วันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ฉีกแนว ! 'แพร-บุ๊ก' จัดกาล่าดินเนอร์การกุศล 'ช่วยคนตาบอด' หรูอลังเว่อร์!

เป็นอีกหนึ่งเรื่องดีๆ ในวงการเซเลบฯ ไฮโซ กับล่าสุด 3 เซเลบริตี้เพื่อนซี้ ‘แพร-แพรพรรณ ธรรมวัฒนะ’, ‘ท็อป-ณัฐเศรษฐ์ พูนทรัพย์มณี’ และ ‘บุ๊ก-วีรวัฒน์ องค์วาสิฎฐ์’ ในนามกลุ่มจิตอาสา GI (Good Intentions) ได้ผนึกกำลังจัดงานกาล่าดินเนอร์การกุศล ‘See The World Charity Event’ หารายได้สนับสนุน ‘โครงการสร้างศักยภาพครูต้นแบบในการใช้เสียงสะท้อน : เสียงสว่างนำทาง’ เพื่อมูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ โดยมีจุดมุ่งหมายในการ Coach ให้ความรู้ด้านการใช้เสียงสะท้อนนำทางแก่คนตาบอด เพื่อที่เขาเหล่านั้นจะได้ใช้ชีวิตได้เช่นเดียวกับคนปกติ

ล่าสุด ไทยรัฐออนไลน์ ได้ไปร่วมงานนี้ พร้อมกับกระทบไหล่ 3 เซเลบฯ ผู้จัดงาน เลยไม่พลาดชิงตัวท่ามกลางความวุ่นวายจากบรรดาเซเลบฯ-คนดัง และเหล่านักแสดงชื่อดัง ที่ตบเท้าร่วมงานกันอย่างคับคั่ง มาพูดคุยถึง Charity นี้ แบบเอ็กซ์คลูซีฟให้ได้ฟังกันสักหน่อย !

Q : จุดเริ่มต้นโครงการนี้เป็นมายังไง
แพร :
โครงการนี้เริ่มต้นมาจากเรากับรุ่นพี่ที่สนิทด้วย คือ ‘ท็อป-ณัฐเศรษฐ์ พูนทรัพย์มณี’ และ ‘บุ๊ก-วีรวัฒน์ องค์วาสิฎฐ์’ เราเรียนคอร์ส ABC (Academy of Business Creativity) ด้วยกัน ของมหาวิทยาลัยศรีปทุม ทีนี้ด้วยความที่แต่ละคนรู้จักคนเยอะ ก็เลยคิดกันว่า ทำไมเราถึงไม่มารวมตัวกันทำสิ่งดีๆ กันล่ะ เพราะแต่ละคนเองก็ค่อนข้างพร้อม และประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง มันน่าจะดีกว่าถ้าเราทำอะไรเพื่อคืนสู่สังคมบ้าง เรากับรุ่นพี่ก็เลยคิดๆ กันว่าน่าจะหาอีเวนต์มาทำด้วยกัน หรือหา Fund Raising เพื่อเอาไปเป็นกองทุนโปรเจกต์ดีๆ ที่เขาต้องการความช่วยเหลือ

ที่เราเลือกทำ Charity เกี่ยวกับคนตาบอด เพราะมีอยู่วันหนึ่งพี่ ‘นาถ-อานุภาพ รักอริยะพงศ์’ ผู้บริหารเครื่องดื่มเซ็ปเป้ เป็นพี่ที่เรารู้จักได้เสนอไอเดียนี้เข้ามา ซึ่งพอเราฟังแล้วมันเป็นโปรเจกต์ที่น่าสนใจไม่น้อย คือมันไม่ได้ช่วยแค่คนพิการ หากแต่มันยังช่วยครอบครัวของเขาด้วย ทีนี้เราก็เลยไปถามพี่บุ๊ก และพี่ท็อป ว่าสนใจจะทำด้วยกันไหม ทุกคนก็รู้สึกสนใจอยากจะทำ มันเลยเป็นจุดเริ่มต้นของโปรเจกต์นี้ขึ้นมา

Q : จะเอาโค้ชมาสอนคนตาบอดในเรื่องอะไร ยังไงบ้าง
แพร : โค้ช หรือเทรนเนอร์ ที่เราเอามาเป็นคนตาบอดที่เขาสามารถทำโน่นนี่นั่นได้ด้วยตัวเอง เราเอาโค้ชคนตาบอดจากเมืองนอก มาสอนคนตาบอดในเมืองไทย ให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างคนปกติ ให้สามารถขี่จักรยานได้ เล่นสเก็ตบอร์ดได้ ทำโน่นนี่ได้ ให้คนตาบอดสามารถใช้ชีวิตได้มากขึ้น โดยเขาจะสอนวิธีการเปล่งเสียงให้มันมีเสียงสะท้อนกลับมา (เทคนิคการใช้เสียงเหมือนปลาโลมา) ซึ่งพอเสียงกระทบกับ Object คนตาบอดจะสามารถรู้ได้ว่า อะไรอยู่ตรงไหน ข้างหน้ามันมีอะไรบ้าง หรือรู้ว่าอะไรอยู่ไกล-ใกล้แค่ไหน ทำให้เขาหลบหลีกอะไรได้ทัน คนตาบอดในไทยยังไม่เคยมีประสบการณ์แบบนี้ เราก็อยากที่จะเอาโค้ชมาสอนเพื่อที่จะให้พวกเขาสามารถทำแบบนั้นได้บ้าง อีกทั้งยังสามารถไปเทรนคนตาบอดคนอื่นๆ ได้

และอย่างที่บอกโปรเจกต์นี้ เราไม่ได้ช่วยแค่คนตาบอดคนเดียว แต่เรายังช่วยครอบครัวเขาด้วย ให้ครอบครัวของเขาไม่รู้สึกว่าคนตาบอดเป็นภาระ มันเป็นเรื่องที่น่ายินดีนะ ที่คนตาบอดจะสามารถลุกขึ้นมาทำอะไรด้วยตัวเองได้ ซึ่งถ้าเขาเทรนกับเราแล้วประสบความสำเร็จ เขาจะสามารถนำไปต่อยอดชีวิตเขาได้ สามารถหาเงิน อีกทั้งยังเป็นที่พึ่งให้กับครอบครัวเขาเองด้วยได้

Q : ใครเป็นคนจุดประกายอยากทำ Charity เพื่อสังคม
บุ๊ก : มันเกิดจากการคุยๆ กันของเรา 3 คนมาสักพักแล้วมากกว่า เราก็กำลังหาจุด หรือโปรเจกต์ที่มันเหมาะสม จนมาได้โปรเจกต์นี้แหละที่ดูน่าสนใจ และเป็นเหมือน Creativity ที่เราเรียนมา เอาจริงๆ งานนี้มันต่างจากที่คนอื่นเคยทำมานะ เราไม่อยากจัดงาน Charity ที่น่าเบื่อ เราก็เลยจัดให้มันใหญ่-สนุก มี After Party ด้วย คือมันเป็น Charity แต่มีการ Twist ให้ดูต่างออกไป สำหรับใครที่ไม่ได้อยากทำบุญขนาดนั้น ก็สามารถมาอยู่กับเพื่อน มาเอ็นจอย สังสรรค์กันได้

แพร : ส่วนใหญ่เราเป็นคนจัดงานมาตลอดอยู่แล้ว ดังนั้นเรารู้ว่าควรจะทำอะไร-ยังไง ต้องจัดงานยังไงให้คนรู้สึกสนุก จัดงานยังไงให้คนมา เพราะเรารู้ว่าแค่การกุศลอย่างเดียวคนไม่ชอบหรอก ฉะนั้นเราเลยจัด After Party ขึ้นมา ซึ่งตรงนี้ไม่เกี่ยวกับเงินการกุศลแต่อย่างใด เราหาคนมาสปอนเซอร์/ซัพพอร์ตตรงนี้ พองานมันสนุกก็ทำให้คนอยากมาเอ็นจอย

แต่ทั้งนี้เราก็ต้องการให้หลายๆ สื่อช่วยกระจายข่าวด้วย เพราะว่าสิ่งที่เราทำไม่ได้เข้ากระเป๋าเงินใคร ทว่าเราทำเพื่อส่วนรวมจริงๆ ซึ่งงานนี้เราก็มี ผอ.ของมูลนิธิช่วยคนตาบอดในพระบรมราชินูปถัมภ์มายืนยันด้วยว่า เราไม่ได้เอาเงินใครเข้าหาเรา แต่ทุกอย่างทำเพื่อช่วยคนตาบอดจริงๆ

Q : กับโปรเจกต์นี้ทั้ง 3 คนมีการแบ่งหน้าที่ทำงานยังไงบ้าง
แพร : เราแบ่งหน้าที่กันลงตัวเลย แต่จริงๆ เรา 3 คนก็ช่วยกันจัดงานนั่นแหละ อย่างเราจะดูเรื่องของการจัดงาน ในเรื่องเชิญแขกให้ ส่วนพี่ท็อปจะช่วยเรื่องเชิญแขกเหมือนกัน หา Fund Raising แล้วก็ช่วยดูเรื่องของประมูลต่างๆ (1-2 อย่างในนั้นก็มีของพี่ท็อปด้วย เอามาประมูลเอง) แถมเป็นพิธีกรเองด้วย จัดเต็มเลยคนนี้ (หัวเราะ)

ส่วนพี่บุ๊กก็จะช่วยซัพพอร์ตเรื่องสถานที่ เรื่องเงิน ถ้าเกิดต้องใช้อะไรก่อน อย่างงานวันนี้ต้นทุนต่ำมากนะ เพราะว่าได้พี่บุ๊กมาช่วยซัพพอร์ตตรงนี้ไว้เยอะมาก ถามว่าใช้เวลาในการเตรียมงานนานไหม เอาจริงๆ ไม่นานเลยนะ ทุกอย่างรวมถึงการจัดงานใช้เวลาแค่เดือนกว่าๆ เอง ถือว่าค่อนข้างเร็วเลยล่ะ แล้วทุกคนก็ทำเต็มที่กับมัน

Q : ของที่นำมาประมูลมีอะไรบ้าง
บุ๊ก : เยอะ หลายอย่างมากเลย มีทั้งของหายาก ของที่เป็นที่ต้องการ เป็นของอาร์ติสต์บ้างก็มี อย่างท็อปก็เอาของส่วนตัวมาประมูลเองด้วย ซึ่งทุกชิ้นล้วนมีมูลค่าสูงอยู่แล้ว

แพร : คนอื่นมีการนำของมาประมูลด้วย แต่เราไม่มีนะ (หัวเราะ) เราเห็นว่าเขาเอามากันเยอะแล้ว เลยไม่อยากให้มันดูประมูลเยอะเกินไป แต่เราก็มีดีลมาจากเพื่อนชาวฮ่องกงบ้างนะ เอานาฬิกามาประมูล ตอนนี้เรามีของประมูลทั้งหมด 5 ชิ้นในตู้

Q : ส่วนตัวคิดว่าเงินประมูลวันนี้จะประมาณเท่าไร
แพร : โห...ตอบยากเลย ใจจริงเราอยากให้เงินประมูลประมาณ 2 ล้านนะ ไม่รู้จะถึงรึเปล่า แต่เราอยากได้ประมาณนั้น

Q : ความรู้สึกที่ได้จัด Charity ครั้งแรก
แพร : ตื่นเต้นสุดๆ เลย กังวลด้วย เหนื่อยด้วย และกลัวว่างานจะออกมาได้ไม่ดี เราต้องเช็กโน่น เช็กนี่ตลอดไม่ให้มีข้อผิดพลาด ซึ่งพอเราทำออกมาเห็นฟีดแบ็กขนาดนี้ คนตอบรับเยอะมาก เห็นตัวเงินที่เราสามารถเอาไปบริจาคได้ มันก็ทำให้เรารู้สึกดีใจ และประทับใจที่ทุกคนช่วยกัน เซเลบฯ ทุกคนที่มาในงานเป็นเพื่อนเราหมดเลย หรือไม่เป็นเพื่อนของเพื่อนอีกที เขาก็มาช่วยๆ กัน

Q : จัดงาน Charity ครั้งแรกฟีดแบ็กเป็นยังไงบ้าง
แพร : ดีเลย หายเหนื่อยเลย เราไม่ได้คิดว่าโปรเจกต์จะประสบความสำเร็จมากขนาดนี้ ด้วยความที่เราไม่รู้-ไม่ชัวร์ว่า คนจะตอบรับดีไหม เลยจองโรงแรมแบบห้องไม่ใหญ่มาก ให้แค่ 250 ที่ เรายังมี Waitng List อีกประมาณ 150 คน พอวันนี้เจอคนเจอเพื่อนๆ ที่ซัพพอร์ตเราเยอะมากๆ ก็เลยยังคิดในใจเลยว่า น่าจะเอาโรงแรมที่ห้องใหญ่ ที่มีโต๊ะเยอะกว่านี้ จะได้เอามารองรับแขกให้พอดี

อย่างไรก็ดี มันทำให้เราได้เห็นว่าทุกคนเชื่อใจเรานะในการจัด Charity นี้ บัตรของเราหมดภายใน 24 ชม. (250 ที่) และเรายังมีรายชื่อ Waiting list อีก บางคนจ่ายเงินมาแล้วแต่มาไม่ได้ เราก็สามารถเอาบัตรไปขายซ้ำได้อีก เงินทุกบาทคือการทำบุญทั้งนั้น เราไม่ได้หักค่าใช้จ่ายอะไรเลย

Q : สิ่งที่คาดหวัง/ตั้งใจอยากให้เกิดขึ้นหลังจากจบ Charity นี้
แพร : เราหวังว่าคนเหล่านี้ที่มีกำลังทรัพย์เยอะอยู่แล้ว จะหันมาช่วยเหลือสังคมกันมากขึ้น หรือทำอะไรกันมากขึ้น อีกทั้งหวังว่าพวกเขาจะมาช่วยซัพพอร์ตเราในโปรเจกต์ 2, 3 หรือโปรเจกต์หน้าๆ ต่อไป คนจะรู้ว่ากลุ่ม GI คือกลุ่มไหน ไม่ว่าในอนาคตเราจะไปหา Fund Raising อะไร เราก็หวังว่าจะช่วยเหลือสังคมได้มากกว่านี้ สามารถดึงเพื่อนๆ ที่มีกำลังทรัพย์มาทำบุญได้มากกว่านี้ เพราะบางคนไม่ค่อยได้ทำบุญมาก บ้างก็ไม่เชื่อว่าเงินนั้นจะไปถึงจริงๆ เราก็อยากที่จะทำให้เขาเหล่านั้นเชื่อใจ และมาร่วมทำบุญกันกับเรา ทุกอย่างมันขึ้นกับการเชื่อใจ ซึ่งพอเรามาทำเองคนเชื่อใจ เราก็รู้สึกว่ามันเป็นข้อดี และอยากจะทำ Charity อะไรแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ

Q : โปรเจกต์ต่อไปคิดไว้รึยังจะทำอะไร
บุ๊ก : เราคงจะทำตัวโปรเจกต์นี้ต่อ ผลักดันให้โปรเจกต์นี้ต่อเนื่องก่อน เพราะเราไม่อยากให้มันเป็นตัวจุดประกายแล้วก็หายไป โปรเจกต์นี้เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นที่เราเอาเทคโนโลยีอะไรจากต่างประเทศมาใช้-พัฒนาในเมืองไทย เพื่อดูสิว่ามันเป็นไปได้ขนาดไหน

อย่างไรก็ดี สิ่งที่เราคาดหวังสุดคือ การที่คนตาบอดในเมืองไทยได้รับความรู้จากโค้ชแล้วสามารถจะส่งต่อ หรือไปเทรนสอนคนตาบอดคนอื่นๆ ได้ เพราะว่าโค้ชมาแค่ครั้งเดียว และค่าตัวก็ไม่ได้ถูก ฉะนั้นถ้าโค้ชมาสอนแล้วคนตาบอดไม่สามารถขยายกลุ่มต่อไปได้ แสดงว่าโปรเจกต์ครั้งนี้มันอาจจะไม่เห็นประสิทธิผลมากนัก แล้วเราก็อาจจะต้องพยายามทำให้มันมีความต่อเนื่องนิดนึง

Q : มีความคิดเห็นยังไงบ้างกับที่หลายคนมองว่า Charity นี้ฟุ่มเฟือยเกินไป
แพร : ง่ายๆ เลย ถ้าเราไม่จัดงานใหญ่ ก็ไม่สามารถให้คนมาประมูลทีละล้าน หรือทีละ 5-6 แสนได้ แต่จริงๆ การจัดประมูลครั้งนี้ เราใช้งบไม่เยอะเลย ประมาณ 3-4 แสนกว่าบาทเอง ซึ่งมันน้อยมากๆ หลายอย่างในงานมาจากสปอนเซอร์ ดังนั้น การแลกเงิน 3-4 แสนเพื่อให้ได้เงิน 4 ล้าน เรามองว่ามันคุ้มนะ เราไม่สามารถขอเงินคนโน้นคนนี้ โดยที่ไม่ Engage อะไรได้ พอเราจัดแบบนี้ เขาจ่ายเงินมาก็ได้สิ่งตอบแทนกลับไปในระดับหนึ่ง เรามีอาหาร 5-6 ดาวให้ทาน เพื่อเป็นการขอบคุณ พวกเขาได้มาเอ็นจอยกับอาหาร ได้มาพบปะสังสรรค์คุยกัน เรามองว่าคนจะยิ่งรู้สึกดีขึ้นด้วยซ้ำ

Q : สุดท้ายฝากอะไรถึง Charity นี้สักนิด
บุ๊ก : แน่นอนว่า เราอยากให้คนมองเห็นว่ามันเป็นประโยชน์ต่อสังคม เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่สามารถมาร่วมทำบุญได้ และนอกเหนือจากแต่ละคนที่มาจะได้เอ็นจอยแล้ว ทุกคนยังได้ทำบุญร่วมกัน

เป็นอีกหนึ่งเรื่องดีๆ ในวงการเซเลบฯ ไฮโซ กับล่าสุดที่ 3 เซเลบบริตี้เพื่อนซี้ ‘แพร-แพรพรรณ ธรรมวัฒนะ’, ‘ท็อป-ณัฐเศรษฐ์ พูนทรัพย์มณี’ และ ‘บุ๊ก-วีรวัฒน์ องค์วาสิฎฐ์’ ในนามกลุ่มจิตอาสา GI (Good Intentions) ได้ผนึกกำลังจัดงาน 22 ก.ย. 2559 18:50 ไทยรัฐ