วันศุกร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

"แอนโธไซยานิน" ในเบอร์รี่ ป้องกัน..จอประสาทตาเสื่อม

โรคจอประสาทตาเสื่อม (Agerelated Macular Degeneration: AMD) เป็นหนึ่งในโรคทางสายตาที่เริ่มมีอุบัติการณ์มากขึ้นเรื่อยๆในคนไทย แม้จะไม่ได้เป็นโรคที่ร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต แต่ก็อาจทำให้ถึงขั้นตาบอดได้ ที่สำคัญ คือ เทคโนโลยีในปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาโรคนี้ให้หายขาดได้ ทำได้เพียงคงสภาพการมองเห็นที่เหลืออยู่ไว้ให้ได้มากที่สุดเท่านั้น

สาเหตุหลักๆที่ทำให้เกิดโรคจอประสาทตาเสื่อม ก็คือ เซลล์ที่จอประสาทตาถูกทำลาย ส่งผลให้ความสามารถในการมองเห็นลดลง มองภาพไม่ชัด การดำเนินโรคเป็นไปอย่างช้าๆ อาจเริ่มจากการมองเห็นเหมือนมีจุดดำบังตรงกลาง หรือเห็นภาพบิดเบี้ยว ไปจนถึงทำให้สูญเสียการมองเห็น

นอกจากปัจจัยปกติที่ทำให้เกิดโรคจอประสาทตาเสื่อม เช่น การสูบบุหรี่ ความดันโลหิตสูง โรคอ้วน แสงแดด การกินอาหารไม่ถูกหลักโภชนาการ และกรรมพันธุ์แล้ว ปัจจุบัน พบว่า พฤติกรรม “ติดจอ” โดยการเพ่งสายตาอยู่กับจอโทรศัพท์สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรือแม้แต่การใช้สายตาทำงานกับหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ เป็นตัวเร่งให้เกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมก่อนวัยอันควร โดยแสงจากหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟน จะเข้าไปกระตุ้นทำให้เกิดการสะสมของอนุมูลอิสระทำให้เกิด lipofuscin ซึ่งทำลายเซลล์รับภาพในจอประสาทตาได้

ในอดีตโรคทางสายตามักจะเกิดกับผู้ที่มีอายุ 50 ปี แต่ปัจจุบันจากการสำรวจพบว่ากลุ่มคน Gen Y หรือคนที่เกิดในช่วงปี พ.ศ.2524-2543 พบว่า มีปริมาณการใช้อินเตอร์เน็ตสูงที่สุดเมื่อเทียบกับคนช่วงอายุอื่นๆ โดยมีการใช้อินเตอร์เน็ตโดยเฉลี่ย 7.6 ชั่วโมงต่อวัน รวมถึงไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตแบบติดจอ ส่งผลทำให้อายุตาเพิ่มมากกว่าอายุจริงของตัวเรา และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคจอประสาทตาเสื่อมมากขึ้น ยังไม่รวมภาวะตาล้า ตาเบลอ ตาพร่า หรือตาแห้งเนื่องจากการเพ่งหน้าจอนานๆ ทำให้มีการกะพริบตาลดน้อยลงกว่าปกติ

การดูแลและถนอมสุขภาพดวงตา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะจอประสาทตาเสื่อมก่อนวัยอันควร ทำได้หลายวิธี ตั้งแต่หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำร้ายดวงตา เช่น ถ้าต้องทำงานหน้าจอที่มีแสงจ้า ควรมีเวลาพักสายตาจากจอคอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่สมาร์ทโฟน แท็บเล็ตต่างๆ ไม่ควรใช้สายตากับแสงเหล่านี้นานจนเกินไป โดยเฉพาะหากมีอาการตาล้า พร่า เบลอ หรือตาแห้ง อย่านิ่งนอนใจ เพราะอาจจะเป็นสัญญาณเตือนให้เราต้องเริ่มหันมาดูแลดวงตามากขึ้นก็ได้

นอกจากหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เป็นความเสี่ยงแล้ว การรับประทานอาหารที่มีสารอาหารและวิตามินที่มีประโยชน์ช่วยบำรุงสายตาก็เป็นเรื่องจำเป็น เช่น ผักผลไม้ ที่ให้วิตามิน A, C, E สูง เช่น ฟักทองแครอท มะละกอสุก รวมไปถึงอาหารที่ให้กรดไขมันโอเมก้า-3 และ 6 นอกจากนี้ยังมีข้อมูลว่าผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยบำรุงสายตาได้ เพราะมีสารที่เรียกว่า แอนโธไซยานิน ซึ่งเป็นพฤกษเคมีที่มีอยู่ในธรรมชาติ มีคุณสมบัติในการปกป้องดวงตาจากอนุมูลอิสระต่างๆ โดยสารที่ว่านี้มักพบในผลไม้ที่มีสีม่วงและแดงเช่น บิลเบอร์รี่ แบล็คเคอร์แรนต์อะซาอิเบอร์รี่ สตรอเบอร์รี่ ฯลฯ

วิธีสังเกตว่า ผลไม้ชนิดใดมีสาร แอนโธไซยานิน สูง สามารถดูได้จากสีของผลไม้เหล่านั้น โดยปริมาณของแอนโธไซยานินจะสัมพันธ์กับสีม่วงแดง ยิ่งเบอร์รี่มีสีม่วงแดงจนไปถึงน้ำเงินเข้มยิ่งแสดงว่ามีปริมาณแอนโธไซยานินสูงการศึกษาของ Jang Y P และคณะ ซึ่งทำการศึกษาในหลอดทดลอง พบว่าแอนโธไซยานินที่สกัดมาจากบิลเบอร์รี่มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ สามารถยับยั้งการออกซิเดชั่นของเซลล์ของจอประสาท ตาที่เกิดจากการกระตุ้นด้วยแสงได้ ขณะที่การศึกษาของ Liu Y, และคณะ ซึ่งทำการศึกษาผลของเซลล์รับแสงของจอประสาทตา retinal pigment epithelium (RPE) เมื่อถูกกระตุ้นด้วยแสงในช่วงความยาวคลื่นของอัลตราไวโอเลตในหลอดทดลอง พบว่าสารสกัดจากบิลเบอร์รี่ช่วยยับยั้งการตายของเซลล์รับแสงของจอประสาทตา ที่ถูกกระตุ้นด้วยแสงจ้าเป็นเวลานานได้

ยังมีการศึกษาทางคลินิกของ Head K A, โดยให้อาสาสมัครที่มีภาวะต้อกระจกจำนวน 50 คน ทานสารสกัดจากบิลเบอร์รี่ ที่มีปริมาณแอนโธไซยานิน 25% ในปริมาณ 180 มิลลิกรัม ร่วมกับวิตามินอี 100 มิลลิกรัม 2 ครั้งต่อวัน ติดต่อกันเป็นเวลา 4 เดือน พบว่า กลุ่มที่ทานบิลเบอร์รี่สกัดเสริมสามารถยับยั้งการเกิดต้อกระจกเพิ่มได้ถึง 96% เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุมที่เห็นผลการยับยั้งเพียง 76% เท่านั้น

ในปี ค.ศ.2000 Nakaishi H. ได้ทำการศึกษาทางคลินิกและพบว่า แอนโธไซยานินมีผลช่วยให้ความสามารถในการมองเห็นในที่มืดดีขึ้น และยังพบว่ามีผลช่วยคลายความเหนื่อยล้าของดวงตาในกลุ่มที่ทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ เนื่องจากช่วยเพิ่ม ความยืดหยุ่นของเส้นเลือดฝอยและเพิ่มการไหลเวียนของเลือดในหลอดเลือดฝอยที่ตา ทำให้ดวงตาได้รับสารอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงได้ดีขึ้น

จึงสรุปได้ว่า หากไม่สามารถที่จะเลิกพฤติกรรมติดจอในยุคนี้ได้ ก็ควรต้องเสริมสร้างความแข็งแรงและบำรุงดวงตาด้วยการรับประทานอาหารหรือผลไม้ที่มีแอนโธไซยานินสูง เพื่อป้องกันโรคจอประสาทตาเสื่อม โรคตาล้า ตาพร่า ต้อกระจก ฯลฯ เนื่องจากโรคเหล่านี้ล้วนแล้วส่งผลต่อการมองเห็นที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตโดยตรง

สำคัญที่สุด คือควรตรวจเช็ก สุขภาพดวงตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งเพื่อดูว่ามีความผิดปกติอะไรหรือไม่

ทั้งนี้เพราะดวงตาเรามีเพียงคู่เดียว การดูแลและปกป้องดวงตาเป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าอวัยวะส่วนอื่นๆเหมือนกัน.

23 ก.ย. 2559 14:19 ไทยรัฐ