วันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ทำไมพระต้องยุ่งกับการเมือง?

ขอความสุขสวัสดีจงมีแด่ทุกๆ ท่าน ได้เวลาเปิดหู เปิดตา เปิดใจรับธรรมะกันแล้วโยม สิ่งที่สำคัญมากที่สุดคือใจ ถ้าใจเปิดหูก็เปิด ถ้าใจปิดหูก็ปิด บางคนมีทิฐิ ถึงแม้เรื่องนั้นดีมีประโยชน์ก็ใช้ทิฐิตนปิดกั้นสิ่งดีๆ ทำให้เราพลาดโอกาสที่ได้รับสารประโยชน์จากสิ่งนั้น

วันนี้เราจะมาพูดเรื่อง พระกับการเมือง เรื่องนี้อาตมาอาจจะพูดถูกใจบางคน และอาจจะไม่ถูกใจใครหลายคน อาตมาจะพูดถึงความถูกต้อง โยมทั้งหลาย มันถูกต้องแต่อาจจะไม่ถูกใจ ถ้าเราพูดให้ถูกใจมันก็อาจจะไม่ถูกต้องก็ได้

อาตมาขอย้อนกลับไปดูหน้าที่ของพระสงฆ์อีกรอบนะโยม หน้าที่ของพระสงฆ์คือ การประพฤติพรหมจรรย์ ซึ่งเป็นความประพฤติเพื่อความประเสริฐ เพื่อให้สิ้นไปแห่งกิเลสทั้งปวง โดยให้ประพฤติตามพุทธบัญญัติ ต้องศึกษาพระธรรมวินัย ปฏิบัติตามพระวินัย เผยแผ่พระธรรมวินัย และปกป้องรักษาพระพุทธศาสนา

โยมทั้งหลายที่เราเห็นพระสงฆ์ออกไปประท้วง หรือไปชุมนุมทางการเมือง ถ้ามุ่งผลทางการเมืองหรือทางโลก ก็ไม่เหมาะสม เพราะว่าทางโลกเขาก็มีผู้ที่ทำหน้าที่นี้อยู่แล้ว แต่ถ้าเพื่อปกป้องพระธรรมวินัย หรือปกป้องพระพุทธศาสนาก็ไม่ผิดแต่ประการใด เพราะหน้าที่ของพระสงฆ์คือปกป้องพระธรรมวินัยและพระพุทธศาสนา

โยมทั้งหลาย ที่จริงแล้วพระสงฆ์ก็มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งทางการเมือง คือ การแนะนำสั่งสอนธรรมเกี่ยวกับการเมือง โดยให้ปกครองบ้านเมืองโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขของผู้อยู่ใต้ปกครอง

อาตมาขอยกตัวอย่างพระสงฆ์ที่เกี่ยวกับการเมือง เรื่องราวของสมเด็จพระพนรัตน วัดป่าแก้ว ต้นตำหรับพระสงฆ์กับการเมืองไทย เราย้อนไปใน พ.ศ. 2135 สมเด็จพระนเรศวรมหาราช กับสมเด็จพระเอกาทศรถ ทรงทำยุทธหัตถี มีชัยชนะเหนือพระมหาอุปราชาและมางจาชะโร แห่งกรุงหงสาวดี เหตุคือทหารทั้งปวงตามพระองค์ไม่ทัน ทำให้พระองค์ตกอยู่วงล้อมของศัตรู เมื่อกลับถึงพระนครจึงสั่งให้ประหารแม่ทัพนายกองเหล่านั้น แต่เป็นวันพระใหญ่จึงขังไว้ก่อนแล้วประหารในวันรุ่งขึ้น

วันอาทิตย์ แรม 14 ค่ำ เดือนยี่ (พ.ศ. 2135) สมเด็จพระพนรัตน วัดป่าแก้ว และพระราชาคณะยี่สิบห้ารูป ก็เข้ามาถวายพระพรถามข่าวซึ่งเสด็จงานพระราชสงคราม ได้กระทำยุทธหัตถีมีชัยแก่พระมหาอุปราชา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็เล่าให้ฟังทุกประการ สมเด็จพระพนรัตนถวายพระพรถามว่า “พระองค์มีชัยแก่ข้าศึก เหตุไฉนข้าราชการทั้งปวงจึงต้องราชทัณฑ์เล่า?” สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงตรัสบอกว่า “นายทัพนายกองเหล่านี้อยู่ในกระบวนทัพโยม มันกลัวข้าศึกมากกว่าโยม ละให้โยมแต่สองคนพี่น้องฝ่าเข้าไปในท่ามกลางศึก จนได้ทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชา มีชัยชนะแล้วจึงได้เห็นหน้ามัน นี่หากว่าบารมีของโยมหาไม่ แผ่นดินจะเป็นของชาวหงสาวดีเสียแล้ว เพราะเหตุดังนี้ โยมจึงให้ลงโทษโดยพระอัยการศึก”

สมเด็จพระพนรัตน จึงถวายพระพรว่า “อาตมภาพพิเคราะห์ข้าราชการเหล่านี้ ที่จะไม่กลัวพระราชสมภารเจ้านั้น หามิได้ และเหตุทั้งนี้เห็นว่าเพื่อจะให้พระเกียรติยศพระราชสมภารเจ้าเป็นมหัศจรรย์ เหมือนสมเด็จพระสรรเพชญพุทธเจ้า เมื่อ (วันจะตรัสรู้พระโพธิญาณ) พระองค์เสด็จเหนืออปราชิตบัลลังก์ ใต้ควงไม้พระมหาโพธิ ณ เพลาสายัณห์ครั้งนั้น เทพยเจ้ามาเฝ้าพร้อมอยู่ทั้งหมื่นจักรวาล พระยาวัสวดีมารยกพลาพลเสนามารมาผจญครั้งนั้น ถ้าได้เทพยเจ้าเป็นบริวารมีชัยแก่พระยามาร ก็หาสู้เป็นมหามหัศจรรย์นักไม่ นี่เผอิญให้หมู่อมรอินทร์พรหมทั้งปวงปลาสนาการหนีไปสิ้น ยังแต่พระองค์เดียวอาจสามารถผจญพระยามาราธิราช กับทั้งพลเสนามารให้ปราชัยพ่ายแพ้ได้ สมเด็จพระบรมโลกนารถเจ้า จึงได้พระนามว่า พระพิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญดาญาณ เป็นมหามหัศจรรย์ดาลดิเรกไปทั่วอนันตโลกธาตุ เบื้องบนตราบเท่าถึงภวัคคพรหม เบื้องต่ำตลอดถึงอโธภาคอเวจีเป็นที่สุด พิเคราะห์ดูก็เหมือนพระราชสมภารเจ้าทั้งสองพระองค์ครั้งนี้ ถ้าเสด็จพร้อมด้วยเสนางคนิกรโยธาทวยหาญมาก และมีชัยแก่พระมหาอุปราชา ก็จะสู้หาเป็นมหัศจรรย์แผ่พระเกียรติยศปรากฏไปในนานาประเทศธานีใหญ่น้อยทั้งนั้นไม่ พระราชสมภารเจ้าอย่าทรงพระราชปริวิตกน้อยพระทัยเลย อันเหตุที่เป็นนี้เพื่อเทพยเจ้าทั้งปวงอันรักษาพระองค์จักสำแดงพระเกียรติยศ ดุจอาตมภาพถวายพระพรเป็นแท้”

จากบทสนทนานี้ จึงเป็นการให้ธรรมะแบบลึกซึ้ง ทำให้พระองค์เข้าใจในธรรมะ และเข้าใจในความถูกต้อง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสั่งให้ท้าวพระยาพระหัวเมืองมุขมนตรีพ้นโทษ

โยมทั้งหลาย มีอีกตัวอย่างหนึ่ง กรณีห้ามการระงับข้อพิพาทไขน้ำเข้านาของพระญาติทั้ง 2 ฝ่าย

พระพุทธเจ้าทรงเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมือง เมื่อทั้ง 2 ฝ่าย มีความตึงเครียดเผชิญหน้า รอให้มีการปะทุออกมา อันจะก่อให้เกิดความสูญเสียทำลายชีวิตผู้คน กรณีนี้คือเรื่องการห้าม หรือการระงับข้อพิพาทไขน้ำเข้านาของพระญาติทั้ง 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายศากยวงศ์ซึ่งเป็นฝ่ายพระบิดา และฝ่ายโกลิยวงศ์ซึ่งเป็นฝ่ายพระมารดา พระพุทธเจ้าทรงสอบสวนไต่ถามถึงที่มาของเรื่อง และทรงให้ข้อคิดแก่บรรดาพระญาติว่า

“มหาบพิตร ทะเลาะด้วยเรื่องอะไรกัน” 
“พวกข้าพระองค์ไม่ทราบ พระเจ้าข้า” 
“แล้วใครจักทราบเล่า” 
บรรดาพระญาติจึงสอบถามไปยังบุคคลที่เกี่ยวข้อง แล้วกราบทูลว่า “ทะเลาะกันเพราะน้ำ พระเจ้าข้า”

“น้ำมีราคาเท่าไร มหาบพิตร” 
“มีราคาน้อย พระเจ้าข้า” 
“กษัตริย์ทั้งหลายมีราคาเท่าไร มหาบพิตร” 
“ขึ้นชื่อว่ากษัตริย์ทั้งหลายประเมินค่ามิได้ พระเจ้าข้า” 
“การที่พวกท่านทำให้กษัตริย์ซึ่งหาค่ามิได้ให้ฉิบหาย เพราะเหตุแห่งน้ำที่มีค่าเพียงเล็กน้อย สมควรแล้วหรือ” 
บรรดาพระญาติยอมรับโดยดุษณีภาพ สุดท้ายพระบรมศาสดาจึงตรัสเตือนพวกพระญาติ ว่า

“มหาบพิตร เพราะเหตุไร พวกท่านจึงกระทำกรรมเช่นนี้ เมื่อเราไม่มีอยู่ ในวันนี้ แม่น้ำคือโลหิตจักไหลนอง พวกท่านทำกรรมไม่สมควร เป็นผู้มีเวรด้วยเวร 5 มีความเดือดร้อนเพราะยังเต็มไปด้วยกิเลส มีความขวนขวายแสวงหากามคุณอยู่ แต่เราตถาคตมีนัยตรงกันข้าม”

ดังนั้น พระสงฆ์จึงที่เข้าไปยุ่งกับชีวิตชาวบ้าน และการเมืองคือการให้ธรรมะ นะโยม

1. ห้ามปรามจากความชั่ว 
2. (สั่งสอน) ให้ตั้งอยู่ในความดี 
3. อนุเคราะห์ด้วยน้ำใจอันงาม 
4. ให้ได้ฟังได้รู้สิ่งที่ไม่เคยฟังไม่เคยรู้ 
5. บอกทางสวรรค์ให้ (สอนวิธีดำเนินชีวิตให้ประสบความสุข)

เจริญพร

พระมหาสมปอง

ขอความสุขสวัสดีจงมีแด่ทุกๆ ท่าน ได้เวลาเปิดหู เปิดตา เปิดใจรับธรรมะกันแล้วโยม สิ่งที่สำคัญมากที่สุดคือใจ ถ้าใจเปิดหูก็เปิด ถ้าใจปิดหูก็ปิด บางคนมีทิฐิ ถึงแม้เรื่องนั้นดีมีประโยชน์ก็ใช้ทิฐิตนปิดกั้นสิ่งดีๆ ทำให้เราพลาดโอกาส 23 ก.ย. 2559 10:49 23 ก.ย. 2559 13:32 ไทยรัฐ