วันอังคารที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

รวมพลังแก้จน พลิกฟื้นเกษตรไทย

น้อมนำหลักปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก้าวหน้าไปอีกขั้น เพื่อเกษตรกรไทยลืมตาอ้าปากได้อย่างยั่งยืน ไม่ต้องน้ำตาเช็ดหัวเข่า หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน...ยิ่งทำยิ่งจน

จริยา สุทธิไชยา รองเลขาธิการ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) บอกว่า จริงๆแล้วภาคเกษตรในภาพใหญ่ เกษตรกรหรือว่าพื้นที่เกษตรมีความผันผวนแล้วก็มีภาวะเสี่ยงเรื่องภัยธรรมชาติ

ภาพใหญ่ของการเกษตรไทยอย่างไรเสียก็ต้องยึดปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง”

“ในเรื่องของความมีภูมิคุ้มกัน...เกษตรกรควรจะลดความเสี่ยงในเรื่องของการผลิตสินค้าอาหารให้เพียงพอกับการบริโภคในครัวเรือน เพราะฉะนั้นถึงแม้เขาจะมีพื้นที่แปลงใหญ่ของเขาเองหรือพื้นที่ของแต่ละรายที่ยังไม่รวมกลุ่มกัน เขาก็ต้องมีพื้นที่สำหรับผลิตสินค้าตัวอื่นหลากหลาย เช่น ปลูกข้าวเสร็จต้องมีพืชหลังนาหรือพืชหมุนเวียนเพื่อให้อยู่ได้ ไม่อย่างนั้นก็จะพึ่งแต่ 3 เดือนแรก หรือ 2 เดือนแรกของการผลิตสินค้าหลัก...”

แล้วที่เหลือก็ไปหางานทำ เช่น ย้ายออกไปทำงานในกรุงเทพฯ หรือที่อื่นบ้าง แต่ว่าในหลักของเศรษฐกิจพอเพียง ความมีภูมิคุ้มกันคือผลิตสินค้าที่หลากหลายแล้วให้มีรายได้หมุนเวียนตลอดเวลาในรอบปี เขาจะได้อยู่ได้ อยู่กับครอบครัว

ถัดมา...ความพอประมาณ คือเขาต้องดูพื้นที่ของเขาด้วย เพราะฉะนั้นการที่จะต้องลงทุนหรือว่าขอสินเชื่อเราจะให้ในหลักการที่ว่าพอประมาณ คือ...ถ้ามี 5 ไร่ ควรจะผลิตหรือจัดระบบแปลงนายังไง เช่น อาจจะเป็นข้าวแล้วก็พืชผักหรือว่าพืชสวน แต่ถ้าเกิดมี 15 ไร่...อาจจะเป็นข้าว พืชไร่ แล้วก็ปศุสัตว์อะไรอย่างนี้ เรามีเมนูทางเลือก

ในหลักการใหญ่ๆ ในเรื่องของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรผสมผสาน...มุ่งหมายทำ “เกษตร” อย่างยั่งยืน สิ่งที่กระทรวงเกษตรฯให้นโยบายไป หรือว่าให้โครงการไปไม่ได้บอกว่าจะต้องยึดสินค้าตัวใดตัวหนึ่งเป็นหลัก เพราะนั่นคือ “ความเสี่ยง”

“เราจะบอกว่าหลังจากคุณขายผลผลิตสินค้าตัวนั้นแล้วให้มีกิจกรรมทำต่อเนื่อง ให้มีรายได้ทุกวันยิ่งดี...รัฐบาลที่ผ่านๆมาจนถึงปัจจุบันก็ยึดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตั้งแต่ปี 2540 แผนฉบับที่ 8 แล้วตอนนี้กระทรวงศึกษาธิการก็พยายามจะขับเคลื่อนเรื่องศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงประจำตำบล...ของเราเองศูนย์เรียนรู้ฯ 882 ศูนย์ ก็มีกิจกรรมที่สร้างความหลากหลาย ทั้งพืช ปศุสัตว์ ประมง หมุนเวียนอยู่ในพื้นที่...”

สิ่งที่ต้องเน้นย้ำ เกษตรกรไทย...อย่าพึ่งสินค้าใดสินค้าหนึ่งเพียงตัวเดียว เพราะว่านั่นคือความเสี่ยงที่เขาเจอมาในอดีตถึงปัจจุบัน

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกาศให้ปี 2559 เป็นปีแห่งการ “ลดต้นทุน” และ “เพิ่มโอกาส” ในการแข่งขันสินค้าเกษตร มีการดำเนินโครงการสำคัญ ได้แก่ โครงการศูนย์เรียนรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) 882 ศูนย์, โครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่, โครงการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม หรือ “Zoning”, โครงการธนาคารสินค้าเกษตร และนโยบายการพัฒนาเกษตรอินทรีย์

ทั้งหมดเหล่านี้ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร มีหน้าที่ติดตามประเมินผล

“โครงการศูนย์เรียนรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าการเกษตร” หรือ “ศพก.” พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีเจ้ากระทรวง เข้ามาขับเคลื่อนบูรณาการจริงๆได้ไม่ถึงปี ความคืบหน้าในวันนี้ จริยา บอกว่า เราติดตามประเมินผลตั้งให้เกษตรกรที่อยู่ในศูนย์เป็นเกษตรกรต้นแบบเพื่อจะเป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์ พยายามมุ่งสรรพกำลังให้เขาเป็นเกษตรกรต้นแบบสำหรับสร้างเครือข่ายสมาชิกรอบๆศูนย์ของเขา

ถัดมา...ให้แปลงที่เขาทำการผลิตสินค้าเกษตรชนิดนั้นเป็นแปลงเรียนรู้ และสามให้มีฐานเรียนรู้...การทำเกษตรชนิดเดียวจะมีปัญหาความผันผวนราคา เกษตรกรต้นแบบจะทำฐานเรียนรู้หลากหลายอย่างน้อย 5 ฐาน เช่น การทำปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยหมักชีวภาพ การปรับปรุงบำรุงดิน การทำเกษตรผสมผสาน การผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์

สุดท้าย...ศูนย์ฯต้องมีหลักสูตรอบรม สศก. จะส่งเสริมหลักสูตรให้ เช่น โครงการฝึกอบรมในศูนย์เรียนรู้ในภาวะที่เกิดภัยแล้ง ช่วงกุมภาพันธ์-พฤษภาคมที่ผ่านมาก็จัดอบรมศูนย์ละ 5 รุ่น รุ่นละ 50 คน ผ่านความร่วมมือทั้งจากกระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรฯ ไปให้การเรียนรู้เรื่องของการผลิตสินค้ามีคุณภาพ...ประชาธิปไตย...การปรองดองสมานฉันท์...การตลาด อีคอมเมิร์ซ

ที่สำคัญ...จะให้เกษตรกรได้เรียนรู้ด้วยว่า “Agri–Map”...แผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุกเป็นอย่างไร เข้าใจง่ายๆก็คือดิน
ในบริเวณอำเภอ ตำบลของเกษตรกรชุดดินเป็นอย่างไร...เหมาะสมที่สุด เหมาะสมน้อย หรือไม่เหมาะสม ควรจะปรับเปลี่ยนอะไร...ที่จะทำการเกษตรอะไร

“ทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นความก้าวหน้าที่แต่ละศูนย์เรียนรู้ต้องมี แล้วก็ใส่วิชาความรู้ ใส่เทคโนโลยีเข้าไป ก็จะเป็นเหมือนกับแปลงสาธิต แปลงเรียนรู้ไปด้วยในตัว”

ผลการประเมินที่ออกมาน่าสนใจและต้องยอมรับ...ทั้ง 882 ศูนย์เรียนรู้ไม่ได้ A ทั้งหมด...กลุ่มดีกลุ่มที่อยู่ในระดับแนวหน้าพอได้องค์ความรู้ก็ต่อยอดจัดการได้เอง พัฒนาเอง ส่วนกลุ่มที่พอใช้ จะต้องเอาใจใส่ ให้ความรู้มากหน่อย ต้องไปตั้งฐานเรียนรู้ สาธิตให้รู้ว่าจะต้องอบรมคนอื่นต่อไปอย่างไร

จุดแข็งศูนย์เรียนรู้ฯเป็นกลไกที่อยู่ประจำอำเภอแล้วก็ผลิตสินค้าที่แต่ละพื้นที่เคยผลิตไม่ได้ปรับเปลี่ยนอะไรเพราะนั่นคือวิถีชีวิต แต่จะได้เรียนรู้เทคโนโลยี นวัตกรรมใหม่ๆที่ใส่เข้าไป สิ่งสำคัญที่เกษตรกรได้รู้คือเขาจะอยู่โดดเดี่ยวไม่ได้ หมายถึงศูนย์เรียนรู้นะ แล้วก็ไม่ควรจะอยู่แล้วโดดเด่นกว่าเพื่อนบ้านหรือว่าคนใกล้เคียง

“ต้องไปหา ต้องเอาคนมาเรียนรู้ด้วยกัน...สร้างเครือข่ายยกระดับของการพัฒนาสินค้าเกษตรในกลุ่มพื้นที่นั้นๆขึ้นมา พบว่าศูนย์ฯส่วนใหญ่ก็จะอยู่ในแปลงใหญ่ รวมกลุ่มกันก็จะได้ประโยชน์ ได้อานิสงส์จากศูนย์ฯ ขยายผลให้เกิดการรวมพื้นที่สินค้าชนิดเดียวกันกับที่แปลงเรียนรู้ เกิดระบบบริหารจัดการ มีประธาน สมาชิกที่ชัดเจน”

ศูนย์เรียนรู้ฯกับเกษตรแปลงใหญ่ ยิ่งเชื่อมโยงกันสนิทเท่าไหร่...การจัดการพื้นที่เกษตรที่เรียกว่าโซนนิ่งอกริแม็ป (zoning agri-map)
จะยิ่งชัดยิ่งขึ้น...ขยายผลเร็ว บริหารจัดการรวมกลุ่ม การจัดหาปัจจัยการผลิต การตลาด จัดระบบน้ำต่างๆ มีสินเชื่อ มีพลังภาคประชารัฐ เรื่องของกายภาพ...ลักษณะดิน น้ำ โลจิสติกส์

สภาพดิน เป็น S1...เหมาะสมมาก S2...เหมาะสมปานกลาง S3...เหมาะสมน้อย S4 (N)...ไม่เหมาะสม เคยปลูกอะไรอยู่...ถ้าต้องลงทุนสูง ไม่คุ้มก็ปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับสภาพดิน หรือบริหารจัดการ ใช้นวัตกรรมเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอย่างเป็นสัดเป็นส่วนมากขึ้น

ความคืบหน้าวันนี้มีแปลงใหญ่ราว 650 แปลง รวมแปลงแล้ว 596 แปลง...พื้นที่ราว 1.47 ล้านไร่ อยู่ที่ 1 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่เกษตรทั้งหมดจาก 149 ล้านไร่

ตัวเลขเกษตรกรก็แค่ 94,000 ราย ไม่ถึง 2 เปอร์เซ็นต์ของครัวเรือนเกษตรทั้งประเทศ

หวังกันว่าสัก 2-3 ปี...ถ้าเกษตรกรต้นแบบที่วางเอาไว้เป็นศูนย์เรียนรู้ที่เข้มแข็งอาจก้าวเป็นผู้จัดการแปลง...บริหารกลุ่มเกษตรกรในแปลงใหญ่ได้ โดยมีกระทรวงเกษตรฯยืนอยู่ใกล้ๆให้คำแนะนำเพิ่มเติมเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป ผนวกกับกลไกประชารัฐที่มีทั้งเอกชน ภาคประชาสังคม เข้ามาเติมเต็ม...เรื่องการตลาด การบริหารจัดการ

พัฒนา “การเกษตรไทย” ไปสู่ยุค 4.0 เป็นก้าวเดินที่สำคัญของ “เกษตรกรไทย” ไม่ใช่แค่ลืมตาอ้าปากได้ในวันนี้ แต่ต้องมีกินมีใช้ไม่เป็นหนี้สะสมเหมือนในอดีต แถมบริหารจัดการยั่งยืนสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน.

18 ก.ย. 2559 13:12 ไทยรัฐ