วันพุธที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ย้อนรอย คดีแห่งศตวรรษ ฆาตกรรมไร้ฆาตกร ย้ำแผลเหยียดผิวมะกันชน

ปัจจุบัน...พ.ศ.2559

โคลิน แคเปอร์นิค (Colin Kaepernick) ควอเตอร์แบ็กสำรอง ของทีมซานฟรานซิสโก โฟร์ตี้ไนเนอร์ส ถอนกายลงคุกเข่า ขณะมีการเปิดบรรเลงเพลงชาติสหรัฐอเมริกา ในการแข่งขันอเมริกันฟุตบอล NFL เพื่อประท้วงปัญหาเหยียดสีผิว หลังเกิดซีรีส์ ตำรวจผิวขาว สังหารและทำร้าย วัยรุ่นผิวดำ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า 

เพียงไม่นาน หลังจากนั้น บรรดานักกีฬาในสหรัฐฯ ทั้งผิวขาวและผิวดำ ที่เห็นด้วย ต่างพร้อมใจกระทำแบบเดียวกัน เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯ เข้าไปแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ อย่างจริงจังเสียที...

ทว่า....ปัญหาความแตกต่างทางสีผิว มิใช่เรื่องใหม่ที่เกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา

แต่ในอดีต...มีคดีฆาตกรรมอยู่คดีหนึ่ง ที่ทำให้ "ปัญหาเรื้อรัง" ที่ว่านี้ ถูกนำไปขยายผลใหญ่โต จนกลายเป็นหัวข้อวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางและดุเดือด ในทุกชนชั้นของอเมริกันชน

และในวันอ่านคำพิพากษาคดีนี้....อเมริกาทั้งประเทศหยุดนิ่ง แทบจะไม่หายใจ เพื่อรอฟังผลของมัน...  

ในวันนี้ นายฮกหลง แห่ง ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จะพาแฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ ทุกท่าน ไปทบทวน คดีที่ว่านี้... นับจากบรรทัดนี้เป็นต้นไปกัน .......

คดีแห่งศตวรรษ สั่นสะเทือนสังคมทุกชนชั้น บนแผ่นดินแห่งเสรีภาพ

เหตุฆาตกรรมคดีหนึ่ง ที่ดูเหมือนจะไม่ต่างไปจากคดีที่เกิดขึ้นมาแล้วมากมาย ไม่ว่าที่ใดในโลก หญิงสาวสวยถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยม พร้อมกับชายคนรักคนใหม่ ในขณะที่ผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่งเป็นอดีตสามี เนื่องจากมีหลักฐานมากมายบ่งชี้ แถมมีพฤติการณ์แวดล้อม อันน่าชวนสงสัยเป็นอย่างยิ่ง

พล็อต ฆาตกรรม ที่ไม่น่ามีอะไรสลับซับซ้อน ......แต่ไฉน....

สื่อมวลชนในอเมริกา ต่างพร้อมใจกันเรียกขานมันว่า "คดีแห่งศตวรรษ" ที่ไร้...ฆาตกร

เหตุใดมันจึงถูกเรียกว่า คดีแห่งศตวรรษ น่ะหรือ? ….มันจะไม่เป็นเช่นนั้นไปได้อย่างไร ในเมื่อผลแห่งคดีที่เกิดขึ้น ได้สร้างผลกระทบเป็นลูกโซ่ ในแง่ของการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในสหรัฐอเมริกา ทั้งเรื่องปัญหาภายในครอบครัว กระบวนการยุติธรรมในสหรัฐฯ และที่สำคัญมันได้ไปสะกิดแผล "ปัญหาการเหยียดสีผิว" ที่ สังคมอเมริกันชน พยายามซุกมันไว้ใต้พรมมาตลอด นับตั้งแต่ สิ้นสุดสงครามกลางเมือง

สงครามเพียงครั้งเดียว ที่เกิดขึ้นบนผืนแผ่นดินสหรัฐอเมริกา หากไม่นับการลอบโจมตี ที่ เพิร์ล ฮาร์เบอร์

"คดีแห่งศตวรรษ" ที่ว่านี้ ก็คือ คดีของ นายโอเรนธาล เจมส์ ซิมป์สัน หรือ โอ.เจ.ซิมป์สัน ดารา และอดีตซุป'ตาร์นามอุโฆษ แห่งวงการอเมริกันฟุตบอล กีฬาแห่งความภาคภูมิใจและสุดฮิตอันดับหนึ่งของชาวอเมริกัน ผู้มากมีทั้งชื่อเสียงและเงินทอง หากใครนึกภาพไม่ออก ว่า โอ.เจ.ซิมป์สัน อดีตตัววิ่งของ ทีมบัฟฟาโล่ บิลล์ส และ ซานฟรานซิสโก โฟร์ตี้ไนเนอร์ส ผู้นี้โด่งดังแผ่นดิน USA มากมายขนาดไหน นายฮกหลง ขอหยิบยกประโยคจากบทความ โลกสีเขียว หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ประจำวันที่ 20 มิ.ย.2537 ของ คุณแสงชัย สุนทรวัฒน์ คอลัมนิสต์ผู้เชี่ยวชาญข่าวต่างประเทศ และรู้ทุกซอกทุกมุมของสังคมอเมริกันชน ผู้ล่วงลับ ซึ่ง นายฮกหลง เทิดทูนบูชา มาให้แฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ ได้ลองอ่าน และจินตนาการตามกันไปก่อน

"คุณๆ รู้จักเปเล่ใช่ไหมครับ ยอดนักฟุตบอลที่ถือกันว่าดังที่สุดในโลก คุณรู้จัก โอ.เจ.ซิมป์สัน ไหมครับ ไม่รู้จักหรอกครับ นอกจากคุณจะเคยอยู่ที่อเมริกา หรือ เป็นแฟนอเมริกันฟุตบอลอย่างเหนียวแน่นมาตลอดยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมานี้

โอ.เจ.คือ สุดยอดตัววิ่ง ของ วงการอเมริกันฟุตบอล ผมไม่ทราบว่าจะบรรยายความยิ่งใหญ่ของ โอ.เจ. ใน อเมริกาได้อย่างไร เอาเป็นว่าอย่างนี้แล้วกันครับ สำหรับอเมริกันชนแล้ว โอ.เจ.ซิมป์สัน ยิ่งใหญ่พอๆ กับ เปเล่ ที่ยิ่งใหญ่ต่อแฟนฟุตบอลของโลก ก็แล้วกัน!"

หาก ชาวเจนวาย ยังนึกไม่ออกว่า เปเล่ คือใครกันอีก? ก็ เอาง่ายๆ แบบแล้วกันครับว่า... โอ.เจ. ก็คือ เมสซี บวก โรนัลโด ของ อเมริกันชน

นึกภาพออกแล้วใช่ไหมครับว่า โอ.เจ.ผู้นี้ คือใคร? และเป็น บิ๊กเนม ที่ใครๆ ใน สหรัฐอเมริกา ต้องรู้จัก และให้ความเกรงอกเกรงใจ มากมาย ขนาดไหน?

โอ.เจ.ซิมป์สัน ตกเป็นผู้ต้องหา คดีฆาตกรรม นางนิโคล บราวน์ ซิมป์สัน อดีตภรรยาคนที่ 2 ที่เพิ่งหย่าร้างกัน และ นายโรนัลด์ โกลด์แมน เพื่อนชาย ที่ถูกสังหาร โดย ฆาตกรปริศนา ที่แม้จะผ่านมาจนถึงทุกวันนี้ ประเทศที่ได้ชื่อว่า เป็น "ที่สุดของที่สุด" แห่งวงการนิติวิทยาศาสตร์โลก ก็ยัง ไม่สามารถระบุได้ว่า เป็นใคร?

โดย คดีแห่งศตวรรษนี้ เริ่มต้นขึ้น...เมื่อเหยื่อทั้งสองราย ถูกฆาตกรโหด แทงด้วยอาวุธมีด นอนจมกองเลือด เสียชีวิตอยู่ด้านนอกคอนโดมิเนียมหรู ย่านเบรนต์วูด นครลอสแอนเจลิส โดยสภาพศพ ถูกแทงยับทั้งคู่ แถมบริเวณ คอหอยถูกเชือดจากด้านหนึ่งจนสุดอีกด้านหนึ่ง อย่างน่าสยดสยอง กระทั่งมีผู้มาพบเห็นศพ ในเวลา 00.10 น. วันที่ ของวันที่ 13 มิ.ย. 2537 โดยเบื้องต้น เจ้าหน้าที่นิติเวช ระบุเวลาการเสียชีวิตของทั้งคู่ว่า น่าจะอยู่ที่เวลาประมาณ 22.30 น. ของ วันที่ 12 มิ.ย. 2537

และเมื่อตรวจสอบที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่พบหลักฐานมากมาย ไม่ว่าจะเป็น รอยเท้าคนร้าย รอยเลือดซึ่งออกจากที่เกิดเหตุ หมวกสีน้ำเงิน และถุงมือเปื้อนเลือด....

แล้ว ณ เวลา 22.30 น. ของ วันที่ 12 มิ.ย.2537 ซึ่งน่าจะเป็นเวลาที่คนร้ายลงมือ โอ.เจ.ซิมป์สัน อยู่ที่ไหน ?

ในวันนั้น โอ.เจ. มีกำหนดเดินทางไปสนามบิน เพื่อขึ้นเครื่องไปแข่งขันกอล์ฟรายการหนึ่งที่ชิคาโก ในวันที่เกิดเหตุ

หากแต่ว่า…..

เวลาประมาณ 21.35 น. ของ วันที่ 12 มิ.ย.2537 โอ.เจ ไม่ได้อยู่ในคฤหาสน์ ที่ แอลเอ กระทั่งเวลา เวลา 22.22 น. นายอลัน ปาร์ก คนขับรถลีมูซีน ที่นัดหมายไว้ ขับรถมารับที่หน้าคฤหาสน์ ก็พบว่า โอ.เจ ไม่ได้อยู่ที่บ้านพักและไม่เห็นรถยนต์จอดอยู่ จนกระทั่งเวลา 23.00 น. โอ.เจ ก็ปรากฏตัว ก่อนขึ้นเครื่องออกจากสนามบิน ในเวลา 23.40 น.

เวลา 05.00 น. ตำรวจแอลเอ แผนกฆาตกรรม 4 นาย ในจำนวนนี้ มี มาร์ก เฟอร์แมน ตัวละครสำคัญที่จะมีผลต่อคดีนี้ในอนาคต รวมอยู่ด้วย เดินทางมาที่ คฤหาสน์ของ โอ.เจ. โดยอ้างว่าต้องการมาบอกข่าวเรื่องการเสียชีวิตของอดีตภรรยา แต่เมื่อพยายามติดต่อ ไม่มีใครในบ้านตอบรับ ทั้งหมดจึงหยุดรออยู่

แต่แล้ว....เมื่อ นักสืบมาร์ก เฟอร์แมน สังเกตเห็น รอยเลือดที่บริเวณที่จับประตูรถฟอร์ดบรองโก สีขาว ของ โอ.เจ. ที่จอดอยู่หน้าบ้าน ประกอบกับ รออยู่เป็นเวลากว่า 45 นาทีแล้ว

ทั้งหมดจึงตัดสินใจ กระทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด... ด้วยการบุกเข้าไปคฤหาสน์ของซิมป์สันโดยพลการ

ก่อน 06.00 น. เล็กน้อย ทั้งหมดได้พบกับลูกสาวของซิมป์สัน จึงมีการติดต่อทางโทรศัพท์ เพื่อแจ้งข่าวฆาตกรรมให้ โอ.เจ. รับทราบ ซึ่งหลังทราบข่าวร้าย เจ้าตัว ก็บอกกลับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า จะเดินทางกลับทันที

แต่แล้ว...15 นาที หลังจากนั้น นักสืบเฟอร์แมน ก็ไปพบเข้ากับหลักฐานสำคัญเข้า ประกอบด้วย คราบเลือดเกรอะกรัง เป็นทางยาวที่ลานจอดรถ ถุงเท้าเปื้อนเลือด และ ถุงมือเปื้อนเลือด 1 ข้าง ลักษณะคล้ายกับที่พบในที่เกิดเหตุ!

เหตุการณ์ทั้งหมดจึงพลิกผันทันที เจ้าหน้าที่ตำรวจ สั่งกั้นจุดที่พบหลักฐานทั้งหมด พร้อมเรียกเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน ไปทำการตรวจสอบในเวลา 07.10 น.

เวลา 12.10 น. ซิมป์สัน กลับ แอลเอ ถูกสอบปากคำ นาน 3 ชั่วโมง ก่อนปล่อยตัวไป เพราะเจ้าตัว ให้ความร่วมมือ ยอมให้ตัวอย่างเลือด และรับปากว่า จะมอบตัว ถ้ามีการตั้งข้อหากับเขาอย่างเป็นทางการ แม้ว่า จะไม่สามารถระบุสถานที่และเวลาที่ชัดเจนของตัวเอง ในวันที่เกิดเหตุสังหารโหดอดีตภรรยาได้ก็ตาม

15 มิ.ย. ตำรวจได้ผลการตรวจเลือดยืนยันว่า เลือดที่พบในที่เกิดเหตุ ตรงกับ เลือดของ โอ.เจ.ซิมป์สัน แถมเลือดที่พบบนถุงมือที่คฤหาสน์หรู ก็ตรงกับ เลือดของเหยื่อทั้งสองคน และตัวของเขาเอง อีกด้วย!

ขับรถหนีตำรวจทั่วเมือง หลังถูกออกหมายจับ มะกันมุง รุมแห่อย่างกับดูหนัง  

17 มิ.ย. หลังมีการตั้งข้อหา โอ.เจ.ซิมป์สัน ได้เขียนจดหมายลาตาย และไม่ยอมมอบตัว แถมให้เพื่อนขับรถพาหนี จนเกิดการขับรถไล่ล่า ระหว่าง ขบวนรถของตำรวจแอลเอ กับ รถฟอร์ดบรองโกสีขาว ของ ซิมป์สัน ไปทั่วเมือง โดยในระหว่างการไล่ล่านี้ มีการรายงานข่าวด้วยว่า โอ.เจ. ได้ถือปืนจ่อหัวของตัวเองอยู่ด้วย ท่ามกลางการถ่ายทอดสดทางทีวีเกือบทุกช่องในสหรัฐอเมริกา ไม่ต่างอะไรจากภาพยนตร์ฮอลลีวูด จนกลายเป็นข่าวดังไปทั่วทั้งโลก โดยว่ากันว่า เหตุการณ์นี้ มีผู้รับชมการถ่ายทอดสด มากถึง 95 ล้านคน! ถึงขนาดว่าสถานีโทรทัศน์บางช่อง ต้องยกเลิกการถ่ายทอดสด การแข่งขันบาสเกตบอล NBA รอบชิงชนะเลิศ เพื่อถ่ายทอดสดเหตุที่ว่านี้เลยทีเดียว และตลอดระยะเวลาของการขับไล่ล่า อเมริกันชนจำนวนมากมาย ขับรถตามและยืนมุงดูตลอดสองข้างทางอีกด้วย

ตราบจนกระทั่ง....สิ้นสุดการไล่ล่า ตำรวจเกลี้ยมกล่อมสำเร็จ โอ.เจ.ซิมป์สัน ถูกจับและห้ามประกันตัว แถมเมื่อเข้าไปตรวจสอบภายในรถ ก็พบว่า มีทั้งเงินจำนวนถึง 9,000 ดอลลาร์ และหนวดเคราปลอม อยู่ด้วย

เรียกได้ว่า หลักฐานทุกอย่างมันบ่งชี้เสียเหลือเกินว่า ฆาตกรในคดีนี้ "น่าจะเป็นผู้ใด"

ใช้บารมีคนดัง พร้อมทุ่มเงินไม่อั้น จ้างดรีมทีมทนาย สู้คดี!

แต่แม้ว่า...หลักฐานทุกอย่างจะไม่เป็นใจ อดีตซุป'ตาร์ผู้มากชื่อเสียงนี้ ก็ใช้ทั้งความโด่งดังและเงินทองที่มีอยู่มากมายมหาศาล ว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญชั้นอ๋องในหลายแขนง มารวมตัวกันตั้งเป็นทีมกฎหมายเพื่อต่อสู้คดี ซึ่งทีมกฎหมายที่ว่านี้ เก่งฉกาจ จนถึงขนาดสื่อในสหรัฐฯขนานนามให้ว่าเป็น "ดรีมทีม" เลยทีเดียว และในจำนวนนี้ มี "จอห์นนี่ ค๊อกแรน" ทนายผิวสีมากฝีมือ ค่าตัวสุดแพง ซึ่งต่อมา เป็นกลจักรสำคัญยิ่ง ในการพลิกเกม จากที่ถูกไล่ต้อนจนเกือบจนกระดาน มาเป็นฝ่ายรุกฆาต แถมสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับสังคมอเมริกันชนอย่างกว้างขวาง ในเวลาต่อมา

การพิจารณา คดีแห่งศควรรษ เปิดฉากในวันที่ 20 ก.ค. 2537 เมื่ออัยการนำเสนอหลักฐานเป็นชุดๆ รวม 723 ชิ้น รวมถึง ถุงมือและถุงเท้าเปื้อนเลือด ซึ่งเมื่อผ่านขั้นตอนการตรวจดีเอ็นเอแล้ว พบว่า เป็นกลุ่มเดียวเลือดซิมป์สัน และที่สำคัญไปกว่านั้น คือ อดีตนักอเมริกันฟุตบอลชื่อดัง เคยทุบตีอดีตภรรยาอย่างรุนแรง จนกระทั่ง ต้องโทรศัพท์ 911 เพื่อขอความช่วยเหลือ จากตำรวจแอลเอ อย่างน้อย 9 ครั้ง นับตั้งแต่ทั้งคู่อยู่กินฉันสามีภรรยา ตั้งแต่ปี 2528 เป็นต้นมา

นอกจากนี้ อัยการ ยังพบด้วยว่า ร่องรอยที่พบในที่เกิดเหตุ ไม่ว่าจะเป็น เส้นผม รอยรองเท้า หรือ เส้นใย ล้วนมีส่วนสัมพันธ์ กับ ซิมป์สัน ทั้งสิ้น

แฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ คิดอย่างไรกันครับ คิดเหมือน นายฮกหลง ใช่ไหมครับว่า...

หลักฐานมันน่าจะมัดแน่นหนา ชนิดที่เรียกว่า "ดิ้นยังไงก็ไม่น่าจะหลุด นอกจากมี "เวทมนตร์วิเศษ!"

หากแต่ว่า.....ดรีมทีม ของ โอ.เจ.ซิมป์สัน ดันสามารถสร้างสิ่งที่น่าจะเรียกว่า "เวทมนตร์วิเศษ" ให้เกิดขึ้นได้จริงๆ

นั่นเป็นเพราะ...ทั้งหมดทั้งมวลที่ว่าไปนั้น อัยการ ยังขาดสิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งไป

นั่นก็คือ "ประจักษ์พยาน" ที่เห็นเหตุการณ์ฆาตกรรมในครั้งนี้! ซึ่งรอยโหว่ที่ว่านี้เอง ทำให้ ดรีมทีม นำไปใช้หักล้างความน่าเชื่อถือของคดีต่อหน้าลูกขุน โดยชี้ให้เห็นว่า อัยการมีแต่เพียง "พยานแวดล้อม" ทั้งสิ้น

"ประจักษ์พยาน" และ "พยานแวดล้อม"

ฟังดูคุ้นๆ เหมือนคดีเสี่ยหุ้นในประเทศหนึ่ง แถวๆ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างไร….ก็ไม่รู้สินะ! ว่าไหมครับ แฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ทุกท่าน

ส่วนเจ้าถุงมือเปื้อนเลือด ที่อัยการหมายหมั้นปั้นมือว่า จะเป็นหมัดเด็ดอีก "หมัดน็อก" ซุป'ตาร์วงการอเมริกันฟุตบอล ให้จำนนต่อหลักฐาน "ถึงขนาดให้เจ้าตัว ลองสวมดู ต่อหน้าคณะลูกขุน"

แต่แล้ว.....ทุกอย่างก็กลับตาลปัตร เพราะเหตุที่ว่า ซิมป์สัน ต้องใช้เวลานานหลายนาที กว่าที่จะสวมได้ โดยคณะลูกขุนบางคน เรียกมันว่า เป็นความพยายามที่ทุลักทุเลเสียด้วยซ้ำไป!

นั่น ก็เป็นเพราะ ถุงมือที่ว่า ดันมีขนาดเล็กกว่ามือของผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่ง จนทำให้คณะลูกขุนส่วนใหญ่ ตีความว่า มันไม่ใช่ถุงมือของ ซิมป์สัน ไปเลยก็มี

แต่ทีเด็ดทีขาด ที่ทำให้เกิดจุดพลิกผันในคดีนี้ จริงๆ... ก็คือ การที่ ทนายเจ้าของค่าตัวสุดแพงเว่อร์ อย่างค๊อดแรน ได้ตอกย้ำทิ่มแทงตรงๆ ไปที่ประเด็น ว่า มาร์ก เฟอร์แมน ตำรวจสายสืบแอลเอ ผู้ค้นพบถุงมือซึ่งเป็นหลักฐานชิ้นเด็ด คนแรก นั้น มีพฤติกรรม เหยียดสีผิว ไม่ต่างจาก อดอล์ฟ ฮิตเลอร์!

ซึ่งประเด็นที่นำมาเล่นในครั้งนี้ แม้แต่ ทนายที่ร่วมทำคดีด้วยกัน ยังมองว่า เป็นการ "เล่นสกปรก"

เปิดประเด็น "เหยียดสีผิว" เบี่ยงเบนทิศทางคดี เปลี่ยนจาก รับ เป็น รุกฆาต

ซึ่งหลังจาก มันถูกนำมาเล่น กลับทำให้ หลักฐานทั้งหมดที่ อัยการ ใช้กล่าวหา โอ.เจ. ในคดีนี้ ไม่ต่างอะไรกับการสร้างหลักฐานเท็จ เพื่อใส่ความ คนผิวดำ ซึ่งแทบจะเป็นเรื่องปกติ ของ ตำรวจผิวขาว ในอเมริกา กลายเป็นเรื่องเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา และมีน้ำหนักอย่างยิ่งยวด สำหรับการพิจารณาคดี ในสายตาของ คณะลูกขุน ที่ส่วนใหญ่เป็นคนผิวดำ รวมถึง คนผิวดำทั้งหมดในสหรัฐอเมริกา เองอีกด้วย

3 ต.ค. 2538 หลังจากใช้เวลาพิจารณาสำหรับการออกคำตัดสิน เพียงไม่ถึง 4 ชั่วโมง ในคดีที่มีการต่อสู้มายาวนานหลายเดือน และกองเอกสารหลักฐาน ที่ ฝ่ายอัยการ บอกว่า มีกองท่วมราวกับภูเขา

คณะลูกขุนศาลอาญา 12 คน ที่ประกอบด้วย คนดำ 8 คน คนขาว 1 คน สเปน 1 คน และผิวสี 2 คน ก็มีคำตัดสินว่า ซิมป์สัน ไม่มีความผิดฐาน ฆาตกรรม โดยหนึ่งในคณะลูกขุน ที่ร่วมพิจารณาในคดีนี้ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อภายหลังด้วยว่า จริงๆ แล้ว ตนเองรู้สึกว่า เพียงแค่ 30 นาที ลูกขุนทุกคน ก็ได้ข้อยุติในคดีนี้แล้ว

แน่นอน หลังคำตัดสิน …. ท่ามกลางคนผิดดำส่วนใหญ่ทั่วทั้งประเทศสหรัฐอเมริกา ที่พากันเฉลิมฉลอง หลังทราบผลการตัดสิน แต่กลับกัน คนผิวขาว ส่วนใหญ่ในเมืองลุงแซม กลับเชื่อว่า คณะลูกขุน ตัดสินผิดพลาดและระบบศาลของสหรัฐอเมริกา ไม่ได้ก่อให้เกิดความยุติธรรมอย่างแท้จริง!

และการตัดสินของคุณลูกขุน ในคดีนี้ เป็นการตัดสินที่ "เอาอารมณ์มาอยู่เหนือเหตุผล"

ด้วยเหตุนี้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลก เมื่อมีการทำผลสำรวจถามความเห็นในคดีนี้ จึงปรากฏว่า คนผิวขาว 77 เปอร์เซ็นต์ เชื่อว่า โอ.เจ. กระทำความผิดจริง ในขณะที่ คนผิวดำ 72 เปอร์เซ็นต์ เชื่อว่า โอ.เจ. ไม่ได้เป็นฆาตกร

อเมริกันชน สุดอึ้ง ตั้งคำถามกระบวนการยุติธรรม คดีเดียวกัน ไฉน ตัดสินขัดกันเอง

ซ้ำร้ายยิ่งไปกว่า นั้น ในอีก 2 ปีต่อมา เมื่อญาติผู้ตาย นำคดีนี้ไปฟ้องร้องในศาลแพ่ง เมืองซานตาโมนิกา รัฐแคลิฟอร์เนีย คณะลูกขุน ที่ประกอบด้วย คนผิวขาว 9 คน สเปน 1 คน เอเชีย 1 คน และ ผิวผสม 1 คน กลับมีคำตัดสินว่า ซิมป์สัน สมควรรับผิดชอบต่อเหตุฆาตกรรมที่เกิดขึ้น และต้องจ่ายค่าเสียหายแก่ครอบครัวผู้ตาย รวมมูลค่าถึง 23.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เนื่องจากเชื่อว่า ผู้ต้องหาปิดบังข้อเท็จจริงในการ ให้การในศาล!

คำตัดสิน ที่ขัดกันเช่นนี้ นำไปสู่การทำให้สังคมอเมริกันชน เกิดความคลางแคลงใจในระบบยุติธรรมของตัวเอง ถึงขนาด ที่ ประธานาธิบดีบิล คลินตัน ในเวลานั้น ต้องออกมาเรียกร้องให้ชาวอเมริกันทั้งผอง ให้ความเคารพ ต่อคำตัดสินของคณะลูกขุน พร้อมกับเน้นให้อเมริกันชน เห็นถึงความจำเป็นของเอกภาพทางด้านเชื้อชาติ เป็นสำคัญ

ตัดภาพมาถึง ในวันนี้ ...22 ปี ที่ล่วงผ่าน ของ คดีแห่งศตวรรษ ความรุนแรง จากประเด็นการเหยียดผิวในสหรัฐอเมริกา ดินแดนแห่งเสรีภาพ และภราดรภาพ ก็ยังคงปรากฏให้เห็น อยู่เนืองๆ โดยเฉพาะระหว่างตำรวจผิวขาว และวัยรุ่นผิวสี

แสดงให้เห็นถึง อคติความต่างทางผิวสี ยังคงฝังตรึงแน่น อยู่ในหัวใจอเมริกันชนอยู่  

ไม่ต่างอะไรจาก รอยแผล ที่หากพลาดไปสะกิดขึ้นมาคราใด ก็จะทำให้เกิดความเจ็บปวดไปเสียทุกครั้ง ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใด บนดินแดนแห่งเบ้าหลอมทางวัฒนธรรมแห่งนี้...

นายฮกหลง ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์  

ขอบคุณภาพประกอบ : http://www.latimes.com/local/la-oj-anniv-arrest-story.html#page=1

  • สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์ สามารถส่งเรื่องราวหรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่ 
 reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ
โคลิน แคเปอร์นิค (Colin Kaepernick) ควอเตอร์แบ็กสำรอง ของทีมซานฟรานซิสโก โฟร์ตี้ไนเนอร์ส ถอนกายลงคุกเข่า ขณะมีการเปิดบรรเลงเพลงชาติสหรัฐอเมริกา ในการแข่งขันอเมริกันฟุตบอล NFL เพื่อประท้วงปัญหาเหยียดสีผิว 22 ก.ย. 2559 14:21 ไทยรัฐ