วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อย่าให้เป็น “ตั้งแล้วล้ม–ล้มแล้วตั้ง”

หลังจัดตั้งกระทรวงใหม่จากกระทรวงไอซีที มาเป็นกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายเห็นชอบด้วย เพราะจะเป็นตัวเชื่อมให้ทุกหน่วยงานร่วมกันผลักดันให้ประเทศเป็นประเทศ “ดิจิทัล” ได้จริง

กระตุ้นให้ไอทีมีบทบาทในทุกภาคส่วนใช้เป็นตัวนำเหมือนกับต่างประเทศที่เดินหน้ามาก่อนไทยหลายก้าวไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็น สิงคโปร์ มาเลเซีย ที่กำหนดบทบาท หน้าที่ และภารกิจอย่างชัดเจน

กระทรวงนี้จึงมีความจำเป็นและมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศอย่างยิ่งในยุคสมัยใหม่ การแต่งตั้งรัฐมนตรีเพื่อเข้าไปขับเคลื่อน จึงต้องพิจารณาจากบุคคลที่มีวิสัยทัศน์

คงไม่ใช่แค่เก่งไอทีเพียงด้านเดียว

แต่การบริหารและจัดการที่ต้องมองเห็นภาพโดยรวม ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง เพื่อให้มีบทบาทตั้งแต่ระดับเด็กๆขึ้นมาเลย

บุคลากรในกระทรวงนี้จึงต้องมีความรู้ ความสามารถจริงๆ และมีความรู้ความเข้าใจในการทำงาน เพื่อวัตถุประสงค์อะไร

มิฉะนั้น จะไม่สามารถตอบโจทย์ภารกิจได้

อย่างที่กำลังพูดๆถึงกันมากก็คือ การขอแยกตัวของอาจารย์มหาวิทยาลัยออกจากกระทรวงศึกษาธิการ โดยคณะกรรมการการอุดมศึกษา หรือ สกอ.เพื่อกระทรวงใหม่

ซึ่งก่อนหน้านี้มีการแยกกันอย่างชัดเจน กระทรวงศึกษาธิการจะบริหารการศึกษาโดยรวมทั้งหมด ทบวงมหาวิทยาลัย จากแยกส่วนออกมาบริหารการศึกษาในระดับอุดมศึกษาโดยตรง

แต่เมื่อมีการปรับปรุงด้านการศึกษาใหม่จึงยุบรวมทั้ง 2ส่วนนี้ให้มาอยู่ที่กระทรวงศึกษาเพียงแห่งเดียว

เหตุผลก็มาจากความคิดที่ว่าเมื่อเนื้องานเป็นเรื่องของการศึกษาที่จะต้องเชื่อมต่อกัน ก็ควรจะนำมารวมเอาไว้ในที่เดียวกัน เพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง

กระทรวงศึกษาได้มีการเปลี่ยนแปลงหน่วยงานออกเป็น 5 แท่ง โดยมีสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ดูแลรับผิดชอบงานด้านอุดมศึกษาทั้งหมด

สพฐ.เป็นอีกหน่วยงานหนึ่งซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเป็นการกระจายอำนาจการศึกษาออกไปสู่ภูมิภาค

แต่สุดท้ายก็ไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะไม่ได้กระจายอำนาจอย่างเป็นรูปธรรมจริงๆ เนื่องจากยังให้ข้าราชการจากส่วนกลางออกไปบริหารจัดการเอง

เป็นเพียงรูปแบบเท่านั้น แต่ไม่ได้กระจายอำนาจออกไปจริงๆ

มาถึงรัฐบาลชุดนี้ โดย พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ปรับเปลี่ยนใหม่โดยมุ่งไปที่การศึกษาระดับจังหวัด คล้ายๆกับระบบศึกษาธิการจังหวัด อย่างที่ดำเนินการมาแล้วหลายยุคหลายสมัย

นั่นแสดงว่าการเปลี่ยนโครงสร้างการศึกษาแบบ 5 แท่ง ไม่ประสบผลสำเร็จไม่สามารถสนองการบริหารจัดการการศึกษาได้เช่นกัน บรรดาผู้บริหารมหาวิทยาลัยก็มองไม่ต่างกันว่าการนำอุดมศึกษาเข้าไปอยู่เป็น 1 ใน 5 แท่ง ก็ไม่สามารถทำให้เห็นได้ว่ามีการพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นแต่อย่างใด

เพราะไม่มีความคล่องตัว ไม่อิสระ มีสายการบังคับบัญชาหลายชั้น ทำให้การตัดสินใจ การแก้ไขปัญหาต้องผ่านขั้นตอนมาก

แต่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ก็ชี้ให้เห็นว่าหากแยกตัวออกไปไม่สามารถควบคุมให้การดำเนินนโยบายไปในทิศทางเดียวกันได้ ไม่รู้ว่าใครใหญ่จริงหรือไม่ใหญ่จริง

ว่าที่จริงแล้วต่างฝ่ายต่างก็มีเหตุผลในส่วนของแต่ละฝ่าย การตัดสินใจในเรื่องนี้จึงต้องเปิดกว้างเพื่อรับฟังความคิดเห็นด้วยมุมมองต่างๆ จะไปทางไหนจึงต้องพิจารณาด้วยความรอบคอบ

ไม่ใช่ตั้งแล้วล้ม ล้มแล้วก็มาตั้งกันใหม่.

“สายล่อฟ้า”

20 ก.ย. 2559 13:57 ไทยรัฐ