วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สร้าง ปชต.ด้วยสัมมาทิฐิ

พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ กลับมาเป็นข่าวอีกครั้ง มีรายงานข่าวว่าอดีตนายกรัฐมนตรี จะตั้ง “คณะกู้วิกฤติชาติ” เพื่อกู้วิกฤติประชาธิปไตย ตามแนวทางสันติวิธี และไม่เป็นภัยต่อความมั่นคง ทีมงานโฆษก คสช.คนหนึ่งกล่าวว่า ต้องรอดูท่าทีก่อน เพราะเป็นผู้ใหญ่ของบ้านเมือง เชื่อว่าคงจะมีแนวคิดและความปรารถนาดี อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้บ้านเมืองเป็นไปในทางที่ดี

เป็นข่าวที่ยังไม่มีการยืนยัน แต่ในการให้สัมภาษณ์ “ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ” เมื่อเร็วๆนี้ พล.อ.ชวลิต ว่า คสช.เข้าใจผิด ที่ใช้อำนาจเพื่อทำให้ประชาชนอยู่ในกรอบในแถว แนวทางนี้ไม่สามารถนำพาประเทศสู่ความสำเร็จได้ และเตือนว่าขอให้ระมัดระวัง เพราะจะส่งผลกระทบต่อแผ่นดินไทย และเมื่อมีวิกฤติแล้วมันจะสะสม ก่อให้เกิดวิกฤตินั้นวิกฤตินี้

อาจเป็นการส่งสัญญาณการตั้งคณะกู้วิกฤติชาติ ตามที่ให้สัมภาษณ์ว่าต้องสร้างประชาธิปไตย โดยยึดหลักอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน ด้วยการกระจายอำนาจให้ประชาชนใช้อำนาจ ไม่ใช่เหมือนกับในอดีตที่สร้างประชาธิปไตยด้วยการสร้างรัฐธรรมนูญ จึงเกิดปรากฏการณ์ “ร่ำรวยรัฐธรรมนูญ” “แต่ยากจนประชาธิปไตย” ส่วนเสรีภาพและเลือกตั้งเอาไว้ทีหลัง

แนวทางการสร้างประชาธิปไตยดังกล่าว ส่วนใหญ่เป็น “นามธรรม” ไม่ใช่ “รูปธรรม” ที่จับต้องได้ รัฐธรรมนูญไทยทุกฉบับต่างบัญญัติไว้ตรงกันว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน” แต่ผ่านมากว่า 84 ปี หลักการนี้ไม่เคยเป็นจริง ไม่ว่าจะในยุครัฐบาลเลือกตั้งหรือรัฐบาลคณะรัฐประหาร อำนาจที่แท้จริงอยู่ในมือนักการเมืองและข้าราชการเป็นส่วนใหญ่

คำให้สัมภาษณ์ตอนหนึ่งของ พล.อ.ชวลิตกล่าวว่า ร่างรัฐธรรมนูญใหม่เปิดช่องให้รวบอำนาจในรัฐสภา โดยมี ส.ว. 250 คน อยู่ในมือ เพื่อเปิดประตูให้มีนายกรัฐมนตรีคนนอกได้ คำวิจารณ์นี้บอกเป็นนัยว่าร่างรัฐธรรมนูญไม่ทำให้อำนาจเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง ยังย้ำอยู่กับที่ หรืออาจถอยหลังเข้าคลอง แต่จะทำให้ประชาชนมีอำนาจได้อย่างไร?

แนวความคิดในการสร้างประชาธิปไตยของอดีตนายกรัฐมนตรี บางอย่างตรงกับที่หัวหน้า คสช.และนายกรัฐมนตรีปัจจุบันเคยพูดถึงการเมืองการปกครอง ที่ประชาชนมีส่วนร่วม ภาคประชาสังคมเข้มแข็ง ยึดหลักนิติธรรม และการเมืองที่มีการถ่วงดุล โดยเฉพาะการเมืองที่ประชาชนมีส่วนร่วม และภาคประชาสังคมที่เข้มแข็ง แต่ พล.อ.ชวลิตไปไกลถึงมอบอำนาจให้ประชาชนใช้

ไม่ว่าจะสร้างประชาธิปไตยอย่างไรก็ตาม จะต้องเริ่มต้นด้วยการเดินตามแนวทางที่ถูกต้อง ตามหลักพระพุทธศาสนาที่เรียกว่า “สัมมาทิฐิ” จึงจะประสบความสำเร็จ แต่ถ้าเลือกแนวทางที่ผิดหรือ “มิจฉาทิฐิ” จะเข้ารกสู่พง และนำพาประเทศสู่หายนะ ดังตัวอย่างบางประเทศเดินหลงทางอยู่ใต้เผด็จการนานกว่า 50 ปี ประเทศจึงล้าหลังในเกือบทุกด้าน.

20 ก.ย. 2559 14:22 20 ก.ย. 2559 14:22 ไทยรัฐ