โอเอ ทรานสปอร์ต สร้างวงจรธุรกิจขึ้นมาเพื่อเรียกคืนทุนและหากำไร

หลายต่อหลายครั้งที่คนไทยเคยได้ยินข่าว รถทัวร์ทิ้งลูกทัวร์จีนไว้กลางถนน ปิดแอร์ แต่ไม่ให้ลงจากรถหรือไม่ยอมให้กินข้าว นั่นเป็นมาตรการบังคับจิตใจ เพราะลูกทัวร์กรุ๊ปนี้ไม่ค่อยยอมควักเงินซื้อสินค้า จนทำให้บริษัททัวร์เรียกทุนคืนไม่ได้

นอกจากนั้นคำกล่าวหาของภาครัฐที่มีต่อบริษัท โอเอ ทรานสปอร์ต ยังรวมไปถึงการจ่ายภาษีให้รัฐที่ไม่ครบถ้วนและมีการฟอกเงินด้วย!

ปัญหาของผู้ประกอบการนำเที่ยว

แม้ปฏิบัติการทลายเครือข่ายบริษัท โอเอ ทรานสปอร์ต จะเป็นคำสั่งตรงของนายกรัฐมนตรีที่ต้องการจัดระเบียบทัวร์ศูนย์เหรียญในประเทศไทยไม่ให้เกิดขึ้นอีก

แต่สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปคือ เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลในอนาคต บริษัทเหล่านี้จะฟื้นคืนชีพกลับมาได้อีกหรือไม่ เพราะกลุ่มคนเหล่านี้ “ฝังรากลึก” อยู่ในธุรกิจนี้มานานนับสิบๆปีด้วยความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับนักการเมืองและผู้หลักผู้ใหญ่ในวงสังคมชั้นสูง

นอกเหนือจากบริษัทเหล่านี้ ยังมีขบวนการทัวร์ศูนย์เหรียญของบริษัทอื่นๆที่กระทำในรูปแบบเดียวกันอยู่ บางรายนั้นครองส่วนแบ่งการตลาดอยู่กว่า 30% และยังมีรายเล็กและย่อยอีก 10% ก่อให้เกิดคำถามขึ้นว่า ภาครัฐจะดำเนินการทลายขบวนการเหล่านี้ทั้งหมด หรือปล่อยให้ทัวร์ศูนย์เหรียญไหลมายังกลุ่มขบวนการที่เหลือ!

ที่สำคัญปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นขณะนี้ หากแก้ไขไม่ถูกจุดจะกลายเป็นปัญหาระยะยาวนั่นคือ ผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยวหรือบริษัททัวร์ของไทยอีก 386 บริษัท ที่ต่างกำลังหวาดกลัวว่า พวกเขาจะพลอยถูกลูกหลง ถูกตรวจค้นและถูกกล่าวหาว่าเป็นเครือข่ายไปด้วยหรือไม่ เพราะไปใช้บริการรถบัสนำเที่ยวและร้านขายของที่ระลึกในเครือข่ายบริษัท โอเอ ทรานสปอร์ตด้วย บางรายถึงกับหยุดรับลูกทัวร์จีนในทันที!

แม้ว่าล่าสุด พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว จะออกมาย้ำว่า จะไม่จับกุมอีกแล้ว ถ้ามีการจดทะเบียนเป็นบริษัทนำเที่ยวถูกต้อง และเสียภาษีเข้ารัฐบาลถูกต้อง แต่ก็เกิดปัญหาขึ้นมาอีกว่าพวกเขาจะทำธุรกิจต่อไปอย่างไร

คำถามนี้เกิดขึ้นเพราะบริษัทนำเที่ยวในประเทศจีนยังไม่มั่นใจการเปลี่ยนแปลงระบบธุรกิจทัวร์ของไทย ทำให้ไม่จัดคณะทัวร์ตามรายการนำเที่ยวมายังประเทศไทย จะส่งผลให้นักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางผ่านบริษัททัวร์ลดลง ยิ่งมีประเด็นว่า บริษัทนำเที่ยวในประเทศจีนยังขายทัวร์ในราคาต่ำกว่าทุนให้นักท่องเที่ยวจีนได้เดินทางไปยังประเทศเมียนมา เวียดนาม ลาว กัมพูชา มาเลเซีย และอินโดนีเซีย เช่นนี้แล้ว ประเทศไทยจะสู้ได้อย่างไร

อีกทั้งยังมีปัญหารถบัสนำเที่ยว สภาพการใช้งานไม่เกิน 7 ปี พร้อมประกันอุบัติเหตุทุกที่นั่ง ตามข้อตกลงด้านความปลอดภัยตามกฎหมายจีน ในราคาวันละ 4,500 บาท พร้อมคนขับและน้ำมัน จะหาได้จากที่ไหน เนื่องจากช่วงที่มีบริษัท โอเอ ทรานสปอร์ต เข้ามากินรวบตลาด ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายอื่นไม่กล้าลงทุนแข่งขัน

ร้านค้าที่ขายสินค้าให้กับนักท่องเที่ยวแบบไหนถูกหรือผิดกฎหมาย ซึ่งกฎหมายจีนระบุให้ต้องระบุรายชื่อร้านค้าและเวลาใช้บริการอย่างชัดเจน ราคาเท่าไรจึงสมเหตุสมผล ค่าคอมมิชชั่นยังจ่ายได้หรือไม่ และเท่าใดที่เหมาะสม

กำหนดราคากลางขั้นต่ำ

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ความรู้สึกของภาครัฐและผู้ประกอบการนำเที่ยวกำลัง “สวนทางกัน” เห็นได้จากการจัดเสวนาระหว่างหน่วยงานรัฐและเอกชน เพื่อแก้ไขปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญ เมื่อ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา “กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร” โยนคำถามไปยังผู้ประกอบการท่องเที่ยวถึง 3 รอบว่า “เราจะเดินหน้าและสู้ไปด้วยกันมั้ย”

คำตอบที่ได้คือ ความเงียบสงัด และหน้าตาที่ไม่ค่อยสบอารมณ์ของผู้ประกอบการท่องเที่ยว

คงต้องบอกว่าสิ่งที่ภาครัฐ โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีกำลังดำเนินการอยู่นั้น คือทำสิ่งที่ถูกต้องที่ประเทศอื่นในโลกไม่กล้าทำ นั่นคือ การบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ยกระดับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของไทย ที่จะไม่ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติถูกเอารัดเอาเปรียบอีกต่อไป

แม้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวจะได้รับผลกระทบ แต่กฎหมายก็ต้องเป็นกฎหมาย จึงควรต้องหยุดความคิดการทำทัวร์แบบผิดกฎหมายจนเคยชินว่าเป็นเรื่องถูกกฎหมาย พร้อมเดินหน้าธุรกิจต่อไป ขณะที่กระบวนการในการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญจะต้องทำอย่างจริงจัง ไม่ลูบหน้าปะจมูกเพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ของธุรกิจนี้

โดยในวันที่ 30 ก.ย.นี้ นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ เพื่อกำหนดราคารกลางขั้นต่ำ ที่เป็นหลักเกณฑ์ให้ผู้ประกอบการนำเที่ยวเก็บจากนักท่องเที่ยวเพื่อไม่ให้ขายในราคาต่ำกว่าทุนอีกต่อไป และเป็น “จุดเริ่มต้น” ธุรกิจได้ใหม่อีกครั้ง

ในเบื้องต้นมีการกำหนดราคาทัวร์ออกมาที่ 1,000 บาทต่อนักท่องเที่ยวต่อคนต่อวัน แบ่งออกเป็นค่าที่พักวันละ 250 บาท (ห้องละ 2 คน เท่ากับ 500 บาท) ค่ารถ 200 บาท ค่าไกด์ 100 บาท ค่าประกันภัย 25 บาท ค่าอาหาร 160 บาท และค่าภาษีต่างๆ 265 บาท แต่ทั้งนี้การกำหนดราคาขั้นต่ำถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะหากกำหนดราคาสูงไปก็อาจนำไปสู่การซื้อหัวนักท่องเที่ยวเกิดขึ้นอีก จึงต้องหาจุดที่เหมาะสมของค่าคอมมิชชั่นที่จะไม่นำไปสู่การเอาเปรียบนักท่องเที่ยวและเป็นอัตราทั่วไปที่จ่ายกันในวงการธุรกิจ

***************

เมื่อสัปดาห์ก่อน บริษัท มาสเตอร์การ์ด เพิ่งเผยผลการสำรวจสุดยอดจุดหมายปลายทางในโลก ปรากฏว่า ปีนี้ กรุงเทพมหานคร คว้าแชมป์อันดับหนึ่งเมืองที่มีผู้คนมาเยือนมากที่สุดในโลก มีนักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลกมามากถึง 21.47 ล้านคน มากกว่าลอนดอน ปารีส ดูไบ นิวยอร์ก

แสดงให้เห็นว่า เมืองไทยยังเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก!

“ทีมเศรษฐกิจ” เห็นว่า เมื่อภาครัฐบาลไทยปราบทัวร์ศูนย์เหรียญอย่างจริงจังแล้ว ปัญหาที่ตามมาก็เป็นเรื่องที่องคาพยพภาครัฐต้องเดินหน้าฝ่าฟันต่อไป โดยมีนายกฯและคณะรัฐมนตรีเป็นผู้สนับสนุน

ขณะที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาที่ต้องหารือกับองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวของจีน (ซีเอ็นทีเอ) และผู้ประกอบการท่องเที่ยวรายใหญ่ของจีน เพื่อนำไปสู่ความร่วมมือการสร้างทัวร์คุณภาพที่แท้จริง

กรมการท่องเที่ยวซึ่งเป็นองค์กรที่ดูมาตรฐานของธุรกิจท่องเที่ยวไปจนถึงไกด์ภาษาจีนให้มีเพียงพอและทำงานได้จริงๆ กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยวที่จะจับตาตรวจสอบขบวนการที่ผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่ต้องปรับการตลาดใหม่มุ่งเน้นนักท่องเที่ยวจีนที่มีคุณภาพ เพื่อแข่งกับประเทศอื่นที่ยังมุ่งที่จำนวนนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งตามโครงสร้างของตลาดนักท่องเที่ยวจีนที่มาไทย ในข้อเท็จจริง จาก 10 ล้านคน เป็นนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมาเองถึง 60% ส่วนนี้เป็นนักท่องเที่ยวคุณภาพอยู่แล้ว ส่วนอีก 40% มากับบริษัททัวร์ ซึ่งครึ่งหนึ่งเป็นกลุ่มที่ราคาสูงและอีกครึ่งหรือ 20% เป็นราคาต่ำกว่าทุนที่ต้องแก้ไข

ฉะนั้น กลุ่มที่ต้องปรับตัวอย่างหนักคือ บริษัททัวร์ไทยที่ต้องหันมาทำทัวร์คุณภาพอย่างจริงจัง ถึงแม้ว่าจะเป็นทัวร์ราคาต่ำ แต่ต้องแสดงให้คนจีนและคนทั่วโลกเห็นว่า เราจะไม่มีวันลอยแพ หรือรังแกนักท่องเที่ยว!!!

ทีมเศรษฐกิจ

25 ก.ย. 2559 09:33 ไทยรัฐ