วันพุธที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

แก้ให้ถูกจุดเพื่อความยั่งยืน

แม้ในทางการเมืองที่ดูเหมือนว่ารัฐบาล คสช.จะอยู่ในฐานะที่มีความเหนือกว่าฝ่ายการเมืองหรือฝ่ายตรงกันข้าม แต่ที่ยังเป็น “จุดอ่อน” ก็คือ ปัญหาเศรษฐกิจเรื่องปากท้องของชาวบ้านที่มิอาจปฏิเสธได้

เสียงเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขในเรื่องนี้ไม่ใช่เฉพาะชาวบ้านทั่วไป แต่ก็เสียงคนในเมือง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายสนับสนุนหรือฝ่าย ตรงกันข้ามต่างก็สะท้อนภาพที่ไม่ต่างกัน

ยังดีที่ภาคธุรกิจเอกชนยังให้คะแนนในระดับที่เป็นบวกต่อรัฐบาล เพราะน่าจะรู้ดีกว่าทุกภาคส่วน เนื่องจากมีข้อมูลและมองปัญหาได้อย่างเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจทั้งระบบ

รัฐบาลได้วางแนวทางและการแก้ไขปัญหาที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่ามาถูกทางจนทำให้จีดีพี ที่เคยติดลบเริ่มขยับตัวมาอยู่ในฐานที่มองเห็นอย่างชัดเจนคือ 3% บวก

แต่สิ่งที่ต้องยอมรับก็คือ ความสามารถในการรักษาฐานให้มั่นคงได้ยาวนานแค่ไหน เพราะมีเงื่อนไขจากภายนอกเข้ามาเป็นองค์ประกอบด้วย

คือเศรษฐกิจโลกที่ยังทรุดตัวอย่างต่อเนื่องโอกาสฟื้นตัวคงอีกนาน

ผลจากการนี้การส่งออกซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่มีผลต่อเศรษฐกิจของไทยอย่างแยกไม่ออกจนทำให้ตัวเลขการส่งออกติดลบมาตลอด โอกาสที่จะกระเตื้องขึ้นมาจึงเป็นเรื่องยากไม่ใช่น้อย

การที่ไทยต้องพึ่งพาการส่งออกเป็นรายได้หลักเมื่อเกิดสภาพเช่นนี้ จึงต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดและนโยบายให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง

แต่ที่ยังแข็งแกร่งอยู่ได้ก็คือ ฐานะทางการเงินของประเทศที่เป็นตัวค้ำยันอยู่ กอปรกับการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นตัวชูโรงอยู่ในขณะนี้

ทว่าในสภาพที่ปรากฏแม้นักท่องเที่ยวจะเข้ามามากอย่างชัดเจน แต่รายได้ที่เป็นจริงดูจะยังกลวงๆอยู่ โดยเฉพาะมีการดำเนินการธุรกิจการท่องเที่ยวแบบทัวร์ศูนย์เหรียญที่ทำให้เกิดรายได้ที่ไม่เป็นจริง

ทั้งการหลีกเลี่ยงภาษี การทำธุรกิจทัวร์ที่ไม่เป็นมาตรฐาน

การที่รัฐบาลเร่งจัดการปัญหานี้ จึงน่าจะทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวตรงกับสภาพที่เป็นจริงด้วยการจัดระเบียบใหม่ทั้งระบบ

จากนี้ไปอีกระยะหนึ่ง หากนำรายได้มาเปรียบเทียบคงได้เห็น ความชัดเจนที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอนที่ชัดเจนก็คือ ภาษีจากธุรกิจท่องเที่ยวจะต้องเพิ่มขึ้น

แต่ที่มองข้ามไม่ได้ก็คือ เสียงของคนส่วนใหญ่ของประเทศไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา ที่มิอาจมองข้ามไปได้ เพราะมีรายได้น้อยและยังมองไม่เห็นอนาคตว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตข้างหน้า

เป็นเรื่องที่จะต้องก้าวเข้าไปให้ถึงอย่างเร่งด่วน

แม้ด้านหนึ่งด้วยนโยบายขยายตัวของเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคที่มีการตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่คงต้องใช้เวลาอีกนานพอสมควรกว่าจะเป็นรูปเป็นร่าง ซึ่งนั่นจะเกิดผลดีในระยะยาวมากกว่า

เพราะเป็นการสร้างงาน และทำให้เกิดการลงทุนจากนักลงทุนไทยและนักลงทุนต่างประเทศ

แต่ในภาคการเกษตร ภาคธุรกิจในต่างจังหวัดยังไม่ได้เข้าไปขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งๆที่ควรจะดำเนินการมานานแล้ว

หากรัฐบาลสร้างนโยบายและแนวทางที่ชัดเจนเพื่อให้เข้าถึงพื้นที่น่าจะทำให้การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอย่างตรงจุดตรงประเด็นอันจะทำให้เกิดความยั่งยืนอย่างแท้จริง

ความเป็นจริงของประเทศนี้ก็คือ การเกษตร การบริการที่คนไทยนั้นมีความพร้อมมากกว่าภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ

เพียงแต่ไม่เคยมีรัฐบาลไหนทำกันอย่างจริงจัง นอกจากพูดหาคะแนนกันเท่านั้น.

“สายล่อฟ้า”

21 ก.ย. 2559 09:50 21 ก.ย. 2559 09:50 ไทยรัฐ