วันพุธที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'บุญทรง' ขอทุเลาคำสั่ง เรียกค่าเสียหาย ค้าข้าวแบบจีทูจี ยันฟ้องกลับแน่

“วิษณุ” แจงขั้นตอนเช็กบิล ค่าเสียหายจีทูจี 45 วัน แต่ถ้าศาลปกครองออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ก็ต้องรอหยุดการพิจารณาก่อน เลขากฤษฎีกายืนกราน คิดตังค์ค่าเสียหายคู่ขนานไปกับคดีอาญาได้ ไม่จำเป็นต้องรอ “บุญทรง” ดิ้นสู้ยื่นศาลปกครองขอทุเลาคำสั่ง ลั่นจะฟ้องแหลกถ้วนหน้าคนที่เกี่ยวข้องทั้งทางแพ่ง-อาญา ซัดใช้มาตรา 44 ลัดขั้นตอน จ้องลากนายกฯขึ้นศาล หลังมอบอำนาจให้คนอื่นลงนามแทน พ้อไม่เคยได้รับความเป็นธรรม มั่นใจทำถูกต้องบริสุทธิ์ “บิ๊กติ๊ก” น้อง “บิ๊กตู่” เปิดใจพี่ชายเตือนให้ระวังตัว อยู่นิ่งๆเงียบๆ แต่พร้อมให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบทุกสิ่ง ทั้งเรื่องฝาย “แม่ผ่องพรรณวัฒนา” และบริษัทลูกชาย “บิ๊กป้อม” ไฟเขียวให้สอบไปตามเนื้อผ้า ขณะที่ ป.ป.ช.ค้นข้อมูลตั้งแท่นชงเรื่องสอบ “มีชัย” เผยกลาง ต.ค.เห็นเค้าลาง ก.ม.ลูก ข้องใจ กกต.จะบังคับแคนดิเดตนายกฯดีเบตทำไม กกต.ดักคอ กรธ.อย่ารื้อนั่งร้าน แน่จริงเซ็ตซีโร่ล้างใหม่ทุกองค์กร

หลังจาก รมว.พาณิชย์และปลัดกระทรวงพาณิชย์ ลงนามคำสั่งทางปกครอง เรียกเงินค่าเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวในส่วนของการซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) จากนักการเมืองและข้าราชการจำนวน 6 ราย เป็นจำนวนเงินกว่า 2 หมื่นล้านบาท แต่คาดว่าผู้ต้องชดใช้ค่าเสียหายจะมีการร้องศาลปกครองต่อไป ล่าสุด นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ หนึ่งในผู้ต้องชดใช้ค่าเสียหาย ประกาศจะฟ้องกลับด้วย

เรียกค่าเจ๊งจีทูจีภายใน 45 วัน

เมื่อวันที่ 20 ก.ย. เวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการออกคำสั่งทางปกครองเรียกค่าเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวว่า ในส่วนของการซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ที่เรียกเก็บค่าเสียหายจากนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์กับพวก 6 คน ทาง รมว.พาณิชย์และปลัดกระทรวงพาณิชย์ได้ลงนามในคำสั่งทางปกครองเรียบร้อยแล้ว จากนี้ต้องแจ้งให้ผู้ชดใช้ค่าเสียหายทราบภายใน 30 วัน หากยังไม่ดำเนินการชดใช้จะแจ้งเตือนภายใน 15 และจะมีผลโดยกรมบังคับคดีสามารถดำเนินการได้ทันที ยกเว้นนายบุญทรงจะร้องศาลปกครอง และศาลปกครองออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว กระบวนการจะต้องหยุดเพื่อรอคำพิพากษาของศาล เมื่อถามว่า นายบุญทรงระบุว่าตัวเองไม่ได้รับความเป็นธรรม นายวิษณุตอบว่า อันนั้นไม่ทราบ

คาดต้องรอศาลปกครองตัดสิน

พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงกรณีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 56/2559 ให้กรมบังคับคดีมีอำนาจหน้าที่ในการใช้มาตรการบังคับทางปกครองในการเรียกเก็บค่าเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวว่า เนื่องจากทรัพย์ในคดีนี้เกิดจากเจ้าหน้าที่จำนวนมาก อาจมีความซับซ้อน รัฐบาลจึงให้กรมบังคับคดีดำเนินการ เพราะมีความชำนาญในการยึดทรัพย์ สืบทรัพย์ แต่กรมบังคับคดีจะเข้าไปยึดทรัพย์ก็ไม่ได้ง่าย เมื่อข้าราชการถูกเรียกทรัพย์ในคดีละเมิดลักษณะนี้ ข้าราชการมีสิทธิร้องศาลปกครองเพื่อขออุทธรณ์ ปัจจุบันคดีอุทธรณ์เกี่ยวกับข้าราชการทุกกระทรวงมีเต็มไปหมด ใครแพ้ ชนะ ก็ว่ากันที่ศาลปกครอง พอจบแล้ว หากเขาแพ้ กรมบังคับคดีถึงจะเข้าไปดำเนินการ ต้องทำตามคำสั่งศาล เมื่อมีคำสั่งก็ทำได้เลย

เรียกค่าเสียหายทำคู่ขนานอาญาได้

นายดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ให้สัมภาษณ์กรณีแก้ไขระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2559 ที่มีการตัดเนื้อหาอายุความในข้อ 18 จากฉบับเดิมออกว่า ระเบียบไม่สามารถกำหนดอายุความใดๆได้ เรื่องอายุความไม่ได้หายไปไหนเพราะยังมีอยู่ในมาตรา 10 วรรคสองของ พ.ร.บ.ดังกล่าว ที่ให้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนมีอายุความหนึ่งปี นับตั้งแต่วันที่หน่วยงานรัฐมีคำสั่งตามความเห็นของกระทรวงการคลัง เรื่องนี้จึงไม่มีอะไรพิสดาร เมื่อถามถึงกรณีนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ ระบุไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะมีการ เรียกค่าเสียหายกรณีทุจริตการระบายข้าวแบบจีทูจี ก่อนที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะตัดสิน นายดิสทัตตอบว่า การเรียกค่าเสียหายกับการดำเนินคดีอาญาในศาลฎีกาฯเป็นคนละส่วนกัน การเรียกค่าเสียหายดำเนินการตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดฯ สามารถทำคู่กันไปได้ ในอดีตเคยมีลักษณะแบบนั้น ส่วนทางผู้ที่ถูกเรียกค่าเสียหายจะต่อสู้อย่างไรถือเป็นสิทธิ

รมว.คลังไม่หวั่นลงนามยึดทรัพย์ “ปู”

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการพิจารณากำหนดค่าเสียหายโครงการรับจำนำข้าวจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ของคณะกรรมการความรับผิดทางแพ่ง ว่า ขณะนี้คณะกรรมการฯยังไม่ได้ส่งรายงานผลการพิจารณาและไม่ได้มีการรายงานความคืบหน้ามา ถ้าเสร็จเขาคงส่งมา เมื่อถามว่า ในฐานะ รมว.คลังกังวลหรือไม่หากต้องลงนามคำสั่งทางปกครองแทนนายกฯเหมือนกระทรวงพาณิชย์ นายอภิศักดิ์ตอบว่า “กังวลอะไร ไม่กังวล”

“ประวิตร” ชี้ทุกอย่างว่าไปตาม ก.ม.

เมื่อเวลา 13.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว. กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ฝ่ายการเมืองมองว่าการลงนามคำสั่งทางปกครองของนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ และ น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เพื่อเรียกค่าเสียหายจากการขายข้าวแบบจีทูจี แทน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เป็นเรื่องไม่ถูกต้องว่า เรื่องนี้ตนไม่ทราบ เป็นเรื่องของฝ่ายกฎหมาย ซึ่งนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯดูแลอยู่ ไม่ขอก้าวก่าย แต่มองว่าถ้าทำไม่ได้ เขาคงไม่ทำ สื่อไม่ต้องห่วง ขอให้ปล่อยไปตามกฎหมาย ทุกอย่างต้องเดินตามกฎหมาย ถ้าไม่เดินตามกฎหมายมันทำไม่ได้

ขอ “วิษณุ” ทบทวนปิดช่องย้อนศร

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพูลเดช กรรณิการ์ ผู้เชี่ยวชาญประจำตัวสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เดินทางไปยื่นหนังสือถึงนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ผ่านคณะทำงานขอให้พิจารณากรณีที่นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ ลงนามในหนังสือคำสั่งบังคับทางปกครอง เพื่อเรียกค่าเสียหายการขายข้าวแบบจีทูจี กับนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ กับพวก โดยนายพูลเดชกล่าวว่า การลงนามดังกล่าวตนกังวลว่าอาจเป็นโมฆะ เพราะก่อนหน้านี้คณะกรรมการกฤษฎีกา เคยทำหนังสือตอบกลับกระทรวงพาณิชย์ว่าผู้ที่มีอำนาจลงนาม คือนายกฯกับ รมว.พาณิชย์ อาจเป็นใครคนใดคนหนึ่ง หรือจะลงนามทั้งสองคนก็ได้ การที่นายกฯมอบอำนาจให้ รมว.พาณิชย์ลงนามแทนเกรงว่าต่อไปจะกลายเป็นปัญหาแล้วผู้ที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายจะนำประเด็นนี้มาเป็นข้อต่อสู้ จึงอยากให้นายวิษณุทบทวนเรื่องนี้ เพื่อปิดช่องทางไม่ให้ผู้ชดใช้ค่าเสียหายนำประเด็นนี้ต่อสู้คดี

“บุญทรง” ลั่นฟ้องกลับอาญา–แพ่ง

ด้านนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า กำลังรอเอกสารแจ้งมาอย่างเป็นทางการ จากนั้นจะยื่นขอทุเลาคำสั่งและไต่สวนฉุกเฉิน เชื่อว่าศาลปกครองจะรับคำร้องเพราะถือเป็นสิทธิ์ในการพิสูจน์ว่าคำสั่งออกมาโดยชอบและมีกระบวนการครบถ้วนตามกฎหมายหรือไม่ อย่างไรก็ตาม จะฟ้องกลับทั้งทางอาญาและทางแพ่งกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ตามสิทธิ์ที่จะทำได้เพราะการนำมาตรา 44 มาใช้ทั้งๆที่มีกฎหมายที่จะดำเนินการได้ตามขั้นตอนอยู่แล้ว ถือเป็นการลัดขั้นตอน เร่งรัดให้ผู้เกี่ยวข้องดำเนินการตามที่รัฐบาลตั้งธงไว้ รวมทั้งการที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้รัฐมนตรีลงนามแทนทั้งที่ตาม พ.ร.บ.เรียกให้ชดใช้ความผิดทางละเมิดในระดับรัฐมนตรี กำหนดให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามเท่านั้น ก็เป็นเรื่องที่นายกฯต้องชี้แจงในชั้นศาลด้วย ทั้งนี้คดีนี้เป็นคนละส่วนกับคดีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯซึ่งถูกฟ้องความผิดตาม ม.157 ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องทุจริต จึงไม่ควรนำมาเชื่อมโยงกัน เพราะจะไม่เป็นธรรมกับอดีตนายกฯ

โวยไม่เคยได้รับความเป็นธรรม

นายบุญทรงกล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาไม่เคยได้รับความเป็นธรรม เพราะไม่มีการฟังคำชี้แจงใดๆและการใช้สำนวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มาเป็นหลักในการฟ้องเรียกค่าเสียหาย ก็เป็นการใช้สำนวนเดียวกับคดีอาญาที่ยังอยู่ในกระบวนการไต่สวนของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอยู่ในขณะนี้ ก็เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง จึงหวังว่าจะได้รับความเป็นธรรมจากศาล โดยยืนยันว่าการดำเนินการที่ผ่านมาไม่มีความเสียหายใดๆเกิดขึ้นในการระบายข้าว ซึ่งกรมการค้าต่างประเทศได้ทำสัญญา มีการระบุตัวเลข และได้รับการชำระเงินครบถ้วนสมบูรณ์ จึงมั่นใจว่าสิ่งที่ทำไปบริสุทธิ์และโปร่งใส สำหรับนายกฯคงไม่แคร์ในเรื่องนี้ เพราะไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และไม่ต้องกลับไปลงเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญใหม่ก็ให้โอกาสกลับมาเป็นรัฐบาลได้อีก จึงไม่มีประโยชน์ที่เราจะไปโต้แย้ง คงต้องไปพูดกันที่ศาล

“บิ๊กติ๊ก” เผยนายกฯเตือนให้ระวัง

วันเดียวกัน เมื่อเวลา 13.00 น. ที่สำนักงานปลัดกลาโหม ถนนศรีสมาน พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธานอัญเชิญพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประดิษฐานยังแท่นพระบรมราชานุสาวรีย์ โดยในระหว่างรอฤกษ์ประกอบพิธีและรอนางผ่องพรรณ จันทร์โอชา ภริยาและนายกสมาคมภริยา ข้าราชการสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมนั้น พล.อ.ปรีชาได้เผยกับผู้สื่อข่าวว่า เมื่อช่วงเช้าได้ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลพระมงกุฎฯ ผลออกมาความดันปกติ แต่มีปัญหาเรื่องปอด ส่วนกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ฝายแม่ผ่องพรรณและบุตรชาย ถือหุ้นส่วนรับเหมา 2 โครงการกองทัพภาคที่ 3 ส่วนหน้า สร้างอาคารค่ายพ่อขุนผาเมือง ตึกแถวนายทหารประทวน โรงพยาบาลค่ายวชิรปราการ จ.ตาก จำนวน 26.9 ล้านบาท ในช่วงปี 2558-2559 นั้น ตนกับภริยาจะไม่ขอชี้แจงใดๆ แต่ยอมรับว่านายกรัฐมนตรี ในฐานะพี่ชายโทรศัพท์มาหาและเตือนให้ระวังตัว ซึ่งผู้ใหญ่บอกว่าให้เงียบๆไม่ต้องชี้แจงอะไร ตนเชื่อว่าใครทำสิ่งใดไว้ ย่อมได้สิ่งนั้น

“ผ่องพรรณ” อารมณ์ดีไม่เครียด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนั้นเมื่อนางผ่องพรรณเดินทางมาถึง พล.อ.ปรีชาจึงบอกกับภริยาว่า มีสื่อมวลชนมารออยู่ ขณะที่นางผ่องพรรณกล่าวอย่างอารมณ์ดีว่า ช่วงนี้เรตติ้งกำลังแรง ขออยู่เฉยๆ ดีกว่า ไม่มีอะไร เราก็อยู่ของเรา เราตั้งใจทำให้ชาวบ้าน ชื่อชาวบ้านตั้งเอง เขาเรียกชื่อพ่ออุ้ยแม่อุ้ย เราบอกจะใช้ชื่ออะไรก็แล้วแต่ ชาวบ้านเลยใช้ชื่อ “แม่” เพราะจำง่ายดี และตนไม่เครียด

พร้อมให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบทุกสิ่ง

พล.อ.ปรีชาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกระแสข่าวโจมตีตนและครอบครัวในช่วงนี้ว่า เราไม่ได้ทำอะไรที่ไม่ถูกต้อง เมื่อทำอะไรถูกต้องแล้ว ก็สบายใจเรา ส่วนข่าวโจมตีที่มีกระแสแรงขึ้นนั้น ก็ให้สืบหาข้อเท็จจริงเอา สิ่งไหนไม่ถูกต้องก็ว่ากันไป เมื่อถามว่า จะมีการฟ้องร้องดำเนินคดีหรือไม่ หากข้อเท็จจริงที่นำเผยแพร่ไม่ถูกต้อง พล.อ.ปรีชาตอบว่า ขณะนี้ก็ยังไม่มีประเด็นใดกล่าวหาถึงตน เมื่อถามว่า ยังมีการเปิดประเด็นถึงการรับงานก่อสร้างของบุตรชายในกองทัพภาคที่ 3 พล.อ.ปรีชาตอบว่า อย่าไปยุ่งกับลูกชายเลย บริษัทนี้ลูกชายดำเนินการเอง ตนไม่เคยเข้าไปเกี่ยวข้อง เพราะย้ายมาดำรงตำแหน่งปลัดกลาโหมแล้ว ลูกชายของตนตั้งบริษัทมา 5 ปีแล้ว เมื่อถามถึงกรณีนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ไปยื่นเรื่อง ป.ป.ช.ให้ตรวจสอบกรณีต่างๆ พล.อ.ปรีชาตอบว่า ถ้า ป.ป.ช.ให้ไปชี้แจงข้อเท็จจริงก็ไปได้ เพราะเรามีข้อมูลอยู่แล้ว คนเราทำอะไรก็ย่อมรู้แก่ใจ เมื่อถามว่า เพราะนามสกุลจันทร์โอชาหรือไม่จึงถูกโจมตี พล.อ.ปรีชาไม่ตอบ แต่พยักหน้าแทน

“ประวิตร” ให้สอบสวนตามเนื้อผ้า

เมื่อเวลา 13.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว. กลาโหม ให้สัมภาษณ์กรณีนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช.ให้ตรวจสอบ พล.อ.ปรีชา จันทร์– โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม กรณีอำนวยความสะดวกให้นางผ่องพรรณ จันทร์โอชา ภริยา ในการเดินทางไปเป็นประธานสร้างฝายชะลอน้ำ “แม่ผ่องพรรณ พัฒนา” ที่ จ.เชียงใหม่ว่า ให้ ป.ป.ช.ทำหน้าที่ตรวจสอบไป ไม่มีปัญหา ต้องทำตามกฎหมายทุกอย่าง ส่วนกรณีที่นายปฐมพล จันทร์โอชา บุตรชาย พล.อ.ปรีชาทำสัญญารับเหมาก่อสร้างกับกองทัพภาคที่ 3 จำนวน 2 โครงการนั้น เป็นเรื่องของกองทัพภาคที่ 3 ตนไม่ทราบ หากมีการตรวจสอบก็ให้ดำเนินตามกระบวนการ และการประมูลงานต้องทำตามขั้นตอนและระเบียบ มีคณะกรรมการต่างๆในการเปิดซอง และดูว่าราคาที่ได้เหมาะสมหรือไม่ แล้วแม่ทัพภาคที่ 3 ถึงจะลงนามได้ ไม่ได้เป็นเรื่องของกระทรวงกลาโหม

ป.ป.ช.หาข้อมูลตั้งแท่นสอบ

ที่รัฐสภา พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. กล่าวถึงกรณีนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม และนายทหารระดับสูงอีก 3 คน ใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์แก่นางผ่องพรรณ จันทร์โอชา ภริยา พล.อ.ปรีชา ระหว่างการเดินทางเป็นประธานสร้างฝายชะลอน้ำ และตั้งชื่อฝาย “แม่ผ่อง พรรณพัฒนา” ที่ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ว่า เมื่อมีผู้มาร้องเรียน ป.ป.ช.ได้รับเรื่องไว้ หลังจากนี้จะต้องไปเก็บข้อมูล และแสวงหาข้อเท็จจริงเบื้องต้นในเรื่องดังกล่าวตามขั้นตอน เพื่อรายงานให้ที่ประชุม ป.ป.ช.รับทราบต่อไป ทุกอย่างต้องว่าไปตามพยานหลักฐาน พร้อมให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวว่า กรณีดังกล่าว ป.ป.ช.ต้องนำเรื่องเข้าสู่กระบวน การแสวงหาข้อเท็จจริงเบื้องต้น โดยตรวจสอบว่า ใช้งบประมาณอะไรในการดำเนินการ และเป็นการใช้งบประมาณที่ถูกต้องหรือไม่ ต้องขอดูในรายละเอียดก่อน ยังไม่สามารถบอกอะไรได้ แต่คงต้องเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับข้อเท็จจริงทั้งหมด

“บิ๊กกุ้ย” ปัดแทรกแซงนิติบัญญัติ

สำหรับกรณีอดีต 40 ส.ส.พรรคเพื่อไทย ยื่นหนังสือถึง ป.ป.ช.ให้ทบทวนการตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนอดีต 40 ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่เข้าชื่อเสนอ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เนื่องจากไม่ได้อยู่ในอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช.นั้น วันเดียวกัน ที่รัฐสภา พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. กล่าวถึงกรณีนี้ว่า จะส่งเรื่องให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาว่าจะดำเนินการตามคำร้องได้หรือไม่ ป.ป.ช.พร้อมให้ความเป็นธรรม แต่ยืนยันว่าการที่ ป.ป.ช.ตั้งอนุกรรมการไต่สวนอดีต 40 ส.ส.เพื่อไทย เป็นการทำตามอำนาจหน้าที่และกรอบกฎหมาย อยู่ในขอบเขตอำนาจที่ป.ป.ช.จะดำเนินการได้ ไม่ใช่การเข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงอำนาจหน้าที่การเสนอกฎหมายของสภาผู้แทนราษฎรตามที่พรรคเพื่อไทยระบุ ยืนยันว่า ป.ป.ช.ดำเนินการทุกอย่างตามข้อเท็จจริง และพยานหลักฐาน

ข้องใจมีเจตนาซ่อนเร้นเสนอ ก.ม.

นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวว่า ป.ป.ช.จะนำคำร้องดังกล่าวไปประกอบการพิจารณาว่า มีการคัดค้านมาในประเด็นใด แต่คงไม่สามารถยกเลิกคำสั่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนได้ ส่วนที่อดีต ส.ส.เพื่อไทยระบุว่า ป.ป.ช.ก้าวก่ายการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติในการเสนอกฎหมายนั้น ตามหลักการหากฝ่ายนิติบัญญัติเสนอกฎหมายตรงไปตรงมา ป.ป.ช.เข้าไปตรวจสอบไม่ได้อยู่แล้ว แต่ถ้าเสนอกฎหมายลักษณะปิดบังซ่อนเร้น เพื่อประโยชน์ใครคนใดคนหนึ่งก็ต้องมาพิจารณาว่าเป็นการเสนอกฎหมายที่ถูกต้องหรือไม่ ถ้าสามารถพิสูจน์ได้ก็ถือว่าไม่มีความผิด

“วัฒนา” โวย ป.ป.ช.จ้องเล่นงาน พท.

ที่สำนักงาน ป.ป.ช. นายวัฒนา เมืองสุข อดีตรมว.พาณิชย์ ยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการ ป.ป.ช. ผ่านนายสุทธิ บุญมี ผอ.สำนักการข่าว ป.ป.ช.ขอความ เป็นธรรมกรณีถูก ป.ป.ช.ตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนโครงการบ้านเอื้ออาทร สมัยดำรงตำแหน่ง รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยนายวัฒนากล่าวว่า มีการไต่สวนคดีนี้มากว่า 10 ปี แต่ ป.ป.ช.ไม่เคยเรียกขอข้อมูลหรือเชิญตนมาให้ข้อมูลสักครั้ง ส่วนตัวมองว่าการที่คดีไม่คืบหน้า เพราะตั้งข้อกล่าวหาพิสดาร ไม่มีหลักฐานเชื่อมโยง น่าแปลกที่มามีความคืบหน้าในยุครัฐบาลทหาร ในช่วงที่ตนออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง จึงอยากมาขอข้อมูลจาก ป.ป.ช. เพราะอยากให้การพิจารณาคดีอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง ไม่ถูกแทรกแซงทางการเมือง ที่ผ่านมา ในยุครัฐบาลทหารมีคดีทางการเมืองที่แปลกพิสดารเกิดขึ้นหลายคดี เช่น การตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนอดีต ส.ส.ที่เสนอ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม และการดำเนินคดีโครงการรับจำนำข้าว ที่แม้แต่นายกรัฐมนตรียังไม่ลงนามรับรอง คดีส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นกับพรรคเพื่อไทย จึงไม่แน่ใจว่า เมื่อถึงการเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยจะเหลือ ส.ส.กี่คน

“มีชัย” ชี้กลาง ต.ค.เห็นตุ๊กตา ก.ม.ลูก

เมื่อเวลา 13.30 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรม (กรธ.) นายมีชัย ฤชุพันธ์ุ เป็นประธานการประชุม พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่ง ชาติ (กสม.) โดยนายมีชัยให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุม ถึงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นผู้เสนอ ว่า ส่วนใหญ่ กกต.เขียนสอดคล้องตามร่างรัฐธรรมนูญ แต่มีบางเรื่องที่ยังไม่เข้าใจแนวคิดเรา จึงเขียนมาตามที่ กกต.เข้าใจคงจะต้องปรับแก้ให้ออกมาดีที่สุด อย่างการกำหนดโทษเกี่ยวกับการเลือกตั้ง เขียนมาในลักษณะรวมๆ กรธ.ต้องมาดูเป็นจุดๆอีกทีว่าผิดหนักเบาแค่ไหนจะได้จับใส่ให้ถูก อะไรอยู่ระดับไหน จะได้ไม่ขึ้นกับดุลพินิจเพียงอย่างเดียว แต่ กรธ.ยังไม่สรุปว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ ต้องรอรับฟังความเห็นในการจัดสัมมนาวันที่ 28 ก.ย.อีกครั้ง หลังจากนั้น 2-3 สัปดาห์จึงจะเริ่มเห็นรูปร่าง

ข้องใจ กกต.บังคับดีเบตทำไม

เมื่อถามถึงข้อเสนอจาก กกต.เช่นการเพิ่มค่าสมัครรับเลือกตั้ง การกำหนดพื้นที่ประชาสัมพันธ์ และการดีเบตแคนดิเดตนายกฯ นายมีชัยกล่าวว่า กกต.กำหนดว่าค่าสมัคร ส.ส.หนึ่งหมื่นบาท แต่ถ้าชนะจะคืนให้ห้าพันบาท ส่วนการกำหนดพื้นที่ประชาสัมพันธ์ให้เท่ากันเป็นแนวคิดมาจากประเทศญี่ปุ่น ต้องมาดูบริบทของประเทศไทยอีกที ถ้าค่าใช้จ่ายถูก จะช่วยคนจนลงสมัครรับเลือกตั้งได้ เท่าที่ฟังจาก กต. เขตหนึ่งจะกำหนดพื้นที่ติดป้ายไว้ 200-300 จุด ถ้าผู้สมัครฯไปติดกันเองจะต้องใช้เงินเป็นแสน แต่ถ้า กกต.บอกเอามา 5,000 บาท สตางค์ที่ต้องเสียก็จะน้อยลง ส่วนการดีเบต เกิดการตั้งคำถามว่าจะไปบังคับเขาดีเบตทำไม ดีเบตต้องเป็นเรื่องความสมัครใจของแต่ละคน สื่อต่างหากที่จะเป็นคนทำหน้าที่นี้ ถ้าสนใจใครก็ไปเชิญมา ถ้าทางการจะเป็นผู้จัด พรรคการเมืองมี 72 พรรค ก็ต้องเชิญมาให้หมด ดีเบตจัดได้แต่ต้องไม่ใช่ กกต.บังคับ เพราะลำพังพรรคการเมืองก็ต้องโชว์วิสัยทัศน์ตอนหาเสียงกับประชาชนอยู่แล้ว

สนช.หนักใจเงื่อนเวลาคลอด ก.ม.ลูก

นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงกรณี กรธ. กำลังพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่า ได้กำชับไปยังสมาชิก สนช.ที่มีความเชี่ยวชาญด้านต่างๆ ให้ศึกษาข้อมูลและรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง เตรียมพร้อมพิจารณาร่างกฎหมายสำคัญที่จะส่งมาให้ สนช. ซึ่ง สนช.มีเวลาพิจารณาภายใน 60 วัน ยอมรับว่าหนักใจเรื่องเวลา แต่เป็นภารกิจที่ต้องทำให้เสร็จตามรัฐธรรมนูญและโรดแม็ป ทั้งนี้ สนช.ไม่ได้เตรียมพร้อมจะร่างกฎหมายลูกเท่านั้น แต่รวมถึงร่างกฎหมายสำคัญที่ ครม.จะส่งมาให้ด้วย

“สมชัย” แจงโควตา 2 กกต.ใหม่

เมื่อเวลา 15.00 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง แถลงภายหลังการประชุม กกต.ว่า ที่ประชุมได้มีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. ตามที่คณะทำงานเสนอ และให้มีการปรับแก้ คาดว่าจะแล้วเสร็จในวันที่ 22 ก.ย.นี้ และประธาน กกต.จะลงนามส่งให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ในต้นสัปดาห์หน้า ซึ่ง กกต.ทั้งคณะ ขอนัด กรธ.หารือร่างดังกล่าวในที่ 29 ก.ย.นี้ สำหรับสาระสำคัญของร่างฯ กกต. กลางยึดตามร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 273 ที่บัญญัติให้ กกต.ชุดปัจจุบันดำรงตำแหน่งจนครบวาระ ส่วนการสรรหา กกต.ใหม่ 2 คน ตามร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 222 เพื่อให้ กกต.มีองค์ประกอบครบ 7 คนนั้น ต้องมาจากการสรรหาของคณะกรรมการสรรหา เนื่องจากคณะนี้สัดส่วนของ กกต.ปัจจุบัน มาจากคณะกรรมการสรรหาแล้ว 3 คน จะมาจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาไม่ได้ เพราะ 2 คนจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเป็นสัดส่วนที่ครบแล้วใน กกต.ชุดปัจจุบัน จึงถือว่าโควตาจากศาลฎีกาเต็มแล้ว

ท้า กรธ.โละทุกองค์กรอิสระ

นายสมชัยกล่าวอีกว่า สำหรับข้อเสนอจากกรธ.ว่าอาจจะให้สรรหา กกต.ใหม่ทั้งหมด 7 คน กกต.อยากให้ไตร่ตรองให้ดี การสรรหาใหม่ไม่ทำให้เกิดผลดี เนื่องจากต้องใช้เวลา 2 เดือน โดยหลัง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งมีผลใช้บังคับ จะต้องสรรหา ส.ว.ภายใน 5 เดือน ถ้าให้ กกต.เริ่มใหม่หมด จะมีเวลาเตรียมงาน 2-3 เดือน ซึ่งไม่เป็นผลดีกับบ้านเมือง เพราะ กกต.มือใหม่ ก็จะไม่ทันกับฝ่ายการเมือง หรือถ้าจะอ้างว่าคุณสมบัติของ กกต.ชุดเก่าแตกต่างกับร่างรัฐธรรมนูญกำหนด หากเป็นเช่นนั้นก็ต้องเปลี่ยนศาลรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)ด้วย เพราะใช้หลักการคุณสมบัติในข้อเดียวกัน อยากถามกลับกรธ.ว่ากล้าพูดให้ดังไหมว่าจะเซ็ตซีโร่องค์กรอิสระเหล่านี้ด้วย

ไม่ยุบ กกต.จังหวัดแต่ปรับหน้าที่

นายสมชัยกล่าวว่า ส่วน กกต.จังหวัด ยังคงยืนยันให้มี 5 คน ก็จะไม่มีการโละทิ้ง กกต.จังหวัดเดิม จะสรรหาใหม่ใน 14 จังหวัดที่ครบวาระแต่จะเปลี่ยนอำนาจหน้าที่ เช่น ไม่ต้องมีการพิจารณาสำนวนคดีเลือกตั้ง ส่งตรงให้ กกต.กลางพิจารณาเลยและเปลี่ยนจากให้เงินเดือนมาเป็นการจ่ายเบี้ยประชุม ทำให้ลดงบประมาณ 3-4 เท่า ซึ่งจะกำหนด 2 ครั้งต่อเดือน นอกจากนี้ ได้กำหนดอำนาจสืบสวนสอบสวน เพื่อทำให้การทำงานรวดเร็วมากขึ้น ลดขั้นตอนการพิจารณาใบเหลือง ใบแดงระดับจังหวัด ให้สำนวนส่งตรงถึงส่วนกลาง

ลั่นไม่ปกป้อง “ธีรวัฒน์” ถ้าผิด

นายสมชัยยังกล่าวถึงกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งหนังสือให้ กกต.ตรวจสอบพฤติกรรมขัดจริยธรรมของนายธีรวัฒน์ ธีรโรจน์วิทย์ กกต.ด้านกิจการพรรคการเมืองและการออกเสียงประชามติ ว่าในที่ประชุมประธาน กกต.ได้แจ้งว่าได้รับเอกสารของผู้ตรวจการฯ แล้ว และได้ส่งเอกสารให้กับสำนักกฎหมายของสำนักงาน กกต.ไปดูในรายละเอียดว่าประเด็นที่ร้องเข้ามาเป็นอย่างไร มีข้อเท็จจริงที่จะตรวจสอบอย่างไร และมีประเด็นข้อกฎหมายที่จะต้องดำเนินการอย่างไร คาดว่าสำนักกฎหมายต้องใช้เวลา 2-3 สัปดาห์ในการพิจารณา ก่อนส่งกลับมายังประธานกกต. เพื่อเสนอเข้าที่ประชุม กกต.พิจารณาอีกครั้ง ซึ่ง กกต.จะพิจารณาโดยไม่มีนายธีรวัฒน์ ร่วมอยู่ด้วย ยืนยันว่าเร่งรีบในการพิจารณา แต่ก็อยากให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย จะไม่มีการปกป้องใคร ทุกอย่างว่าไปตามข้อเท็จจริง

ผู้ตรวจการฯส่งสำนวนให้ ปธ.กกต.แล้ว

ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน นายรักษเกชา แฉ่ฉาย เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวว่า กรณีนายธีรวัฒน์ มอบทนายความยื่นหนังสือโต้แย้งมติผู้ตรวจการแผ่นดินที่ชี้ว่ามีพฤติกรรมเข้าข่ายขัดจริยธรรมและขอใช้สิทธิตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารทางราชการ 2540 ขอสำเนาเอกสารที่เกี่ยวข้องว่า จะพิจารณาตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ ซึ่งไม่ใช่เอกสารทุกรายการจะสามารถให้กับผู้ที่ร้องตามที่ขอได้ ถ้าข้อมูลบางอย่างอาจจะทำให้เกิดผลเสียกับผู้ร้องจะไม่ให้ก็ได้ ก่อนหน้านี้ผู้ตรวจการฯ ได้ส่งสำนวนคำร้อง มูลเหตุที่นำสู่การมีมติ ไปยังประธาน กกต.แล้ว นายธีรวัฒน์สามารถขอทราบเอกสารดังกล่าวจากประธาน กกต.ได้ รวมถึงยื่นอุทธรณ์ต่อประธาน กกต.ได้

อัดกลับเจ้าตัวอืดอาดเองไม่เร่งแจง

นายรักษเกชากล่าวว่า ส่วนที่นายธีรวัฒน์ระบุว่าผู้ตรวจการฯรวบรัด ไม่โปร่งใส มีเจตนามุ่งร้ายนั้น เราพิจารณาตามกฎหมาย ไม่ได้รวบรัดอย่างที่กล่าวหา ถ้าบอกว่าประเด็นคำถามที่ส่งไปให้ชี้แจงไม่ชัดเจน ทำไมเมื่อท่านได้รับหนังสือแล้วไม่แย้งกลับมา ถ้านับเวลาตั้งแต่ผู้ตรวจมีหนังสือไปยังนายธีรวัฒน์วันที่ 7 มิ.ย. ผ่านไป 30 วัน ก็ยังไม่ชี้แจงมาชี้แจงวันที่ 12 ก.ย. รวมเวลา 3 เดือน ท่านไม่เคยมีหนังสือมายังผู้ตรวจการฯขอขยายเวลาสอบสวน อีกทั้งเมื่อท่านส่งหนังสือชี้แจงช่วงเย็นวันที่ 12 ก.ย. และผู้ตรวจการฯประชุมวันที่ 13 ก.ย.ก็ยังพิจารณาให้ อีกทั้งคำชี้แจง ผู้ตรวจการฯ เห็นว่าหักล้างกับที่ผู้ตรวจสอบไม่ได้ หลังจากมีมติก็ทำความเห็น โดยประธานผู้ตรวจการฯลงนามหนังสือวันที่ 14 ก.ย. และส่งถึงประธาน กกต.เช้าวันที่ 15 ก.ย. ท่านก็เพิ่งจะมีหนังสือขยายเวลาสอบสวนส่งมาบ่ายวันที่ 15 ก.ย.ก็สวนกันไม่ทันกันแล้ว

รอง ผวจ.ตรังบุก มท.จี้ทบทวนโผ

วันเดียวกัน เมื่อเวลา 09.09 น. ที่กระทรวงมหาดไทย นายสายัณห์ อินทรภักดิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง พร้อมบุตรสาว 2 คน เดินทางเข้าสักการะอนุสาวรีย์สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ จากนั้น ได้ยื่นหนังสือถึง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย และนายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย ผ่านทางกองกลาง สำนักปลัดกระทรวงมหาดไทย เพื่อร้องขอความเป็นธรรมกรณีการแต่งตั้งโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัด โดยนายสายัณห์กล่าวว่า อยากให้ทบทวนการแต่งตั้งบุคคลที่อยู่ในตำแหน่งรอง ผวจ.ที่มีความอาวุโสน้อยเพียง 1-2 ปี ว่าได้รับได้การแต่งตั้งเร็วเกินไปหรือไม่ ใช้ระบบอุ้มชูอุปถัมภ์ และสนับสนุนให้ขึ้นเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเร็วไปหรือไม่ ยืนยันว่าไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง เพราะเหลืออายุราชการเพียง 1 ปีเท่านั้น แต่ทำเพื่อคนรุ่นต่อไป เพราะหากปล่อยให้ระบบเป็นแบบนี้ต่อไปจะทำลายขวัญกำลังใจและระบบการแต่งตั้ง ผู้ที่ได้ขึ้นเป็น ผวจ.ซึ่งเป็นพ่อเมืองก็ไม่สง่างาม

แฉพฤติกรรมบอร์ดในใบถวายฎีกา

นายสายัณห์กล่าวว่า เกณฑ์การคัดเลือกทั้งอาวุโสและประวัติการรับราชการ ตนไม่เคยถูกร้องเรียนหรือตั้งคณะกรรมการสอบทางวินัย โดยนายนิพนธ์ บุญญภัทโร อดีตเลขาธิการนายกฯ นายประชา เตรัตน์ สปท.คณะทำงาน รมว.มหาดไทย และ ร.ต.ปกครอง จินดาพล อดีตรอง ผวจ.สงขลา พร้อมรับรองคุณสมบัติให้ แต่คะแนนสอบวิสัยทัศน์ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการฯ ทั้งนี้อยากให้พิจารณาข้อร้องเรียนนี้ให้เสร็จภายในวันที่ 25 ก.ย. หากไม่ได้ รับความเป็นธรรมก็จะยื่นร้องต่อศาลปกครอง และคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) แต่หากได้รับความเป็นธรรมก็จะลาออกจากตำแหน่งทันที หลังจากนี้ตนจะยื่นถวายฎีกา ซึ่งจะมีข้อมูลเชิงลึกโดยระบุชื่อ พฤติกรรมของคณะกรรมการพิจารณา และผู้ที่สมควรได้รับคัดเลือกเป็น ผวจ.ด้วย ขอฝากไปถึงนายกฯ และ รมว.มหาดไทย ว่าตนไม่ใช่คนก้าวร้าว มักใหญ่ใฝ่สูง ครั้งนี้เป็นปีสุดท้ายในชีวิตราชการ หากเอาแต่นั่งบ่นเฉยๆ ความเลวร้ายก็จะเกิดขึ้นตลอดไป อยากขอให้พิจารณาผู้ที่อาวุโสตั้งแต่ 3 ปี ควรได้รับการแต่งตั้ง แต่พวกที่อาวุโสแค่ 1-2 ปี ควรพิจารณาทบทวน ไม่อยากให้ข้ามหัวรุ่นพี่ขึ้นไป

เดินสายถวายฎีกา—ยื่นร้อง “บิ๊กตู่”

จากนั้นเวลา 10.15 น. นายสายัณห์ได้เดินทางไปยังศูนย์บริการประชาชน บริเวณสำนักงาน ก.พ. เพื่อยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ผ่านเจ้าหน้าที่ศูนย์บริการประชาชน เพื่อขอความเป็นธรรม โดยนายสายัณห์กล่าวว่า การแต่งตั้งผู้ว่าครั้งนี้ มี 24 ตำแหน่ง ตนเป็นรอง ผวจ.ที่มีอาวุโสสูงสุด 8 ปี 4 เดือน รอง ผวจ.อีกหลายคน มีอายุงาน 7-8 ปี กลับไม่ได้รับการแต่งตั้งเป็น ผวจ. แต่กลับแต่งตั้งรอง ผวจ.ที่มีอายุงานเพียง 1-2 ปีให้เป็น ผวจ. จึงอยากขอความเป็นธรรม และทบทวนกระบวนการแต่งตั้ง ก่อนหน้านี้ตนได้ยื่นถวายฎีกาผ่านสำนักราชเลขาธิการ ที่พระบรมมหาราชวังแล้ว

“วิลาศ” เกาะติดแต่งตั้งเลขาฯสภา

นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะอดีตประธานคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนฯ กล่าวถึงการคัดเลือกบุคคลมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรที่จะว่างลง เนื่องจากเกษียณอายุราชการในสิ้นเดือน ก.ย.นี้ว่า ควรเลือกบุคคลที่เหมาะสม ยึดหลักอาวุโส ผ่านงานบริหาร เพราะมีโครงการสำคัญที่ต้องรับผิดชอบ เช่นการก่อสร้างรัฐสภา โครงการพัฒนาระบบสารสนเทศ ทราบว่าสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ตั้งคณะกรรมการสรรหา และจะเชิญรองเลขาธิการสภาฯ 5 คน แสดงวิสัยทัศน์ และกำหนดพิจารณาแต่งตั้งในคณะกรรมการข้าราชการรัฐสภา (ก.ร.) ในวันที่ 19 ก.ย. แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าถูกเลื่อนออกไปสัปดาห์หน้าโดยไม่มีเหตุผล ทั้งที่ควรจะตั้งบุคคลให้ทันปลายเดือน ก.ย. อีกทั้งยังมีการออกใบปลิวกล่าวหารองเลขาฯบางคน และมีการวิ่งเต้นของรองเลขาฯบางคนที่อาวุโสน้อย จึงขอให้คณะกรรมการสรรหาฯ เร่งคัดเลือกบุคคล ไม่คำนึงถึงประโยชน์บางฝ่ายหรือเฉพาะกลุ่มผู้มีอำนาจ และหวังว่าจะไม่ซ้ำรอยกรณีรอง ผวจ.ตรัง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาคดีโฟร์ซีชัน

อีกด้านหนึ่ง เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ศาลอาญา ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 8 และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์และโจทก์ร่วมยื่นฟ้อง นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ และนายศิริโชค โสภา อดีต ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ผู้ดำเนินรายการ “สายล่อฟ้า” ทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมบลูสกาย เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา และดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136, 326, 328 และ 332 กรณีที่ร่วมกันจัดรายการสายล่อฟ้า วันที่ 10 และ 15 ก.พ.2555 มีเนื้อหาหมิ่นประมาทใส่ความ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ทำนองว่าไม่เข้าร่วมภารกิจประชุมรัฐสภา และน่าจะเดินทางไปทำภารกิจ ว.5 ที่โรงแรมโฟร์ซีซัน

ลงดาบ 3 เกลอคุก 1 ปีรอลงอาญา

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า โจทก์ร่วมมีตำแหน่งนายกฯ เป็นบุคคลสาธารณะที่ตรวจสอบได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย หากการตรวจสอบไม่คำนึงผลทำให้โจทก์ร่วมเสียหายได้ อีกทั้งยังใช้ถ้อยคำที่มีความหมายพิเศษ แสดงให้คนทั่วไปเห็นว่าการกระทำของโจทก์เป็นการกระทำไม่เหมาะสมทางเพศ และไม่ได้เป็นการแสดงความเห็นโดยสุจริต เป็นการพูดชี้นำ ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับภารกิจของโจทก์ร่วม ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องตามศาล ชั้นต้นพิพากษายืน จำคุกจำเลยทั้งสาม คนละ 1 ปี ปรับคนละ 5 หมื่นบาท โทษจำให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี ทั้งนี้ หลังมีคำพิพากษา นายเทพไทและนายชวนนท์กล่าวว่า ขอปรึกษาฝ่ายกฎหมายว่าจะยื่นต่อสู้คดีหรือไม่

“บิ๊กตู่” ถึงสหรัฐฯกองเชียร์แห่รับ

สำหรับภารกิจการเดินทางเข้าร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (ยูเอ็นจีเอ) สมัยสามัญ ครั้งที่ 71 ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ระหว่างวันที่ 18-25 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 13.30 น. วันที่ 19 ก.ย. (ตามเวลาท้องถิ่นช้ากว่าไทย 11 ชม.) พล.อ.ประยุทธ์ พร้อมนางนราพร จันทร์โอชา ภริยา และคณะเดินทางถึงนครนิวยอร์ก ทั้งนี้ เมื่อไปถึงโรงแรมพลาซ่าแอทธินี โรงแรมที่พัก มีกลุ่มคนไทยหลายสิบคนสวมเสื้อยืดคอกลมสีขาวสกรีนรูป พล.อ.ประยุทธ์ พร้อมข้อความ “We love you uncle Tu” รอมอบดอกกุหลาบต้อนรับ และตะโกนให้กำลังใจ “ลุงตู่สู้ๆ” โดย พล.อ.ประยุทธ์ได้กล่าวขอบคุณที่มาให้กำลังใจ พร้อมบอกนางนราพร ภริยารับดอกกุหลาบ และยืนถ่ายรูปร่วมกัน ที่บริเวณด้านหน้าโรงแรมท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมา จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ได้เดินเข้าไปด้านภายในโรงแรมเพื่อหารือกับเจ้าหน้าที่ของไทย ทั้งจากคณะผู้แทนถาวรไทยประจำยูเอ็น สถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สถานกงสุลใหญ่ไทยในนครนิวยอร์ก รวมถึงทูตทหารและเจ้าหน้าที่จากส่วนราชการอื่นๆ ของไทยในสหรัฐฯ ที่มารอต้อนรับ โดยมีนายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำยูเอ็น บรรยายสรุปเพื่อเตรียมการก่อนการเข้าร่วม ประชุมยูเอ็นจีเอ ในช่วงค่ำนายพิศาล มาณวพัฒน์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำ

“วิษณุ” แจงขั้นตอนเช็กบิล ค่าเสียหายจีทูจี 45 วัน แต่ถ้าศาลปกครองออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ก็ต้องรอหยุดการพิจารณาก่อน เลขากฤษฎีกายืนกราน คิดตังค์ค่าเสียหายคู่ขนานไปกับคดีอาญาได้ ไม่จำเป็นต้องรอ 21 ก.ย. 2559 07:43 ไทยรัฐ