วันศุกร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เรียนรู้จาก “ท่านมุ้ย” ฝีมือไม่มีวันล้มละลาย

โดย ซูม

ผมเป็นแฟนภาพยนตร์แบบแฟนพันธุ์แท้คนหนึ่งของ “ท่านมุ้ย” หรือ ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล...ติดตามผลงานของท่านมาตั้งแต่ภาพยนตร์เรื่องแรก “มันมากับความมืด” ที่ออกฉายเมื่อ พ.ศ.2514

จากนั้นก็ติดตามดูภาพยนตร์ของท่านเรื่อยมา จนถึงชุดตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ตอนต่างๆ

จะพลาดไปก็เรื่องล่าสุด “พันท้ายนรสิงห์” ที่ผมมีภารกิจยุ่งๆหลายอย่าง พอเริ่มมีเวลาจะไปดู ปรากฏว่าหนังออกจากโรงไปเสียแล้ว

ครับ! จากการเป็นแฟนพันธุ์แท้ของท่านมาถึง 45 ปีเต็มๆ จึงอดใจหายเสียมิได้ เมื่ออ่านข่าวพบว่าท่านได้กลายเป็นบุคคลล้มละลายดังรายละเอียดต่างๆที่เป็นข่าวหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ เมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมา

ผมเองไม่ค่อยสันทัดเรื่องกฎหมายเท่าไรนัก แต่เคยอ่านคำอธิบายของนักกฎหมายที่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้เป็นอย่างดีว่า บุคคลล้มละลายนั้นเหมือนบุคคลที่ตายไปแล้วชั่วคราวทางกฎหมาย

เพราะไม่สามารถทำนิติกรรมใดๆ สัญญาใดๆโดยลำพังได้อีก ต้องผ่านการเห็นชอบจากพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เท่านั้น

จะเดินทางไปต่างประเทศก็ต้องขออนุญาต...มีรายได้ก็ต้องอยู่ในการกำกับดูแลของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์...ทางการเมืองไม่สามารถดำรงตำแหน่งใดๆได้...บวชก็ไม่ได้ เพราะกฎสงฆ์ห้ามพระเป็นบุคคลล้มละลาย...จะรับราชการก็ไม่ได้เพราะกฎ ก.พ.ห้ามไว้ หรือถ้าเป็นข้าราชการอยู่แล้ว หากล้มละลายก็จะต้องถูกออกจากราชการทันที ฯลฯ

แต่ก็ยังดีที่ตามกฎหมายปัจจุบัน คนล้มละลายยังมีโอกาสกลับมาเกิดใหม่ได้ หลังพ้น 3 ปีไปแล้ว หากให้ความร่วมมือแก่เจ้าหน้าที่พิทักษ์ทรัพย์อย่างดียิ่ง...ในกรณีที่ไม่ให้ความร่วมมือ อาจต้องใช้เวลา5-10 ปี ซึ่งก็ดีกว่ากฎหมายเก่าที่ระบุว่าเมื่อล้มละลายแล้ว ต้องล้มไปทั้งชีวิต

ความรู้อย่างสังเขปว่าด้วยการเป็นบุคคลล้มละลายข้างต้นนี้ ผมได้มาจากการอธิบายของทนาย วันชัย สอนศิริ น่ะครับ...เป็นบทสัมภาษณ์ที่ท่านกล่าวไว้กับไทยรัฐออนไลน์เมื่อ 2 ปีก่อนโน้น ในช่วงที่ บิลลี่ โอแกน ดาราดังรายหนึ่งได้รับคำสั่งศาลให้เป็นบุคคลล้มละลายเช่นกัน

ผมก็ได้แต่หวังว่าท่านมุ้ยจะปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่ทนายวันชัยใช้ถ้อยคำว่า “ให้ความร่วมมืออย่างดีแก่ผู้พิทักษ์ทรัพย์” เพื่อที่ท่านจะหลุดพ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลายภายใน 3 ปีดังกล่าว

สำหรับในช่วงของการเป็นบุคคลล้มละลายอยู่นี้ จะสามารถทำงานทำการ หรือทำมาหากินได้หรือไม่? เป็นคำถามหนึ่งที่ผมอยากรู้ และก็ได้คำตอบจากทนายวันชัย เช่นกันว่า “ในหลักการสามารถทำมาหากินได้ตามปกติ แต่ต้องอยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ทรัพย์”

ทำให้ผมเบาใจขึ้นมาหลายส่วน เพราะยังมีความประสงค์ที่จะได้ดูชมภาพยนตร์จากฝีมืออำนวยการสร้าง หรือการกำกับของท่านมุ้ยต่อไป

แม้ท่านจะเปรยว่าท่านอายุมากแล้ว (ครบ 74 ปี 29 พ.ย. ที่จะถึงนี้) และป่วยกระเสาะกระแสะด้วยหลายโรค อาจจะสร้างหนังเรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวร หรือพันท้ายนรสิงห์ เป็นเรื่องสุดท้าย

แต่ผมก็ยังมั่นใจว่าสำหรับคนที่เกิดมาเพื่อการสร้างหนัง และมีจิตวิญญาณเป็นนักสร้างหนังเช่นท่าน จะไม่มีวันทำอะไรเป็นเรื่อง “สุดท้าย” ง่ายๆอย่างแน่นอน

จึงขอฝากความหวังไว้ ณ ที่นี้ว่า ในระหว่าง 3 ปี ที่เป็นบุคคลล้มละลายตามกฎหมายอยู่นี้ คงจะได้เห็นท่านลงมือทำหนังด้วยตัวท่านเองอีกสักเรื่อง 2 เรื่อง

ในฐานะลูกจ้างหรืออะไรก็แล้วแต่ที่ไม่ต้องทำนิติกรรมใดๆ และก็แจ้งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทราบถึงค่าจ้างค่าออนเป็นคราวๆไป

ผมเสียดายฝีมือและอัจฉริยะในการสร้างหนังของท่านที่จะไม่มีวันล้มละลายเป็นอันขาด รังแต่จะแข็งแกร่งเป็นที่ชื่นชมของคนรักหนังไทย และเอาใจช่วยหนังไทยไปตลอดกาลว่างั้นเถอะครับ

ถ้ามีโอกาสขอสักเรื่องหรือสองเรื่องนะครับท่านมุ้ย...ขอจากใจจริงของเพื่อนเก่าและแฟนเก่าคนหนึ่งที่กราบเรียนไว้แล้วว่าติดตามดูมาตั้งแต่ “มันมากับความมืด” ที่โรงภาพยนตร์เฉลิมเขตรเมื่อปี 2514

กล่าวโดยสรุปท่านมุ้ยกำกับภาพยนตร์มาแล้ว 27 เรื่อง ผมน่าจะพลาดไปไม่ถึง 5 เรื่อง เพราะติดภารกิจจริงๆในช่วงที่ออกโรงฉาย

จึงอยากจะดูเรื่องที่ 28 หรือ 29 ของท่านอีก...ที่เขียนมาตั้งแต่ต้นจนจบคอลัมน์วันนี้ ก็ด้วยเหตุผลข้อนี้แหละครับ!

“ซูม”

21 ก.ย. 2559 10:44 21 ก.ย. 2559 10:44 ไทยรัฐ