วันอังคารที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

วิถีชีวิตใหม่ในโลกยุคดิจิทัล

การปฏิรูปประเทศของ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่เห็นผลชัดเจนในวันนี้ก็คือ “เศรษฐกิจดิจิทัล” หรือ Digital Economy ที่มีการขับเคลื่อนต่อเนื่องมาตลอด ตั้งแต่ยุค ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล จนถึงยุค ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ทำให้สามารถเปลี่ยนผ่าน กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ กระทรวงไอซีที เป็น “กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม” ได้สำเร็จเมื่อวันที่ 15 กันยายนที่ผ่านมา

ผมเชื่อว่า จะเปลี่ยนเศรษฐกิจไปอีกเยอะ และนำประเทศไทยไปสู่ฝัน Thailand 4.0 ได้แน่นอน ถ้าไม่ไปสะดุดในอนาคตจากนักการเมืองอีก

และจากการผลักดัน ระบบเนชั่นแนล อี-เพย์เมนท์ ของ กระทรวงการคลัง ที่เริ่มต้นด้วยระบบ “พร้อมเพย์” เพื่อเปลี่ยนผ่าน ระบบการเงินไทย ไปสู่ ระบบการเงินดิจิทัล ได้ก่อให้เกิดการตื่นตัวอย่างมากในภาคเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาคการเงินธนาคาร สัปดาห์ที่แล้ว คุณอาทิตย์ นันทวิทยา กรรมการผู้จัดการใหญ่และซีอีโอ ธนาคารไทยพาณิชย์ ได้แถลงถึงอนาคตของไทยพาณิชย์ในงาน SCB Transformation ว่าจะทุ่มเงินลงทุนด้านเทคโนโลยี เพื่อสร้างแพลตฟอร์มใหม่ ให้เป็นรากฐานที่เข้มแข็ง ในการให้บริการ และเพิ่มขีดความสามารถของบุคลากร

เดิม ธนาคารไทยพาณิชย์ มีนโยบายลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ปีละ 6-7% ของกำไรสุทธิ แต่จากนี้ไปอีก 2-3 ปี ธนาคารจะเพิ่มงบลงทุนในเทคโนโลยีใหม่เป็น 15% ของกำไรสุทธิ โดยเริ่มจากกำไรสุทธิของปีที่ผ่าน ทำให้ปีนี้มีงบลงทุนอยู่ที่ 6,500 ล้านบาท

เงินลงทุน 6,500 ล้านบาท จะนำไปใช้ 3 ด้านคือ จัดซื้อเทคโนโลยีบริหารระบบข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ Big Data เพื่อจัดระบบข้อมูลของธนาคารในการตอบสนองความต้องการของลูกค้า คาดว่าจะเริ่มใช้ได้ในปีนี้ เปลี่ยนระบบสื่อสารกับพนักงานทั่วประเทศให้เข้าถึงกันรวดเร็วขึ้น เข้าใจลูกค้ามากขึ้น และยกระดับ โมบาย แบงกิ้ง และ อินเตอร์เน็ต แบงกิ้งใหม่หมด ให้แล้วเสร็จในไตรมาสแรกปีหน้า

ผมเชื่อว่าการขยับตัวครั้งใหญ่ของ ธนาคารไทยพาณิชย์ ครั้งนี้ จะส่งผลให้แบงก์ใหญ่ทุกแบงก์ต้องขยับตัวตาม ตอนนี้ไม่ว่าแบงก์ กรุงเทพ กสิกรไทย กรุงไทย กรุงศรี ต่างก็มุ่งไปยังเทคโนโลยี FinTech ที่จะพลิกโฉมบริการทางการเงินในอนาคตไม่กี่ปีข้างหน้า

แต่ประเด็นหนึ่งที่ผมมักพูดกับผู้บริหารแบงก์บ่อยๆก็คือ สังคมแบบไทยๆ แม้จะใช้เทคโนโลยีชั้นยอดก็อย่าลืมเรื่อง Human Touch เป็นอันขาด คนไทยไม่เหมือนฝรั่ง

การปรับเปลี่ยนแพลตฟอร์มของธนาคารไทยพาณิชย์ครั้งนี้ คุณอาทิตย์ ได้เน้นทั้ง เทคโนโลยี และ การเพิ่มขีดความสามารถของบุคลากร จึงเป็นการปรับเปลี่ยนที่ไม่ทิ้งแพลตฟอร์มเดิม โดยเฉพาะ ลูกค้ารายใหญ่ และ ลูกค้ามหาเศรษฐี ที่ยังต้องการบริการจากคนแบบเดิม แม้จะมีเครื่องจักรที่มีความฉลาดทางอารมณ์สูง แต่ก็ไม่อาจเทียบได้กับการสัมผัสของมนุษย์ตัวเป็นๆแน่นอน

ผมเชื่อของผมอย่างนี้ ไม่เชื่อลองไปคุยกับเครื่องจักรเทียบกับคนดูได้

ในอนาคตผมเชื่อว่าธนาคารจะมีการแบ่งประเภทลูกค้าชัดเจนมากขึ้น ลูกค้าแต่ละกลุ่มต้องการบริการทางการเงินแบบไหน เมื่อเร็วๆนี้ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ เอ๊ตด้า ได้สำรวจ พฤติกรรมการใช้อินเตอร์เน็ตของคนไทยกลุ่มต่างๆ ในปี 2559 พบว่า

คนรุ่นใหม่ เจน Z (เกิดหลังปี 2543) นิยมใช้ยูทูบอันดับ 1 98.6% ตามด้วย เฟซบุ๊ก 93.8% ไลน์ 91.4% คนเจน Y (เกิด 2524-2543) นิยมใช้ยูทูบอันดับ 1 98.8% ตามด้วย เฟซบุ๊ก 97.9% ไลน์ 97.2% พออายุมากขึ้น คนเจน X (เกิด 2508-2523) นิยมใช้ไลน์อันดับ 1 96.2% ตามด้วย ยูทูบ 95.3% เฟซบุ๊ก 93.9% ส่วนคนรุ่น เบบี้ บูมเมอร์ นิยม ใช้ไลน์อันดับ 1 91.5% ตามด้วย ยูทูบ 89.3% เฟซบุ๊ก 86.5% เช่นกัน คนสองช่วงนี้นิยมต่างกันแต่ไม่มาก

ไม่ว่าคนรุ่นใหม่หรือคนรุ่นเก่า นับจากนี้ไปหนีไม่พ้นเทคโนโลยีใหม่แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีการเงิน หรือเทคโนโลยีที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เพราะนี่คือวิถีชีวิตใหม่ในโลกยุคดิจิทัล.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

20 ก.ย. 2559 14:03 ไทยรัฐ