วันจันทร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สุทธิ–ปัญญา–เมตตา–ขันติ

น่าสังเกตว่าระยะนี้มีเรื่องราวการกระทบกระทั่งกันระหว่างครูกับนักเรียนบ่อยครั้ง กรณีล่าสุดที่โด่งดัง ได้แก่ การที่ครูพลศึกษาในโรงเรียนแห่งหนึ่งของจังหวัดนครราชสีมา ถูกกล่าวหาปาแก้วใส่นักเรียนหญิง ชั้น ม.5 จนปากเบี้ยวและตาเหล่ มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวน สรุปว่าไม่ได้เจตนา ปาเด็ก เป็นความผิดทางวินัยไม่ร้ายแรง แค่ตัดเงินเดือน หรือภาคทัณฑ์

กรณีที่ 2 มูลนิธิปวีณาฯได้รับร้องเรียนจากผู้ปกครองของเด็กชายชั้น ป.6 ของโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวหาว่าผู้อำนวยการทำร้ายร่างกายเด็ก ได้รับบาดเจ็บสาหัส เนื่องจากไม่พอใจที่เด็กไม่เข้าแถวเคารพธงชาติ จึงตบบ้องหูทั้งซ้ายและขวา ใช้ศอกสับหัว ตบปาก และตบจมูก เลือดกำเดาไหล จนเพื่อนๆต้องวิ่งไปแจ้งผู้ใหญ่บ้าน

กรณีที่ 3 ชาวบ้านตำบลหนองหงส์ ชลบุรี แจกใบปลิวขับไล่ครูคนหนึ่ง กล่าวหาว่าทำโทษนักเรียนด้วยการใช้ไม้พลองตีจนไม้หัก อีกคนหนึ่งถูกลงโทษด้วยการถีบหน้าอย่างแรง และกรณีที่ 4 ครูหญิงผู้รับผิดชอบอาหารกลางวันโรงเรียนของจังหวัดสุรินทร์ บังคับให้นักเรียนหญิงกราบขอขมาต่อหน้าเสาธง เพราะไม่พอใจที่เด็กหาว่าเป็นโรคแพ้อาหาร เพราะกินเต้าหู้ไข่โรงเรียน

กรณีหลังนี้ นายแพทย์คนหนึ่งให้สัมภาษณ์สื่อว่าวิธีที่ครูทดสอบ ด้วยการให้กินเต้าหู้ไข่ซ้ำ เสี่ยงต่อการเกิดอาการช็อก และอาจเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติแพ้อาหาร ขณะที่กุมารแพทย์ด้านเวชศาสตร์วัยรุ่นคนหนึ่ง กล่าวว่า การบังคับเด็กให้กราบขอขมาต่อหน้าเพื่อนๆ เป็นการใช้ความรุนแรง อย่างหนึ่ง และการทดสอบการแพ้อาหาร ก็เป็นอันตรายต่อชีวิต

อาจมีเรื่องราวแบบนี้อีกมากและอาจพูดได้ว่าเป็นการใช้ความรุนแรงของ ครูต่อนักเรียนซึ่งเป็นลูกศิษย์ที่ตนสั่งสอน ใช้ความรุนแรงทั้งทางกาย บางคนอาจรุนแรงทางวาจาคือการด่าเสียๆหายๆ รวมทั้งความรุนแรงทางจิตใจ อย่างกรณีบังคับให้กราบขอ ขมาต่อหน้าเพื่อนนับร้อยๆ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา อันเป็นหลักธรรมของผู้ใหญ่ต่อเด็กหายไปไหน?

มองในแง่การเมือง อาจกล่าวได้ว่าสังคมไทยในปัจจุบันชอบระบบ “อำนาจนิยม” ชอบใช้อำนาจ ความเด็ดขาด และความรุนแรงในการแก้ปัญหา เรียกร้องให้ลงโทษคนร้ายฆ่าข่มขืน ด้วยการประหารอย่างเดียว ไม่ใช่แค่ประเทศไทย แม้แต่ที่ฟิลิปปินส์ก็อำนาจนิยม แค่ไม่กี่เดือนของประธานาธิบดีคนใหม่ มีคนตายเพราะถูกปราบยาเสพติดถึง 3 พัน

ถึงเวลาหรือยังที่สังคมไทยจะร่วมกันคิดและทบทวนวิธีการแก้ปัญหาของประเทศอย่างจริงจัง ควรยึดแนวทางอำนาจนิยม หรือแนวทางสันติตามหลักประชาธิปไตย หรือยึดแนวพระพุทธศาสนาซึ่งคนส่วนใหญ่นับถือ เช่นหลักธรรมท่านพุทธทาสที่ให้ยึด “สุทธิ ปัญญา เมตตา ขันติ” และหลักประชาธิปไตยที่ให้ยึดสันติวิธีและกฎหมาย.

22 ก.ย. 2559 12:25 22 ก.ย. 2559 12:25 ไทยรัฐ