วันพุธที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ร่าง ก.ม.ภาษีสรรพสามิต ปฏิรูปทั้งทีแต่ทำไม่สุด

โดย ลมกรด

สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพิ่งมีมติ 170 ต่อ 0 รับหลักการร่าง พ.ร.บ.ประมวลกฎหมายภาษีสรรพสามิต ผ่านฉลุยวาระแรก เข้าสู่วาระสองในชั้นกรรมาธิการเพื่อปรับแก้รายละเอียดให้สมบูรณ์ วันนี้ผมเลยมีข้อสังเกตที่อยากฝากให้ไปปรับแก้ไขในบางจุด

ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเป็นการรวมกฎหมายว่าด้วยภาษีสรรพสามิต 7 ฉบับเข้าด้วยกัน รัฐบาล คสช.ให้ความสำคัญมาก ประกาศทำเป็นเรื่องเร่งด่วนตั้งแต่ตอนตั้งรัฐบาล เพื่อ “ปฏิรูป” การจัดเก็บภาษีสรรพสามิต ภายใต้หลักความยุติธรรม โปร่งใส ชัดเจน ป้องกันการเลี่ยงภาษี เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ และก้าวสู่ความเป็นสากล

หัวใจสำคัญคือเปลี่ยนฐานการจัดเก็บภาษีจากเดิมใช้ฐาน ราคาหน้าโรงงาน หรือ ราคานำเข้า มาเป็น ราคาขายปลีกแนะนำ และจัดเก็บในอัตราควบคู่ทั้ง ตามมูลค่า และ ตามปริมาณ เพื่อลดความซ้ำซ้อนและความซับซ้อนของระบบภาษีในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการคิดภาษีจากราคาขายปลีกแนะนำจะทำให้เอกชน ไม่สามารถหลบเลี่ยงภาษี ด้วยการสำแดงราคานำเข้าต่ำกว่าความเป็นจริงได้อีกต่อไป ทำให้เก็บภาษีสรรพสามิตได้เต็มประสิทธิภาพ ปิดช่องทางการเอื้อประโยชน์กับเอกชนบางราย

แต่ในเมื่อตั้งใจปฏิรูประบบทั้งที ก็ควรทำให้เป็นสากลอย่างแท้จริง ไม่ควรกั๊กอำนาจไว้ให้เจ้าหน้าที่รัฐสามารถใช้ดุลพินิจได้ตามอำเภอใจอีก ไม่เช่นนั้น การแข่งขันโดยเสรีตามกลไกตลาดจะไร้ความหมายไปโดยปริยาย

เนื้อหาในร่างกฎหมายนี้มีบางจุดที่เปิดช่องให้ อธิบดีกรมสรรพสามิต มีอำนาจประกาศราคาขายปลีกแนะนำ หาก “เห็นว่า” ราคาขายปลีกแนะนำที่ยื่นมา “ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง หรือไม่เป็นไปตามกลไกตลาด”

ดูเผินๆก็เหมือนกับการร่างกฎหมายที่ทำๆกันมาเป็นปกติ แต่หากพิจารณาให้ลึกซึ้ง มันเป็นการเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่รัฐ แทรกแซงกลไกตลาด ถ้าเจออธิบดีที่สุภาพเรียบร้อยอย่างเช่นอธิบดีคนปัจจุบันก็ดีไปแต่อนาคตเกิดได้อธิบดีขี้หงุดหงิด เอกชนเจ้าไหนไม่พินอบพิเทา อาจโดนกลั่นแกล้งสั่งกำหนดราคาขายปลีกสูงขึ้นเพื่อรีดภาษีได้

ตามสภาพความเป็นจริง ถ้าเอกชนจะตั้งราคาขายปลีกต่ำๆเพื่อเลี่ยงภาษี ก็ใช่ว่าจะคุ้มค่า เพราะเมื่อเปอร์เซ็นต์กำไรลดลงก็ต้องขายเอาปริมาณแทน นอกจากนี้ การดัมพ์ราคาสู้กับคู่แข่งจะทำแค่เป็นบางช่วงเวลาเท่านั้น ขึ้นอยู่กับสภาวะเศรษฐกิจ จึงไม่จำเป็นต้องเปิดช่องให้อธิบดีมีอำนาจใช้ดุลพินิจแทรกแซงกลไกตลาด

ดูอย่าง ประเทศสมาชิกกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) มีการใช้ราคาขายปลีกเป็นฐานการคิดภาษีสรรพสามิตในสินค้าบางประเภทเหมือนกัน แต่เขามีกฎหมาย EU Directive เขียนชัดเจนว่า ให้ผู้ประกอบการ ผู้ผลิต ตัวแทน เอเย่นต์ในอียู และผู้นำเข้าจากนอกประเทศอียูมีสิทธิในการกำหนดราคาขายปลีกสูงสุด ในผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดของตนได้ แต่ต้อง ไม่ขัดต่อกฎหมายควบคุมระดับราคา ของแต่ละประเทศสมาชิก

อียูให้สิทธิเอกชนมีอิสระในการตั้งราคาขายปลีกเพื่อความคล่องตัวของธุรกิจ รัฐไม่มาคิดเองเออเองว่าราคาขายปลีกเจ้านั้นเจ้านี้ควรจะเป็นเท่าไหร่ แต่หากเห็นว่ามีอะไรผิดปกติ รัฐสามารถใช้ระบบ ตรวจสอบย้อนหลัง ได้ ซึ่งมีหน่วยงานรับผิดชอบตรงนี้อย่างเข้มงวดอยู่แล้ว

ฉะนั้น ผมอยากเสนอให้ตัดบทบัญญัติที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐใช้ดุลพินิจออกไปเสีย จะได้ไม่กระทบต่อหลักการแข่งขันอย่างเสรีตามกลไกตลาด ไหนๆจะปฏิรูประบบทั้งที ควรทำให้สุดและทำให้เป็นสากล.

ลมกรด

18 ก.ย. 2559 12:41 18 ก.ย. 2559 12:41 ไทยรัฐ