วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

คาราวาน “เมืองผี” สู่สยาม “เมืองยิ้ม”

หลังไทยเป็นเขตปลดปล่อยให้ “รถบ้าน” จากจีนเข้ามาแล่นเพ่นพ่านอยู่เต็มพื้นที่ภาคเหนือล้นลงมาถึงภาคกลาง สร้างปัญหา ตามมาพะเรอเกวียน

ครั้นพอเราใช้มาตรการเข้มสถิติรถบ้านซึ่งเคยปรากฏที่ด่านพรมแดน อ.เชียงของ-แม่สาย จ.เชียงราย จำนวนมากกลับกลายเป็น “ศูนย์” ไปทันที!

อย่างไรก็ตาม...กระแสนักท่องเที่ยวจีนเข้าไทยนั้น มิได้หยุดนิ่งที่จะมาเที่ยวสยามเมืองยิ้ม โดย ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ยังพูดแบบอมยิ้มไปพร้อมกันว่า เมื่อปีที่ผ่านมาไทยมีนักท่องเที่ยวจีน 7.9 ล้านคน เติบโตขึ้นถึงร้อยละ 71.14 แล้วคาดหวังต่อไปอีกว่าปีนี้น่าจะได้มากถึง 10 ล้านคนแน่นอน ขณะที่นายกองค์กรท่องเที่ยวเอกชนอ้างจีนกำลังพิพาททางทะเลกับญี่ปุ่น เวียดนาม และฟิลิปปินส์ จะส่งผลบุญให้ไทยส้มหล่นมีนักท่องเที่ยวจีนเปลี่ยนเข็มทิศมาไทย 13 ล้านคน

ไต่เพดานสูงถึงเกือบร้อยละ 1 ของจำนวนประชากรจีนล่าสุด 1,400 ล้านคนเลยทีเดียว!

และถึงรถบ้านจีนจะใส่เกียร์ถอยไม่ยอมมาไทย ผู้ว่าการ ททท.ก็ดูเหมือนจะไม่ถือเป็นประเด็นปัญหา ด้วยเมื่อเช้าวันที่ 22 สิงหาคม ที่ผ่านมา ททท.ก็ได้ร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรมจีน โดยสมาคมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างประเทศแห่งจีน สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย และสภาวัฒนธรรมไทย-จีน

จัดโครงการคาราวานรถยนต์สานสัมพันธ์วัฒนธรรมและการท่องเที่ยวไทย-จีน ประจำปี 2559 ขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ที่ลานวัฒนธรรมกลางเมืองออร์โดส ดินแดนที่ได้ชื่อว่าเป็น “เมืองผี” หรือ “เมืองร้าง” ของเขตปกครองตนเองมองโกเลียใน ซึ่งเป็นเมืองชายแดนตอนเหนือของจีนที่ติดรัสเซียกับมองโกเลีย จากสาเหตุเมืองนี้มีทรัพยากรถ่านหิน ก๊าซ และแร่โลหะมากมายที่สามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบและสินค้าพร้อมขาย

เมื่อเริ่มต้นปี ค.ศ.2000 รัฐบาลจีนจึงทุ่มพัฒนาเมืองนี้ให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการเมือง โดยเร่งสร้างปัจจัยพื้นฐานต่างๆ กับอาคารที่อยู่อาศัยเตรียมรองรับ ด้วยคาดว่าจะต้องมีประชากรมากถึง 14 ล้านคนในอนาคต แต่เพราะการบริหารที่ล้มเหลวส่งผลให้เศรษฐกิจล่มสลาย มีประชากรอยู่เพียง 1.4 ล้านคน เหล่าอสังหาริมทรัพย์จึงกลายเป็นอาคารร้างว่างเปล่า ถนนหนทางไร้ซึ่งรถราแล่นผ่านเช่นเมืองใหญ่ๆของจีน การจราจรไม่มีติดขัดให้เห็นไม่ว่าจะเป็นเวลาเย็นหรือเช้า...เมืองนี้จึงดูไม่ต่างเมืองผีและเมืองร้างอย่างที่ถูกกล่าวถึง!

แต่คณะผู้จัดคาราวานต่างกลับเห็นพ้องต้องกันที่จะเลือกเมืองนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการปล่อยขบวนคาราวานจำนวน 70 คันออกเดินทาง ด้วยเห็นว่าเมืองนี้มีวัฒนธรรมของชนเผ่ามองโกลอันชวนให้น่าสนใจ และมีประวัติศาสตร์โบราณอันเกี่ยวกับเจงกิสข่าน ขุนพลนักรบบนหลังม้าที่ลือชื่อ อีกทั้งมีทะเลทรายผืนใหญ่ “เซี้ยงซาวัน” ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับแนวหน้า

ติง เหว่ย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงวัฒนธรรมจีน ให้เหตุผลด้วยว่า “คาราวานสานสัมพันธ์วัฒนธรรมและการท่องเที่ยวไทย-จีน ครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำสัมพันธไมตรีที่ดีต่อกันของทั้ง 2 ประเทศ ภายใต้แนวคิดที่ว่า One Belt One Road คือการเชื่อมต่อบนถนนสายเดียวกัน ด้วยจะต้องเดินทางผ่าน 7 มณฑลในจีน และอีกกว่า 10 จังหวัดในไทย รวมระยะทางไป-กลับ 12,000 กิโลเมตร ใช้เวลานานถึง 39 วัน และยังมีการจัดเวทีแสดงแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไทย-จีน ทั้งที่ออร์โดส, เจิ่งโจวแห่งมณฑลเหอหนาน และฉางชาแห่งมณฑลหูหนาน ส่วนเมืองไทยที่ จ.เชียงราย กับกรุงเทพฯ โดยทุกเวทียังมีการนำเสนอขายการท่องเที่ยวไทยในจีน และขายท่องเที่ยวจีนในไทย”

สำหรับเส้นทางคาราวานที่แล่นด้วยรถตระกูล “ฉีลุ่ย” ที่ผลิตในจีน เมื่อเริ่มออกจากเมืองออร์โดสแล้ว ก็จะเลาะลงไปทางฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือผ่านทุ่งดอกหญ้าออร์โดส ที่คนมองโกล เรียกว่า “มาหลันฮั้ว” สู่เมืองโบราณอายุกว่า 1,000 ปีที่อำเภอปิงเหย้า ก่อนเข้าสู่ไต้หยวน, เจ็งโจว, เต็งเฟ็ง, หวู่ฮั่น, ฉางชา, กุ้ยหยาง ลงไปทางใต้ถึงคุนหมิง เมืองเอกของมณฑลยูนนาน จากนั้นใช้เส้นทางสาย R3A แล่นลงสู่หยวนเจียงเซียนและ “จิ้งฮง” หรือเชียงรุ้ง และเป็นเมืองเดียวกับที่คนไทยรู้จักกันในชื่อ “สิบสองปันนา” ถิ่นที่อยู่ชาวไทลื้อกลุ่มเดียวกับไทลื้อ จ.พะเยา

ครั้นเมื่อวันที่ 9 กันยายน ที่ผ่านมา ขบวนคาราวานได้พากันแล่นผ่าน สปป.ลาว ด้านบ่อเต็นสู่บ่อแก้ว แล้วข้ามลำน้ำโขงบนสะพานมิตรภาพไทย-สปป.ลาว แห่งที่ 4 เข้าสยามเมืองยิ้มที่ อ.เชียงของ จ.เชียงราย โดยมีพิธีต้อนรับกันอย่างเอิกเกริกตามธรรมเนียมล้านนา พร้อมการแสดงทางด้านวัฒนธรรม

คราวนี้นักแสดงฝ่ายจีนกลับเป็นฝ่ายมาเยือนบ้าง

ก่อนหน้าที่คณะคาราวานจะเดินทางเข้าสู่ไทย ผู้ขับขี่รถทุกคันซึ่งเป็นคนจีนทั้งหมด บางคนที่อาสาเข้ามาเป็นผู้ขับขี่นั้น มีสถานะเป็นถึงผู้บริหารบริษัทตัวแทนผู้จำหน่ายรถตระกูลฉีลุ่ยเป็นต้นทุนอยู่ในจีน แต่เขาก็จะต้องผ่านการอบรมย้ำเตือนมาเป็นอย่างดี ถึงมารยาทในการขับขี่และการปฏิบัติตามกฎจราจรภายใต้ พ.ร.บ.ขนส่งทางบกของไทย เช่น เปลี่ยนช่องทางการจราจรจากขวาเป็นซ้าย ไม่ขับรถหวือหวาปาดซ้ายปาดขวาให้ดูน่ากลัว ไม่สูบบุหรี่และใช้โทรศัพท์หรือถ่ายภาพกับวีดิโอขณะขับรถ

เพราะกระทรวงวัฒนธรรมจีนทราบดีว่า พฤติกรรมการขับขี่คนของเขาเป็นอย่างไร อีกทั้งยังทราบด้วยว่า สายตาคนไทยมองนักท่องเที่ยวจีนที่นิยมขับรถมาเที่ยวไทย แล้วทิ้งมารยาทบางอย่างที่ไม่เหมาะสมไว้?

คณะคาราวานได้เริ่มเยือนไทยตั้งแต่เชียงรายลงไปเชียงใหม่ ลำปาง ซึ่งคงไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่สำหรับตลาดจีน ที่มาไทยแล้วมักเลือกถิ่นนี้เป็นจุดหมายแรกก่อนเที่ยวถิ่นอื่น แต่ทางเลือกใหม่ของกลุ่มตลาดจีนเที่ยวนี้ คือจะล่องต่อไปทางนครสวรรค์แล้วเชื่อมสู่อู่อารยธรรมอีสาน สินค้าที่ตลาดจีนยังไม่สู้จะคุ้นเคยนัก โดยเลือก จ.นครราชสีมา เพื่อชมแหล่งโบราณคดีอายุหลายพันปีที่บ้านปราสาท อ.โนนสูง และปราสาทหินพิมายแหล่งโบราณคดีสมัยขอมเรืองอำนาจ

ที่โดดเด่นเป็นวิถีชุมชนคนทอผ้าไหมแห่งบ้านสนวนนอก อ.ห้วยราช จ.บุรีรัมย์ อีกทั้งถิ่นทอผ้าไหมยกทองโบราณบ้านท่าสว่าง จ.สุรินทร์ กับหมู่บ้านช้างบ้านตากลาง พิพิธภัณฑ์พญาคันคาก จ.ยโสธร ภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์อุทยานแห่งชาติผาแต้ม จ.อุบลราชธานี กับผามออีแดง จ.ศรีสะเกษ แล้วย้อนลงมาทางปราสาทหินเขาพนมรุ้ง ก่อนเข้าสู่ภาคตะวันออกทางด้าน จ.นครนายก เพื่อไป จ.ระยอง และเมืองพัทยาเป้าหมายสำคัญของตลาดจีน และมุ่งสู่เมืองหลวงกรุงเทพฯ 26 กันยายน เพื่อจับจ่ายสินค้าในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ก่อนทำพิธีเลี้ยงลาเพื่อปิดโครงการที่ศูนย์วัฒนธรรมจีน วันที่ 29 กันยายน ก่อนขบวนจะวกกลับเชียงรายและย้อนสู่จุดหมายคือเมืองผีออร์โดส

กิจกรรม 39 วันบนเส้นทางล้อหมุน 12,000 กิโลเมตร นับเป็นประวัติศาสตร์ใหม่อีกบทหนึ่งเพื่อเชื่อมประสานความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรม ของสองฟากฝั่งประเทศที่เคยมีกันมานาน แต่โครงการนี้หากมองถึงการแลกเปลี่ยนทางการท่องเที่ยว อาจยังไม่มีน้ำหนักที่ชัดเจนมากพอสำหรับโครงการใหญ่ขนาดนี้ ด้วยบทผนวกยังเป็นเพียงการทำตลาดแบบ Soft Sale คือสร้างการรับรู้ ทว่าขาดแรงกระตุ้นให้เกิดการซื้อขายตรงแบบ Hard Sale ที่นำผู้ประกอบการในธุรกิจท่องเที่ยวจากไทยไปเป็น “ผู้ขาย” แก่ “ผู้ซื้อ” คือบริษัทนำเที่ยวในจีน

กระทั่งเมื่อคาราวานนำเที่ยวเยือนไทย ก็นำผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวจากจีนมาเป็น “ผู้ขาย” ให้กับ “ผู้ซื้อ” คือบริษัทนำเที่ยวในไทย เป็นการแลกเปลี่ยนตลาดการท่องเที่ยวไทย-จีน แบบเอื้อซึ่งกันและกัน

ถึงกระนั้นด้วยสถานการณ์ด้านการท่องเที่ยวอย่างที่รู้กันว่า ททท.กำลังจะโหนตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนเที่ยวไทยให้ได้ 10 ล้านคนจากทุกกลุ่ม ขณะคนไทยไปจีนเฉลี่ยปีละประมาณ 613,100 คน ซึ่งไทยยังคงความได้เปรียบทางดุลจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ที่สูงกว่าจีนหลายเท่าตัว

ก็พอสรุปได้ว่าเมื่อไทย-จีนคิดปั้นโครงการใหญ่คือคาราวานสานสัมพันธ์วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ติดต่อกันถึง 3 ปีโดยมีหน่วยงานรัฐของทั้ง 2 ประเทศเป็นแม่งาน ก็น่าที่จะคัดกรองผู้ประกอบการนำเที่ยวซึ่งขายบริการแก่กลุ่มคุณภาพ มาเจรจาซื้อขายธุรกิจแลกเปลี่ยนกัน ซึ่งวิธีการนี้ย่อมดีกว่าการไปลงนามข้อตกลงไม่รู้กี่ครั้งกี่หน เพื่อแก้ปัญหาพฤติกรรมนักท่องเที่ยวประพฤติตนไม่เหมาะสมระหว่างท่องเที่ยว

ไม่คิดเริ่มต้นเฟ้นหานักท่องเที่ยวคุณภาพอย่างจริงๆจังๆกันเลยเหรอ?

หลังไทยเป็นเขตปลดปล่อยให้ “รถบ้าน” จากจีนเข้ามาแล่นเพ่นพ่านอยู่เต็มพื้นที่ภาคเหนือล้นลงมาถึงภาคกลาง สร้างปัญหา ตามมาพะเรอเกวียน... 22 ก.ย. 2559 13:40 ไทยรัฐ