วันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เมืองกะหลาป๋า

บทชมโฉมนางประแดะ หูกลวงดวงสมร ของระเด่นลันได บทหนึ่ง สูงระหงทรงเพรียวเรียดรูด งามละม้ายคล้ายอูฐกะหลาป๋า คนรุ่นผมยังพอจำได้

แต่ก็ไม่เข้าใจนัก อูฐกะหลาป๋าน่ะอูฐเมืองไหน เมืองแถวทะเลทราย ที่ใช้อูฐกันมากๆก็ไม่เคยได้ยิน

อาจารย์กาญจนาคพันธุ์เขียนไว้ในคอคิดขอเขียน เล่ม 2 กะหลาป๋าเป็นเมืองที่คนไทยโบราณรู้จักกันดี สินค้าเมืองนี้ส่งลงสำเภามาขายในเมืองไทยมาก ของที่มาล้วนแต่เป็นของดีมีชื่อเสียง

เมื่อพระไวยจะแต่งงานกับนางศรีมาลา พระพันวษาก็พระราชทาน กระจกกะหลาป๋า ขุนแผนเก่งทางเพ่งกสิน ไม่ได้เพ่งลูกแก้ว แต่ใช้กระจกกะหลาป๋าของเทศเที่ยงแท้ดีมีราคา เพ่งแทน เห็นพิธีทำเสน่ห์ของนางสร้อยฟ้าชัดเจน

รายได้ของเกาะกะหลาป๋า นอกจากกระจกดี ยังมีหมวก เรียกหมวกกะหลาป๋า ผลไม้ ชมพู่กะหลาป๋า

แต่รายได้จากการส่งสินค้าออกของเมืองกะหลาป๋านั้นยังน้อยนักหากเมื่อเทียบกับรายได้หลักที่ทำเงินให้ประเทศมากก็คือ อากรการพนันชนไก่

ไก่ของใครเข้าสังเวียนแล้วชนชนะตามกติกา ก็ต้องตกเป็นของสุลต่านกะหลาป๋า

เจ้าของต้องการไก่ก็ต้องหาทองคำไปไถ่คืน

กาญจนาคพันธุ์เล่ามาถึงตอนนี้ ผมก็นึกถึงเรื่องเจ้าเมืองศรีวิชัย ที่อาจารย์ธรรมทาส (น้องท่านอาจารย์พุทธทาส) เขียนเรื่องเจ้าเมืองศรีวิชัย ซึ่งท่านเชื่อว่าอยู่ที่ไชยา

ก็พอเป็นเค้าให้เข้าใจ ไม่ว่าศรีวิชัยจะอยู่ไชยา หรืออยู่ปาเลมบัง ก็เป็นเมืองเดียวกับเมืองกะหลาป๋านี่เอง

รายได้จากภาษีผ่านสองช่องแคบ ช่องแคบมะละกา และช่องแคบซุนดา คงเป็นกอบเป็นกำ เอาไปรวมกับรายได้จากไก่ชนสุลต่านแต่ละองค์จะมีทองมาก มากแค่ไหน

เวลาตื่นบรรทมทุกเช้า มหาดเล็กจะต้องเตรียมอิฐทองคำ ที่เก็บได้ไปถวาย

สุลต่านท่านก็จะโยนอิฐทองคำลงในสระน้ำข้างราชมณเฑียร เวลาน้ำขึ้นก็จะท่วมกองอิฐทองคำมองไม่เห็น แต่เวลาน้ำลงก็จะเป็นอิฐทองกองเป็นภูเขา กระทบแสงแดดเหลืองอร่าม

เวลามีแขกเมือง องค์สุลต่านก็มักชี้ชวนให้ดูด้วยท่าทางอิ่มเอิบพระทัย

ราษฎรวัดบุญญาธิการองค์สุลต่าน แซ่ซ้องสรรเสริญกันด้วยจำนวนทองคำในสระ แต่คำสรรเสริญมีนัยความแฝงเหมือนแช่ง เพราะกติกาของเมืองมีว่า เมื่อองค์สุลต่านสิ้นพระชนม์ก็ต้องเอาทองทั้งหมดมาหลอม

แล้วแบ่งกันตามลำดับไหล่ พระราชวงศ์ ขุนนางใหญ่น้อย จนกระทั่งถึงราษฎรทุกคน

ด้วยกติกานี้ล่ะกระมัง เมืองกะหลาป๋าที่เคยมีทองคำมากจึงไม่เหลือทองคำก้อนใหญ่ให้คนรุ่นหลังเห็น

สุโขทัยเราสมัยพระร่วงเป็นเมืองที่รุ่งเรือง เพราะเป็นชุมทางการค้าเมืองเหนือ...ขนาดพระร่วงท่านใช้นโยบายค้าเสรี ใครไคร่ค้า ค้าเงินค้าทองค้า ไม่เก็บภาษี

ยังมีรายได้อื่นเหลือทองไว้สร้างพระพุทธรูปทองคำองค์ใหญ่ๆไว้หลายองค์

ชื่อเมืองกะหลาป๋าคงเรียกกันตั้งแต่ต้นสมัยรัตนโกสินทร์ สมัยที่พระมหามนตรี แต่งระเด่นลันได สุนทรภู่ แต่งพระอภัยมณี เขียนถึงเมืองอัดแจ เมืองเอ้หมึง เมืองตาโถง

พอมาถึงสมัยรัชกาลที่ 5 เสด็จไป ได้ผักตบมาแพร่หลายเต็มแม่น้ำลำคลองเมืองไทย คนไทยเรียกผักตบชวา

แสดงว่าชื่อกะหลาป๋าเป็นชื่อโบราณ เลิกเรียกกันไปนาน เต็มที เลิกไปพร้อมกับภาษีไก่ชน

คงเป็นเพราะพวกฝรั่งนั่งเรือมายึดเมืองกะหลาป๋าเป็นเมืองในอาณานิคม ไม่ชอบกีฬาไก่ชนก็เลิกรา เรื่องภาษีชนไก่จึงหมดไป

บ้านเมืองที่ราษฎรบ่นๆการทำมาค้าขายไม่ดี ถึงรู้อยู่กับใจ ภาษีไก่ชนก็คงไม่เป็นข้อพิจารณา เพราะจะเจอทั้งข้อหาภาษีบาป ทารุณสัตว์ เอ็นจีโอก็ต่อต้าน ประเทศมหาอำนาจก็ไม่ชอบ.

กิเลน ประลองเชิง

22 ก.ย. 2559 12:19 22 ก.ย. 2559 12:19 ไทยรัฐ