วันอังคารที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

โวยคําสั่งคสช.56 ปูซัดแรง อยุติธรรม-ชี้นำคดี

วิษณุโต้บิดเบือนม.44ยึดทรัพย์ บิ๊กตู่ยํ้ายูเอ็นเดินตามโรดแม็ป ศรีสุวรรณยื่นปปช.สอบ‘บิ๊กติ๊ก’

“ศรีสุวรรณ จรรยา” ขยี้ปมจริยธรรม ยื่น ป.ป.ช.สอบกราวรูด “ปรีชา-มทภ.3-อดีต มทภ.3-นายก อบจ.พิษณุโลก-ผอ.สำนักงาน ทรัพยากรน้ำ ภาค 9” เอื้อประโยชน์ หจก.ของลูกชาย “บิ๊กติ๊ก” รับเหมางานรัฐพื้นที่กองทัพภาค 3 รวม 15 โครงการ มูลค่า 155 ล้าน ช่วงปี 2557-2559 ย้ำพิรุธทุนจดทะเบียนแค่ 1.5 ล้าน ไร้ประสบการณ์ แต่ชนะประมูลงานใหญ่ ช่วงพ่อบารมีกว้างขวาง จี้ถามนายกฯจะจัดการอย่างไร “วิษณุ” โบ้ยคนละส่วนกับตำแหน่งปลัด กห. แนะลูกหรือญาติเสนองานผู้มีอำนาจไม่ควรอนุมัติ “ยิ่งลักษณ์” โผล่ช็อปปิ้งตลาดนางเลิ้ง ซัดคำสั่ง หน.คสช.ที่ 56 อยุติธรรม-ชี้นำคดี พ้อนั่งอยู่ดีๆรับเละ 15 คดีแล้ว ข้องใจรับผิดชอบจัดการน้ำคนเดียว ส่งทนายค้าน “สุภา” คู่ขัดแย้งคุม 6 คดีสำคัญ “บุญทรง” ลั่นสู้ถึงที่สุดลาก “บิ๊กตู่” ขึ้นศาลให้ได้ “วิษณุ” โต้งัดม.44 ยึดทรัพย์จำนำข้าวบิดเบือนอย่างร้ายกาจ

จากกรณีนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เดินหน้าขยายผลตรวจสอบจริยธรรมคนใกล้ชิดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. โดยยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม พร้อมบุคคลที่เกี่ยวข้อง ตั้งข้อกล่าวหาว่าเอื้อประโยชน์ให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดของบุตรชาย พล.อ.ปรีชาได้รับงานก่อสร้างในหน่วยงานต่างๆ 15 โครงการมูลค่า 155 ล้านบาท ในช่วงปี 2557-2559 เข้าข่ายผิดกฎหมายหลายฉบับ

“ศรีสุวรรณ” ไล่ขยี้ยื่นสอบ “ปรีชา”

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 21 ก.ย. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการ ป.ป.ช.ให้ตรวจสอบ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.ท.สมศักดิ์ นิลบรรเจิดกุล แม่ทัพภาค 3 พล.ท.สาธิต พิธรัตน์ อดีตแม่ทัพภาค 3 นายมนต์ชัย วิวัฒน์ธนาฒย์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก นายชลธร ปั่นเจริญ ผอ.สำนักงานทรัพยากรน้ำ ภาค 9 กรมทรัพยากรน้ำ กรณีใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ช่วยเหลือห้างหุ้นส่วนจำกัดของบุตรชาย พล.อ.ปรีชาให้ได้รับงานก่อสร้างในหน่วยงานต่างๆ โดยนายศรีสุวรรณกล่าวว่า มายื่นเรื่องให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบกรณีห้างหุ้นส่วนจำกัดของบุตรชาย พล.อ.ปรีชา เป็นคู่สัญญาได้รับเหมางานก่อสร้างหน่วยงานในกองทัพภาค 3 ส่วนหน้า 7 โครงการ รวมมูลค่า 97 ล้านบาท โครงการของสำนักงานทรัพยากรน้ำภาค 9 กรมทรัพยากรน้ำ 1 โครงการ มูลค่า 44.8 ล้านบาท และโครงการขององค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก 3 โครงการ 13 ล้านบาท รวมทั้งหมดเป็นมูลค่า 155 ล้านบาท ในช่วงปี 2557-2559

จับพิรุธเอื้อประโยชน์ หจก.ลูกชาย

นายศรีสุวรรณกล่าวว่า สิ่งที่เป็นพิรุธคือห้างหุ้นส่วนจำกัดที่บุตรชายของ พล.อ.ปรีชาถือหุ้นอยู่นั้น จดทะเบียนเมื่อวันที่ 4 พ.ค.2555 ด้วยทุนเริ่มแรก 1 ล้านบาท ต่อมาปี 2556 มีการจดทะเบียนเพิ่มทุนเป็น 1.5 ล้านบาท ในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่ พล.อ.ปรีชาเป็นแม่ทัพภาค 3 มีบารมีกว้างขวางในพื้นที่ จึงน่าจะเป็นเหตุสำคัญทำให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าวเข้าประมูลงานและทำสัญญาก่อสร้างในโครงการต่างๆของกองทัพภาค 3 ได้มากมาย อีกทั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดนี้มีทุนจดทะเบียนแค่ 1.5 ล้านบาท ยังไม่มีประสบการณ์เป็นรูปธรรมมากพอ แต่เหตุใดจึงผ่านเงื่อนไขการประมูลงาน ได้เป็นคู่สัญญากับกองทัพภาค 3 จึงอยากให้ ป.ป.ช.ไต่สวนว่า มีการเอื้อประโยชน์กันหรือไม่ การเข้ามาเป็นคู่สัญญากับกองทัพภาค 3 และหน่วยงานในพื้นที่ น่าจะเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.การเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 100 พ.ร.บ.ความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535

ย้อนถามหาจริยธรรมนายกฯ

นายศรีสุวรรณกล่าวว่า ที่ผ่านมา คสช.เคยโจมตีตำหนินักการเมือง ผู้มีอำนาจรัฐ เรื่องการใช้ตำแหน่งหน้าที่ไปทำสัญญารัฐ แต่เมื่อมาถึงยุคการปฏิรูป ที่ให้ความสำคัญเรื่องจริยธรรม ยังมีเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้น และเกิดขึ้นกับคนที่ใช้นามสกุลเดียวกับนายกรัฐมนตรี จึงอยากทราบว่านายกฯจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร แม้ตามมาตรา 100 ของ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 จะระบุเรื่องการขัดกันของผลประโยชน์ว่าเกี่ยวข้องเฉพาะกับนายกรัฐมนตรี ครม. หัวหน้าและรองหัวหน้าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่รวมถึงลูกเมีย แต่กรณีที่เกิดขึ้น ป.ป.ช.จะต้องเข้าไปไต่สวนว่ามีการใช้อำนาจหน้าที่เข้าไปเอื้อประโยชน์ให้ห้างหุ้นส่วนของบุตรชาย พล.อ.ปรีชาหรือไม่ เพราะมีทุนจดทะเบียนแค่ 1.5 ล้านบาท แต่มารับงานมูลค่ารวมถึง 155 ล้านบาทได้

“วิษณุ” โว ก.ม.4 ชั่วโคตรปราบโกงชะงัด

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดอันเกิดจากประโยชน์ส่วนตนขัดกับผลประโยชน์ส่วนรวมว่า ไม่ถึง 7 ชั่วโคตร เป็นเพียง 4 ชั่วโคตรเท่านั้น คือตัวผู้กระทำผิดเป็นโคตรที่ 1 ถ้าเอื้อประโยชน์ต่อลูกเป็นโคตรที่ 2 พ่อแม่เป็นโคตรที่ 3 และพี่น้องเป็นโคตรที่ 4 จบแค่นี้ ไม่ใช่ทำผิดแล้วไปลงโทษ 7 ชั่วโคตรเหมือนสมัยก่อน ตอนนี้คณะกรรมการกฤษฎีกาตั้งคณะพิเศษขึ้นมาพิจารณา เพราะเป็นกฎหมายที่มีผลกระทบต่อเจ้าหน้าที่รัฐและข้าราชการ เป็นกฎหมายปราบโกงฉบับแท้จริง จึงสมควรต้องดูให้รอบคอบ และขอให้เผยแพร่ไปยังกระทรวงต่างๆ และประชาชน หากคิดว่าหนักไป เบาไปหรือไม่ชัดเจนให้บอกมาจะได้ปรับปรุงแก้ไข ให้เวลาเดือนเศษ เมื่อแก้ไขเรียบร้อยแล้วจะนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อีกครั้ง ก่อนนำเข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คาดว่าเป็นช่วงปลายปีนี้

ขู่ชงโปรเจกต์เอื้อตัวเองซวยแน่

เมื่อถามว่า กฎหมายฉบับนี้จะแก้ปัญหาการคอร์รัปชันได้แบบเอาอยู่หรือไม่ นายวิษณุตอบว่า บอกไม่ได้ว่าเอาอยู่หรือไม่อยู่ อย่างน้อยทำให้คนหวาดกลัวว่ามีเครื่องเอกซเรย์อยู่ ถ้าจะทำต้องระมัดระวังกว่าเดิม ใครเสนอโปรเจกต์อะไรเป็นประโยชน์ต่อตัวเองมากกว่าส่วนรวมซวยแน่ รวมถึงการรับของต่อไปจะเข้มงวดมาถึงข้าราชการด้วย ถ้ารับแล้วบอกว่ารับส่วนตัว แต่เกินราคาที่กำหนดต้องส่งคือใน 30 วัน ถ้าส่งคืนถือว่าไม่ผิด ถ้าไม่ส่งผิด ถ้าไม่แน่ใจราคา ให้ส่งไปก่อนแล้วค่อยตรวจสอบภายหลัง ที่พูดมาเป็นเรื่องร้ายเรื่องหนัก แต่ความจริงในกฎหมายมีข้อยกเว้นหลายอย่าง ไม่ได้เข้มงวดขนาดซองจดหมายตราครุฑใบเดียวใช้ไม่ได้ ชาร์จโทรศัพท์นิดหน่อยไม่ได้ มีการกำหนดว่าเรื่องใดเป็นเรื่องเล็กน้อยจะไม่เป็นความผิด ให้ ครม.หรือกระทรวงออกระเบียบว่าขนาดนี้ยอมให้ทำขนาดนี้ไม่ยอมให้ทำ

ลูก–ญาติเสนองานเจ้าตัวไม่ควรเซ็น

เมื่อถามว่าถึงบุตรชาย พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทที่รับงานของกองทัพภาคที่ 3 นายวิษณุกล่าวว่า เป็นคนละเรื่องกัน กฎหมายฉบับนี้ยังไม่ออกมาบังคับใช้ ถึงจะบังคับใช้แล้ว จะผิดหรือไม่ผิดข้อเท็จจริงตนไม่รู้ เมื่อถามย้ำว่ากรณีคนรับงาน มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้มีอำนาจอนุมัติงาน นายวิษณุกล่าวว่า ตรงนี้ไม่ได้มีปัญหาไม่อย่างนั้นคนนามสกุลเดียวกับคนมีอำนาจ ไม่ต้องทำมาหากินอะไร แต่คนมีอำนาจอนุมัติโครงการนั้น ต้องไม่มีส่วนได้เสียกับโครงการ ลูกหรือญาติเสนอเรื่องมาเจ้าตัวเซ็นอนุมัติไม่ได้ ต้องให้คนอื่นลงนามแทน เพื่อจะได้ใช้ดุลพินิจ กรณีงานของกองทัพภาคที่ 3 เป็นคนละส่วนกับตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม

เล็งเปิดเพิ่มศาลทุจริตประจำภาค

นายวิษณุ ยังกล่าวถึงการจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางว่า จะเปิดดำเนินการวันที่ 3 ต.ค. ขอบข่ายคดีกำหนดไว้ชัดเจน อาทิ ความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 (พ.ร.บ.ฮั้ว) ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 บางคดีที่อยู่ในศาลยุติธรรมจะถ่ายโอนเข้ามา แล้วแต่ความจำเป็น ถ้าถ่ายโอนมาทั้งหมด คดีที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางจะแน่น จนเรื่องใหญ่ที่ควรจะทำอาจไม่ได้ทำ โดยกระบวนการพิจารณาจะเป็นระบบไต่สวน เช่นเดียวกับศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะมี 2 ศาล เพื่อความรวดเร็ว ส่วนการฎีกาให้เป็นดุลพินิจว่าจะอนุญาตให้ฎีกาหรือไม่ และหากได้รับความนิยมอาจจะไปเปิดศาลดังกล่าวที่ภาคต่างๆได้

“ปู” ยื่นค้าน “สุภา” คุม 6 คดี ป.ป.ช.

อีกเรื่อง เมื่อเวลา 10.00 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความผู้รับมอบอำนาจจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ยื่นหนังสือถึง พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. ผ่านนายพูลศักดิ์ คูณสมบัติ รักษาราชการแทน ผอ.สำนักการข่าวและกิจการพิเศษ ป.ป.ช. เพื่อขอคัดค้าน น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช.เป็นประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนคดีต่างๆ ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่อยู่ระหว่างการไต่สวนของ ป.ป.ช. โดยนายนรวิชญ์กล่าวว่า ได้รับมอบอำนาจจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ให้มายื่นหนังสือเป็นครั้งที่ 8 คัดค้านการแต่งตั้ง น.ส.สุภาเป็นประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงในคดีที่กล่าวหา น.ส.ยิ่งลักษณ์ มี 6 คดีที่ น.ส.สุภาเป็นประธานคณะอนุกรรมการไต่สวน จาก 15 คดีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ที่อยู่ใน ป.ป.ช.เช่น กรณีกล่าวหาแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ กรณีกล่าวหาเรื่องการบริหารจัดการน้ำ กรณีกล่าวหาการจ่ายเงินเยียวยาแก่ผู้ชุมนุมทางการเมืองโดยไม่ถูกต้อง รวมถึงล่าสุดเมื่อวันที่ 8 ก.ย.ที่ตั้ง น.ส.สุภาเป็นประธานคณะอนุกรรมการไต่สวน น.ส.ยิ่งลักษณ์ กรณีกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่รับผิดชอบการเก็บกัก ระบายน้ำ เป็นเหตุให้เกิดมหาอุทกภัยปี 2554 และยังมีอีก 1 คดีที่มีนายวิชา มหาคุณ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. ที่แม้พ้นตำแหน่งไปแล้ว แต่กลับมาเป็นอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริง

โวยเป็นคู่ขัดแย้งหวั่นไม่เป็นธรรม

นายนรวิชญ์กล่าวว่า สมัยที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ดำรงตำแหน่งนายกฯ น.ส.สุภาเคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา และเป็นประธานอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว มีเหตุให้ข้อมูลการปิดบัญชีหลุดไปถึงมือนักการเมืองฝ่ายค้านขณะนั้น นอกจากนี้ น.ส.สุภาและนายวิชาเคยเป็นพยานเบิกความในฐานะพยานฝ่ายโจทก์ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีโครงการรับจำนำข้าว ถือเป็นคู่ขัดแย้งชัดเจน หากปล่อยให้ น.ส.สุภาเป็นประธานอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงคดีต่างๆ จะไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการไต่สวนข้อเท็จจริง ทั้งที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.มี 9 คน แต่เหตุใดจึงให้ น.ส.สุภาเป็นประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนถึง 6 คดี แม้ น.ส.ยิ่งลักษณ์จะเคยยื่นคัดค้านมา 7 ครั้ง แต่ไม่เป็นผล เพื่อรักษาสิทธิตามกระบวนการยุติธรรม และเพื่อให้คดีได้รับการพิจารณาอย่างถูกต้องเป็นธรรม จึงขอคัดค้าน น.ส.สุภาเป็นประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนของ น.ส.ยิ่งลักษณ์

“ปึ้ง” จี้นายกฯใช้คำสั่งให้เท่าเทียม

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศ และแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. รีบดูคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 56/2559 เรื่องการคุ้มครองการบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรในการดูแลของรัฐและการดำเนินการต่อผู้รับผิด โดยเฉพาะโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐ เพราะตามที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานด้านกฎหมาย พรรคเพื่อไทย ไปยื่นเรื่องถึง พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อ 19 ก.ย. มีประเด็นโครงการรับจำนำข้าว สมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้รับจำนำข้าวเปลือกนาปี เมื่อ มี.ค. 2552 ราคา 12,000 บาทต่อตัน ขณะที่ราคาตลาดเฉลี่ยอยู่ที่ 9,450 บาทต่อตัน มีปริมาณข้าวสารในสต๊อกของรัฐบาล เมื่อ มิ.ย.2552 สูงถึง 7.67 ล้านตัน โดยยืนยันได้จากรายงานของทีดีอาร์ไอ โครงการรับจำนำข้าวของนายอภิสิทธิ์ ได้ทำมาก่อนจะเปลี่ยนไปเป็นการประกันราคาข้าว ขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ โปรดทำอย่างตรงไปตรงมา ตรวจสอบและใช้คำสั่ง คสช.ฉบับนี้ให้เท่าเทียมกัน และเรียกความเสียหายที่เกิดขึ้นในโครงการนี้เช่นกัน

“บุญทรง” อัดใช้ ม.44 อุ้มคนเซ็นยึดทรัพย์

ด้านนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี รมว.พาณิชย์และปลัดกระทรวงพาณิชย์ ลงนามหนังสือบังคับทางปกครอง เรียกร้องค่าเสียหายจากการขายข้าวแบบจีทูจีว่ายังไม่ได้รับหนังสืออย่างเป็นทางการ หากได้รับจะให้ทนายความศึกษารายละเอียด 2-3 วัน และคงต้องปกป้องสิทธิ ตัวเอง ยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลปกครองและอุทธรณ์คำสั่งได้ เมื่อถามถึงแนวทางต่อสู้คดี นอกจากรัฐบาลใช้มาตรา 44 เร่งรัดขั้นตอน และนายกฯไม่ลงนามคำสั่งเอง จะมีประเด็นใดต่อสู้อีกหรือไม่ นายบุญทรงตอบว่า มีประเด็นในการต่อสู้อีก แต่เมื่อยังไม่ได้หนังสือ ไม่อยากสรุปไปก่อน ที่สำคัญเรื่องนี้ไม่ควรใช้มาตรา 44 เพื่อเมื่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิจารณาอยู่ หากพิพากษาให้เราเป็นฝ่ายผิดจริง เรื่องจะไปสู่กรมบังคับคดีอยู่ดี ไม่มีเหตุในการใช้มาตรา 44 ในขณะนี้ ตนเข้าใจไปเองหรือเปล่าไม่รู้ว่าการใช้มาตรา 44 เพื่อปกป้องคนที่ลงนามมากกว่าหรือไม่ เอกสารคำนวณเรียกความเสียหายจากกระทรวงการคลัง ดำเนินการเรียบร้อยมานานพอสมควร แต่ไม่มีการออกคำสั่งใดๆ อาจเป็นเพราะยังไม่มีมาตรา 44 หรือไม่ พอมีก็ทำเรื่องนี้ขึ้นมา ถือเป็นข้อพิรุธและข้อสังเกตที่คิดว่าน่าจะมีมูล ว่าการออกมาตรา 44 เพื่อเอามานิรโทษกรรมไว้ก่อน ถ้าไม่มีมาตรา 44 ออกมาคงไม่มีใครกล้าลงนาม

ลั่นสู้ถึงที่สุดลาก “บิ๊กตู่” ขึ้นศาลให้ได้

เมื่อถามว่าได้พูดคุยกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯเรื่องนี้บ้างหรือไม่ นายบุญทรงตอบว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์โทร.มาให้กำลังใจ และแนะนำให้ตนต่อสู้อย่าท้อถอย แสดงให้เห็นถึงความบริสุทธิ์ มั่นใจว่าสิ่งที่ทำไปไม่มีอะไรเสียหาย ส่วนฝ่ายผู้ออกคำสั่งทางปกครองจะมองเป็นอย่างอื่นไปคงต้องไปพิสูจน์กัน “ตอนนี้ผมนอนหลับสบายตลอด คงไม่มีอะไรมากไปกว่านี้ ส่วนข้าราชการที่โดนคดีด้วยกันทุกคน ก็ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ทุกคนมั่นใจในความบริสุทธิ์ ไม่มีอะไรต้องเกรงกลัว เอาข้อเท็จจริงมาว่ากัน ยืนยันจะสู้ให้ถึงที่สุด ต้องเอา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯมาขึ้นในชั้นศาลให้ได้” นายบุญทรงกล่าว เมื่อถามว่าจะยื่นร้องขอความช่วยเหลือจากองค์กรระหว่างประเทศหรือไม่ นายบุญทรงกล่าวว่า ยังไม่ได้มองไปขนาดนั้น เบื้องต้นกระบวนการศาลไทยน่าจะเพียงพอ

“ยิ่งลักษณ์” ช็อปปิ้งตลาดนางเลิ้ง

เมื่อเวลา 13.30 น. ที่ตลาดเก่านางเลิ้ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาจับจ่ายซื้ออาหารที่ตลาดเก่านางเลิ้ง ซึ่งติดกับทำเนียบรัฐบาล เป็นช่วงที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.เข้าร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญครั้งที่ 71 ที่สหรัฐอเมริกา โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้ทักทายพ่อค้าแม่ค้า พร้อมทั้งอุดหนุนผลไม้ ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ ก๋วยเตี๋ยวแคระ และกาแฟโบราณ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแฟนคลับ และต่างขอถ่ายรูปร่วมกับอดีตนายกฯและให้กำลังใจ ขณะที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ที่แวะมาตลาดนางเลิ้งเพราะคิดถึงของอร่อยและพ่อค้าแม่ค้า โดยปกติก็แวะเวียนมาบ่อยๆ ส่วนตลาดคลองผดุงกรุงเกษม ข้างทำเนียบรัฐบาล คงต้องขอปฏิเสธเพราะไม่อยากให้เกิดความเข้าใจผิด

ข้องใจโดนคดีจัดการน้ำคนเดียว

ต่อมา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติตั้งอนุกรรมการไต่สวนคดีบริหารจัดการน้ำว่า ป.ป.ช.ได้ส่งสำนวนคดีมาให้ที่บ้าน เป็นเรื่องที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยื่นคำร้อง แต่ไม่เข้าใจทำไมโดนอยู่คนเดียว ทั้งที่น้ำท่วมมาตั้งแต่รัฐบาลอื่นแล้ว ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น จึงต้องร้องคัดค้านต่อ ป.ป.ช.แต่ได้รับการปฏิเสธทุกครั้ง จึงต้องมาร้องผ่านสื่อมวลชนและสาธารณะ อยากให้ปฏิบัติเท่าเทียมกับคนอื่นๆ เพราะจะได้เห็นว่ามาตรฐานเดียวกัน ขณะที่คดีคนอื่นๆไม่คืบหน้าเลย พร้อมชี้แจงทุกคดีอยู่แล้ว แต่ต้องอยู่บนเหตุและผล ถ้าตั้งข้อกล่าวหาโดยไม่คำนึงถึงเหตุผล ใครอยากจะใช้อะไรมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง มันไม่มีวันจบ ก็หวังว่า ป.ป.ช.จะให้ความเป็นธรรม

ซัดคำสั่ง 56 อยุติธรรม–ชี้นำคดี

น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า สำหรับมาตรา 44 คำสั่ง หัวหน้า คสช.ที่ 56/2559 ให้กรมบังคับคดีมีอำนาจหน้าที่ในการใช้มาตรการบังคับทางปกครองในการเรียกเก็บค่าเสียหายนั้น เท่าที่ทราบกรมบังคับคดีต้องได้รับคำสั่งจากศาลปกครองก่อน ทำให้มองได้ว่าผลของคดีไม่ว่าจะเป็นอย่างไรยังไม่รู้ แต่การออกคำสั่งที่ 56/2559 เหมือนชี้นำคดี ต้องขอร้องเพราะมีผลกับคดีอื่นๆ ที่ดำเนินการอยู่ในชั้นศาล ถือเป็นความไม่ยุติธรรมที่ได้รับ ถ้ามั่นใจว่ากระบวนการทั้งหมดโปร่งใสและเป็นธรรม ทำไมต้องใช้มาตรา 44 คุ้มครองเจ้าหน้าที่ด้วย ถ้ามั่นใจทำถูกก็ไม่ต้องกลัวการถูกฟ้องร้อง วันนี้ใช้มาตรา 44 ป้องกันถูกฟ้องร้อง ใครจะทำอะไรก็ได้ แล้วอย่างนี้ขนาดอดีตนายกฯ ยังปกป้องและหาความยุติธรรมให้กับตัวเองไม่ได้ แล้วประชาชนคนธรรมดาจะเรียกหาความยุติธรรมได้อย่างไร

พ้อนั่งอยู่ดีๆรับเละ 15 คดีแล้ว

“ทำไมรัฐบาลไม่ใช้อำนาจว่าไปตามกระบวนการยุติธรรมปกติ ตามหลักสากล แต่กลับเลือกร่นเวลาให้ง่ายขึ้น หรือไม่อยากเสียค่าธรรมเนียมศาล อยากให้มองปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนมากกว่า เพราะถือเป็นเรื่องใหญ่สุด ไม่ใช่มาใส่ใจเรื่องดิฉันเป็นหลัก จนลืมเรื่องอื่น กระบวนการมีอยู่แล้ว ไม่อยากให้เร่งรัดด้วยวิธีแบบนี้ สุดท้ายถูกประชาชนตั้งคำถามได้ ทุกวันนี้นั่งอยู่ดีๆเจอไปถึง 15 คดีแล้ว คดีมาเร็วมาก ต้องมารับทุกเรื่อง ควรจะให้ความเป็นธรรมกับทุกคน เชื่อว่าทุกคนยอมรับ และไม่รู้ว่าคดีที่เหลือจะโดนแบบนี้อีกหรือไม่” น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าว

“วิษณุ” โต้บิดเบือนอย่างร้ายกาจ

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีมีผู้ระบุว่ารัฐบาลใช้มาตรา 44 ยึดทรัพย์คดีโครงการรับจำนำข้าวว่า ไม่ใช่ใช้มาตรา 44 เพื่อเล่นงาน เป็นคำพูดที่บิดเบือนอย่างร้ายกาจที่สุด เพราะเป็นไปตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดปี 2539 ปัญหาคือเมื่อเขาบอกว่าผิด ใครจะเป็นคน ไปยึด กระทรวงการคลัง และกระทรวงพาณิชย์ ตั้งขึ้นมาเพื่อทำเรื่องการเงิน ยึดทรัพย์ไม่เป็น ไม่มีเจ้าหน้าที่ หน่วยงานที่ทำหน้าที่นี้คือกรมบังคับคดี แต่กฎหมายระบุว่าจะยึดทรัพย์บังคับคดี ได้เฉพาะที่ศาลมีคำพิพากษา ฉะนั้นจะทำอย่างไรให้มายึดทรัพย์ในคดีที่ศาลยังไม่พิพากษา คือยึดตามคำสั่งปกครอง กรมบังคับคดีไม่มีส่วนจะไปบอกว่าผิด ไม่ได้ตีปลาหน้าไซ แต่เขาต้องรู้ว่าเขามีอำนาจเพื่อเตรียมการ และได้เตรียมการแล้วแบบมืออาชีพ ติดต่อกรมที่ดิน ธนาคาร เพื่อให้รู้ว่าผู้ที่จะถูกยึดทรัพย์มีที่ดินตรงไหนเท่าไร มีเงินในธนาคารเท่าไร ถ้าจะต้องยึดจะได้ยึดได้ ถ้าไม่ต้องยึดก็หยุดไว้ ไม่ต้องทำอะไร ขอย้ำอีกครั้งว่า ไม่ได้ใช้มาตรา 44 ไปยึด

“สุรชัย” ถก “มีชัย” จัดเวทีฟังความเห็น

เมื่อเวลา 10.30 น.ที่รัฐสภา นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนที่ 1 ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการศึกษาเสนอแนะและรวบรวมความคิดเห็นเพื่อการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญกล่าวว่า กมธ.กำลังรวบรวมความเห็นของทุกส่วน เพื่อนำไปสังเคราะห์ จะเข้าพบนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.ภายในสัปดาห์หน้าเพื่อหารือรายละเอียดว่าจะจัดเวทีสัมมนาร่วมกันได้หรือไม่ เพื่อจะได้เก็บข้อมูลมาพร้อมกันและตรงกัน ความคิดเห็นของแต่ละภาคส่วนที่เสนอมายังเห็นแตกต่างกันอยู่ โดยเฉพาะประเด็นเซ็ตซีโร่มีการพูดกันมาก ทั้งพรรคการเมืองและองค์กรอิสระ แต่กำลังคิดอยู่ว่าจะไปกระทบสิทธิของคนที่มีสิทธิอยู่เดิมหรือไม่ หลักของการออกกฎหมายใหม่ถ้าไม่จำเป็น อย่าไปกระทบสิทธิของคนที่มีอยู่เดิม ขอเวลาไปคิดเพื่อชั่งน้ำหนักได้เสีย เพราะที่สุดจะเข้าสู่ กมธ.เพื่อนำความเห็นกระจายให้สมาชิกสนช.ใช้พิจารณากฎหมาย โดยเฉพาะขั้นตอนการแปรญัตติ เมื่อถามว่า การเซ็ตซีโร่องค์กรอิสระจะช่วยแก้ปัญหาทางการเมืองได้หรือไม่ นายสุรชัยกล่าวว่า ต้องดูว่าปฏิรูปเรื่องไหน จะสอดคล้องกับปัญหาองค์กรอิสระแต่ละองค์กรที่มีอยู่หรือไม่

ปชป.จ่อเสนอความเห็นร่าง ก.ม.ลูก

นายไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี กรธ.จะเชิญตัวแทนพรรคการเมืองไปร่วมให้ข้อมูลความคิดเห็นยกร่างกฎหมายพรรคการเมืองและกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส.วันที่ 28 ก.ย.ว่า พรรคประชาธิปัตย์หารือเบื้องต้นกันแล้ว อยู่ระหว่างสรุปรวบรวมความเห็นจากสมาชิกพรรค เพราะไม่สามารถจัดประชุมสอบถามความเห็นได้ เช่น 1.กฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. เห็นว่าควรขยายระยะเวลาการใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งของประชาชนจากเดิมตั้งแต่ 08.00-15.00 น. ไปถึง 18.00 น. เพื่ออำนวยความสะดวกชาวบ้านมากขึ้น 2.มีข้อสังเกตว่าในบทเฉพาะกาลฉบับ กกต.ให้อภัยโทษคนที่ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งก่อน ให้มีสิทธิ์ลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.เขียนรองรับใครบางคนหรือไม่ 3.การแบ่งเขตเลือกตั้ง เดิม กกต.จะหารือพรรคการเมือง แต่ครั้งนี้ กกต.กลับกำหนดพื้นที่เขตเลือกตั้งเองลิดรอนสิทธิหรือไม่ 4.การคิดจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ตามมาตรา 114 ของกฎหมายเลือกตั้งฉบับ กกต.ให้เอาคะแนน ส.ส.เขตของทุกพรรคมารวมกันและหารด้วย 500 จะได้จำนวนเสียงเฉลี่ยต่อ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 คน และ 5.บทลงโทษที่รุนแรงต่อหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค รู้เห็นเป็นใจในการทุจริตเลือกตั้ง ให้ยุบพรรค หรือตัดสิทธิพรรคเห็นด้วย แต่ขอให้ระวังการกลั่นแกล้งและมีระบบตรวจสอบถ่วงดุลที่รัดกุม เพื่อไม่ให้มีการแทรกแซงองค์กรถูกใช้เป็นเครื่องมือเช่นในอดีตและควรให้ศาลพิพากษา

วัดใจผู้มีอำนาจเอาข้อมูลไปใช้

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรค ประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ยังไม่ได้รับจดหมายเชิญจากกรธ.ที่ผ่านมาพรรคให้ความร่วมมือกับทุกหน่วยงานในการจัดประชุมแสดงความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง แต่ปัญหาคือผู้มีอำนาจในการยกร่างกฎหมาย พร้อมจะเอาข้อมูลเหล่านี้ไปประกอบการพิจารณาหรือไม่ เพื่อทำให้กฎหมายมีความสมบูรณ์มากที่สุด

“เรืองไกร” เบรกศาล รธน.ชี้ขาด

เมื่อเวลา 11.00 น. นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เมื่อวันที่ 22 ก.ย.ได้ส่งคำร้องทางไปรษณีย์ไปยังประธานศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้ชะลอการวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญสอดคล้องกับคำถามพ่วงหรือไม่ ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญออกมาระบุว่าจะวินิจฉัยในวันที่ 28 ก.ย. ก่อนวินิจฉัยว่าการปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญสอดคล้องคำถามพ่วงหรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญต้องดูว่าร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติ ชอบหรือไม่ก่อน เพราะการที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่ส่งเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญให้ประชาชนอย่างทั่วถึงก่อนทำประชามติ อาจทำให้ร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงไม่ชอบได้ เช่นเดียวกับที่ก่อนหน้านี้ที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยการหันคูหากาบัตรเลือกตั้งทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะมาแล้ว ดังนั้นควรไปดูเรื่องนี้ก่อน

กกต.ส่งตัวแทนเคลียร์ข้อเห็นต่าง

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวว่า กกต.จะส่ง พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา ผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงาน กกต.และ พ.ท.สดุดี ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม ผอ.สำนักกิจการพรรคการเมืองและการออกเสียงประชามติ ไปชี้แจงและแจกเอกสารกฎหมายลูก 2 ฉบับตามที่ กรธ.เชิญ จากนั้นวันที่ 29 ก.ย.นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. นายประวิช รัตนเพียร กกต.ด้านกิจการการมีส่วนร่วม จะไปพบ กรธ.ชี้แจงสาระสำคัญและพูดคุยเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่เห็นต่างกับ กรธ.เช่น การยุบ กต.จังหวัด ที่จำเป็นต้องมี และการสรรหา กกต.เพิ่มอีก 2 คน ต้องมาจากโควตาสายสรรหา

สปท.ถกตำรวจสอบจริยธรรมสื่อ

เมื่อเวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านสื่อออนไลน์ ในคณะ กมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน สปท. ที่มี พล.ต.ต. พิสิษฐ์ เปาอินทร์ เป็นประธาน เพื่อหารือข้อร้องเรียนของโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ให้ตรวจสอบจรรยาบรรณสื่อ จากกรณีที่คอลัมน์ “กล้าได้กล้าเสีย” ของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ลงบทความเรื่องปฏิรูปตำรวจสร้างค่านิยมใหม่ โดยมีผู้เกี่ยวข้องร่วมชี้แจง ขณะที่บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ได้แจ้งว่า ติดภารกิจขอไม่เข้าร่วมประชุม นายจักรกฤษ เพิ่มพูล กรรมการควบคุมจริยธรรม สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ขอโทษต่อเรื่องที่เกิดขึ้น จากเนื้อหาบทความเชื่อว่าเป็นเรื่องอคติส่วนตัวของสื่อต่อตำรวจ ส่วนเรื่องกระบวนการตรวจสอบจริยธรรมนั้นสมาคมไม่มีอำนาจพิจารณาเอง คาดว่าในวันที่ 29 ก.ย. จะหารือว่าสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯจะเป็นผู้พิจารณาตรวจสอบเอง หรือจะให้ทางสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติเป็นผู้พิจารณา หรือจะพิจารณาร่วมกัน

“วัชระ” ปูดล็อกสเปกตั้งเลขาสภาฯ

วันเดียวกัน นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีการสรรหาเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่ว่า ชัดเจนว่ามี สนช.บางคนแทรกแซงผลักดันให้นายสรศักดิ์ เพียรเวช รองเลขาธิการสภาฯ ให้เป็นเลขาธิการสภาฯคนใหม่แม้จะอาวุโสน้อยกว่า คนที่อาวุโสกว่าคือ นายคุณาวุฒิ ตันตระกูล และนายสมชาติ ธรรมศิริ ถูกปลดออกและไล่ออกไปแล้ว โดยกรรมการสอบสวนชุดที่มีนายสรศักดิ์ เป็นประธานฯ คณะกรรมการสรรหาควรยึดหลักคุณธรรม ความรู้ความสามารถและอาวุโสให้เห็นว่าสภาฯยังมีธรรมาภิบาล ไม่ใช่ได้คนสนองงานการเมือง จะซ้ำรอยสมัยนายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เป็นเลขาธิการสภาฯ นายสรศักดิ์ใช่หรือไม่ที่เป็น ผอ.สำนักกฎหมายยุคนั้น ที่เกิดการทุจริตงบฯกว่า 300 ล้านใน 15 โครงการ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ไม่สนใจจะเข้ามาดูบ้างหรือ การสรรหาเลขาธิการสภาฯครั้งนี้แปลกประหลาด เพราะนายพรเพชรแต่งตั้งนางสุวิมล ภูมิสิงหราช สมาชิก สนช.เข้าไปร่วมโหวตด้วย ทั้งที่ธรรมเนียมปฏิบัติเป็นหน้าที่ของประธานรัฐสภาและรองประธานเท่านั้น อย่าให้ซ้ำรอยรอง ผวจ.ตรัง จะแสดงว่าระบบข้าราชการเสื่อมเต็มที ขัดต่อนโยบายนายกฯ

ดัน “สรศักดิ์” สานต่อสร้างรัฐสภา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่จะคัดเลือกเลขาธิการสภาฯคนใหม่ แทนนางสายทิพย์ เชาวลิตถวิล เลขาธิการสภาฯ ที่จะเกษียณอายุราชการวันที่ 30 ก.ย.คณะกรรมการสรรหาเลขาธิการสภาฯที่มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช.เป็นประธาน มีมติเลือกนายสรศักดิ์ เพียรเวช รองเลขาธิการสภาฯดำรงตำแหน่งแทน ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ เนื่องจากนายสรศักดิ์ อาวุโสน้อยกว่าน.ส.สุภาสินี ขมะสุนทร รองเลขาธิการสภาฯ ที่ดำรงตำแหน่งมาแล้ว 2 ปี ขณะที่นายสรศักดิ์เลื่อนตำแหน่งจาก ผอ.สำนักกฎหมาย สภาฯ เป็นรองเลขาธิการสภาฯเพียง 10 เดือน ขณะนี้งานใหญ่ของสภาฯมี 3 งาน คือ งานสร้างรัฐสภาใหม่ งานรับสมาชิก ส.ส. และ ส.ว.และงานด้านการพิจารณากฎหมาย ซึ่งนายสรศักดิ์ดูแลโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่อยู่แล้วและเชี่ยวชาญด้านกฎหมายด้วย ทั้งนี้คณะกรรมการสรรหาเลขาธิการสภาฯจะเสนอชื่อนายสรศักดิ์ให้ที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการฝ่ายรัฐสภา (กร.) ที่มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช. พิจารณา วันที่ 23 ก.ย.

“บิ๊กตู่” ให้สัตยาบันรักษาโลกร้อน

สำหรับภารกิจเข้าร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (ยูเอ็นจีเอ) สมัยสามัญ ครั้งที่ 71 ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกาของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ระหว่างวันที่ 18-25 ก.ย. เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 21 ก.ย. (ตามเวลาท้องถิ่นช้า) ที่สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา พล.อ.ประยุทธ์เข้าร่วมกิจกรรมระดับสูงว่าด้วยการมีผลใช้บังคับของความตกลงปารีส ที่ไทยเห็นชอบให้สัตยาบันร่วมเป็นภาคีความตกลงปารีสตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 21 ปี 2558 มุ่งรักษาการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส และพยายามเพิ่มขึ้นเพื่อรักษาการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิให้ต่ำกว่า 1.5 องศาเซลเซียส โดย พล.อ.ประยุทธ์เป็นผู้มอบสัตยาบันสารให้แก่นายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ

ต่อมาเวลา 10.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ร่วมพิธีเปิดการประชุมและกล่าวถ้อยแถลงในฐานะตัวแทนกลุ่ม 77 และจีน ในที่ประชุมระดับสูงเรื่องการดื้อยาต้านจุลชีพ พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ เปิดเผยว่า ถ้อยแถลงของนายกฯสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการดื้อยาต้านจุลชีพทั่วโลก โดยสนับสนุนการทำงานของภาคส่วนต่างๆ แก้ไขปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพบนพื้นฐานของแนวทางสุขภาพหนึ่งเดียว

โชว์กึ๋นเวทีใหญ่ชูหลักพอเพียง

จากนั้นเวลา 21.00 น. พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถ้อยแถลงในการเปิดอภิปรายทั่วไป ในที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 71 หัวข้อ “เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน : แรงผลักดันสากลเพื่อเปลี่ยนแปลงโลกของเรา” ตอนหนึ่งว่า ปีที่แล้วประชาคมโลกได้รับรองวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน 2030 ให้ความสำคัญกับคนทุกกลุ่ม ไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลังให้สามารถรับมือกับปัญหาและความท้าทายใหม่ๆ ไทยได้ทำหน้าที่ประธานกลุ่ม 77 ในปีนี้ได้วางเป้าหมายจะนำวิสัยทัศน์ระดับโลกข้างต้นมาปฏิบัติให้เกิดผลสำเร็จ มีบทบาทประสาน ผลักดัน เชื่อมโยงผลประโยชน์ของกลุ่มในเวทีต่างๆอย่างต่อเนื่องโดยใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (SEP) ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและนำหลัก SEP ไปประยุกต์ใช้ในประเทศกำลังพัฒนาในบริบทต่างๆกันแล้วกว่า 20 ประเทศ

ย้ำไทยเดินหน้าตามโรดแม็ป

พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวถึงสถานการณ์ภายในประเทศไทยด้วยว่า รัฐบาลได้วางรากฐานเพื่อนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเมื่อวันที่ 7 ส.ค. ประชาชนได้ลงประชามติรับรองร่างรัฐธรรมนูญตามวิถีทางประชาธิปไตยแล้ว และกำลังพิจารณากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญต่างๆให้แล้วเสร็จนำไปสู่การเลือกตั้งตามโรดแม็ปได้ในปลายปี 2560 โดยการออกเสียงลงประชามติสะท้อนถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลที่จะส่งเสริมกระบวนการประชาธิปไตย ตระหนักถึงเสียงสะท้อนจากประชาคมระหว่างประเทศ รัฐบาลเข้ามาเพื่อดูแลสถานการณ์ ในช่วงเปลี่ยนผ่านเพื่อให้เกิดความเรียบร้อยและความมั่นคง เมื่อสถานการณ์บ้านเมืองดำเนินไปสู่สภาวะปกติสุขแล้ว รัฐบาลก็ผ่อนคลายมาตรการชั่วคราวที่ไม่จำเป็น เช่น การประกาศยกเลิกการนำพลเรือนขึ้นศาลทหาร นอกจากนี้ ยังได้เน้นการแก้ไขปัญหาความมั่นคง ทุจริต ค้ามนุษย์ และอาชญากรรมต่างๆ ที่เรื้อรัง หวังให้ประเทศไทยและประชาชนไทยเป็นสมาชิกที่มีคุณภาพของสังคมโลกอย่างยั่งยืน

“วัฒนา” ให้ปากคำโพสต์จวก “บิ๊กตู่”

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลสืบพยานจำเลยครั้งแรก คดีที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ 3 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ และอดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย เป็นจำเลยในความผิดฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 จำเลยได้โพสต์ข้อความหัวข้อ “อีคิวต่ำไปหน่อย” มีข้อความพาดพิง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ จะไม่คืนอำนาจให้ประชาชน นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ ทนายความของนายวัฒนาเปิดเผยว่า ได้นำพยานเข้าเบิกความต่อศาล รวม 2 ปาก คือนายวัฒนา จำเลยกับนายโภคิน พลกุล คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย ฝ่ายจำเลยจะสืบพยานอีก 2 ปาก วันที่ 23 ก.ย. ศาลได้กำหนดวันสืบพยานจำเลยไว้ 4 นัด กำหนดวันนัดสืบพยานจำเลยปากสุดท้ายวันที่ 30 ก.ย. ก่อนจะนัดฟังคำพิพากษาต่อไป

ซัดคำสั่ง หน.คสช.ที่ 56 อยุติธรรม-ชี้นำคดี พ้อนั่งอยู่ดีๆรับเละ 15 คดีแล้ว ข้องใจรับผิดชอบจัดการน้ำคนเดียว ส่งทนายค้าน “สุภา” คู่ขัดแย้งคุม 6 คดีสำคัญ “บุญทรง” ลั่นสู้ถึงที่สุดลาก “บิ๊กตู่” ขึ้นศาลให้ได้ “วิษณุ” โต้งัดม.44 23 ก.ย. 2559 07:55 23 ก.ย. 2559 07:59 ไทยรัฐ