วันพุธที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ทางสว่าง 'รวย-รุ่ง' ธุรกิจยุคใหม่

ทำธุรกิจยุคใหม่ จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก เพราะความกว้างขวาง หลากหลายของตลาด และพฤติกรรมผู้บริโภค ที่พร้อมเปิดรับสิ่งใหม่ๆตลอดเวลา ทำให้ “โอกาส” มีอยู่ในทุกหนแห่ง สำหรับคนที่มีสายตาแหลมคม ขวนขวาย และตั้งใจจริง

แต่การแข่งขันที่รุนแรง สภาพตลาดที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ก็ทำให้ธุรกิจในยุคปัจจุบันต้องปรับตัว รู้เท่าทันเกมการแข่งขันอยู่เสมอ เพราะวันนี้คุณ “อิน” พรุ่งนี้คุณอาจ “เอ้าท์” ก้าวไม่ทันคู่แข่งโลก และผู้บริโภคยุคใหม่

การจะตอบสนองความต้องการของลูกค้าในยุคที่ข้อมูล ข่าวสาร ไหลบ่าท่วมโลก จึงจำเป็น ต้องผ่านการคิดวิเคราะห์ที่ซับซ้อนขึ้น เพราะความสนใจของผู้บริโภคยุคนี้ มาไว ไปไว ธุรกิจ แบบเฮละโลตามกันไป ไม่มีความแตกต่าง จึงหมดสมัยไปนานแล้ว

แม้ความสำเร็จในทุกธุรกิจ จะประกอบด้วยหลายปัจจัย แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญสำหรับการเริ่มต้นคือการรู้ว่าโอกาสอยู่ที่ไหน และนี่คือสิ่งที่ รศ.ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จะมาช่วยชี้ทางสว่าง สำหรับผู้อ่านของ “ทีมเศรษฐกิจ”

รู้ทัน Mega Trend กระแสโลก

Mega Trend หรือกระแสโลก ถือเป็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญ ที่จะทำให้เรารู้ว่าความสนใจของโลกและผู้บริโภคไปทางไหน ธุรกิจที่ตอบสนอง Mega Trend ได้ดี จะมีโอกาสประสบ ความสำเร็จ

แต่หากมองในระดับย่อยลงมา คือในระดับประเทศ แนวนโยบายสำคัญของรัฐบาล ก็ถือเป็นปัจจัยประการหนึ่ง ที่เอื้อต่อการทำธุรกิจ

ในแต่ละปี ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จะประเมินธุรกิจดาวรุ่ง-ดาวร่วงของไทย เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้ประกอบการได้ตัดสินใจในการดำเนินธุรกิจ และปรับตัว เพื่อให้สามารถอยู่รอดได้ ท่ามกลางภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

บางครั้งเราพบว่า แม้ธุรกิจอยู่ในช่วงขาลง เป็นดาวร่วง แต่หากปรับตัวให้เข้ากับความ ต้องการของลูกค้าได้ดีขึ้นและทันท่วงที ธุรกิจดาวร่วงก็ยังมีโอกาสอยู่ต่อไปได้ มันจึงไม่มีอะไรตายตัว

ล่าสุดศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ประเมิน Mega Trend สำคัญ แบ่งย่อยออกมา 7 ข้อด้วยกัน ได้แก่ 1.การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) ของไทยและของโลก 2.กระแส ใส่ใจในการรักษาสุขภาพ Health Concern

3.สังคมไทยเริ่มมีพฤติกรรมเป็นสังคมเมืองมากขึ้น (Urbanization) เพราะไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่นิยมอยู่อาศัยในคอนโดมิเนียม โดยเฉพาะตามแนวรถไฟฟ้า มีชีวิตความเป็นอยู่ที่เร่งรีบ ดังนั้น สินค้าอุปโภคบริโภค จึงต้องปรับเปลี่ยนไปให้เข้าไลฟ์สไตล์ของคนกลุ่มนี้ให้มากขึ้นด้วย เพราะส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มคนทำงาน ที่มีกำลังซื้อสูง

4.พฤติกรรมผู้บริโภค (Consumer Behavior) ที่เปลี่ยนแปลงมาก จากการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) มีพฤติกรรมชอบ “แชะ แอนด์ แชร์” มากขึ้น ชอบความสะดวกสบาย ต้องการความแปลกใหม่ และอยากทดลองมากขึ้น สินค้าต่างๆ ต้องตอบโจทย์ความต้องการของคนกลุ่มนี้ให้ได้

5.โครงสร้างประชากร (Population) ซึ่งจะมีกลุ่มมุสลิมเพิ่มขึ้นและมีกำลังซื้อ 6.การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) และ 7.การใส่ใจสิ่งแวดล้อม/การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ (Environment Concern/Climate Change)

ส่วนนโยบายสำคัญของรัฐบาล ได้แก่ ประเทศไทย 4.0 (Thailand 4.0) ที่เน้นขับเคลื่อน เศรษฐกิจโดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม นโยบายส่งเสริมการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งรถ ไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง การก่อสร้างต่างๆ รวมถึงนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว

เกาะติดพฤติกรรม “แชะ แอนด์ แชร์”

หากจะให้อธิบายลงในรายละเอียด อย่างการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและการใส่ใจรักษาสุขภาพ ซึ่งเป็น Mega Trend ในข้อที่ 1 และ 2 ธุรกิจที่น่าจะไปได้รุ่ง ได้แก่ ธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์ สุขภาพและความงาม ซึ่งการบริการทางการแพทย์ของไทยมีคุณภาพดี ราคาไม่แพง มีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการออกกำลังกายหรือฟิตเนส ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินค้าอินทรีย์ (Organic) ทั้งที่เป็นอาหาร และของใช้

ตลอดจนธุรกิจด้านการจัดการทางการเงิน ทั้งธุรกิจประกันชีวิต/ประกันภัย เพราะคนยิ่งมีชีวิตอยู่นาน ยิ่งต้องการความมั่นคง จะหันมาทำประกัน ลดความเสี่ยง อีกทั้งรัฐบาลยังมีนโยบาย หักลดหย่อนภาษีอย่างต่อเนื่อง

เช่นเดียวกับธุรกิจเครื่องสำอางและครีมบำรุงผิว ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม โดยเฉพาะเพื่อ สุขภาพ ธุรกิจจำหน่ายและผลิตภัณฑ์สำหรับผู้สูงอายุ ธุรกิจยา เวชภัณฑ์ และสมุนไพรธรรมชาติ

ส่วน Mega Trend เกี่ยวกับพฤติกรรมสังคมเมืองที่เพิ่มมากขึ้น ธุรกิจที่จะเป็นดาวรุ่ง ได้แก่ อาหารพร้อมรับประทาน เพราะคนเมืองอยู่ในคอนโดฯ ไม่ทำอาหารรับประทานเอง การตกแต่งห้องก็ต้องใช้เฟอร์นิเจอร์สำหรับคอนโดฯ ที่มีรูปแบบทันสมัย ธุรกิจก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง และอสังหาริมทรัพย์ที่เน้นการก่อสร้างคอนโดมิเนียม

ส่วนพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีอินเตอร์เน็ต โทรศัพท์มือถือเป็นปัจจัยที่ 5 ก็จะทำให้ธุรกิจบริการด้านไอที สื่อสาร สื่อออนไลน์ เดินหน้าสู่ยุครุ่งเรืองถึงขีดสุด ซึ่งเทรนด์ตรงนี้ ทำให้ธุรกิจที่มีอยู่ในปัจจุบันทั้งหมด ต้องปรับตัวเข้าสู่ดิจิตอล จึงจะอยู่รอดได้ดี เช่น หนังสือพิมพ์ก็ต้องหันเข้าสู่การเป็นสื่อออนไลน์ ห้างสรรพสินค้าก็ต้องเปิดช็อปออนไลน์ เป็นต้น

“พฤติกรรมของคนรุ่นใหม่จะนิยม “แชะ แอนด์ แชร์” มาก ชอบถ่ายรูป เอาเรื่องส่วนตัวมาแชร์ ต้องการดูดี คนกลุ่มนี้จะแคร์ภาพตัวเอง แม้จะอยู่บ้าน ไม่ออกไปไหน ก็ต้องถ่ายรูปโชว์ เสื้อผ้าจึงต้องสวย ทันสมัย ธุรกิจเสื้อผ้าก็ต้องตอบโจทย์ความต้องการของคนกลุ่มนี้”

ส่วนปัจจัยเรื่องประชากรที่ชาวมุสลิมมากขึ้น ผู้ประกอบการต้องมุ่งผลิตสินค้าที่เป็นฮาลาล ทั้งที่เป็นอาหาร และของใช้ ขณะที่การเป็น AEC จะมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องมากมาย เช่น ธุรกิจบริการด้านการศึกษา โรงเรียนสอนภาษา ทั้งภาษาอังกฤษ และภาษาของประเทศอาเซียน ธุรกิจที่ปรึกษากฎหมายด้านการค้า และการลงทุนระหว่างประเทศ เพราะคนไทยจะเข้าไปทำธุรกิจในประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น แต่ยังขาดความรู้ ความเข้าใจกฎหมายของแต่ละประเทศ ธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ เพราะ AEC จะทำให้การค้าขายผ่านแดนขยายตัวมากขึ้น

“สิ่งหนึ่งที่เราเห็นก็คือ AEC ไม่ใช่โอกาสสำหรับธุรกิจระดับยักษ์ใหญ่อย่างเดียวตามที่เราเข้าใจ แต่ AEC ยังเหมาะกับการเข้าสู่ตลาดเพื่อนบ้าน ของธุรกิจขนาดเล็กมากๆ ที่เรียกว่า Micro SME หรือ MSME ด้วย เช่น การเปิดร้านขายสินค้าอุปโภคบริโภคจากไทย ที่ใช้เงินทุนไม่มากนัก”

ขณะที่ Mega Trend ที่เกี่ยวกับการใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมนั้น แน่นอนว่าธุรกิจดาวรุ่ง จะเกี่ยวข้องกับพลังงานทดแทน พลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานลม แสงอาทิตย์ ไฟฟ้า ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ที่ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ เช่น จากชานอ้อย หรือมันสำปะหลัง เพราะคนรับรู้แล้วว่าโฟม ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

เดินตามนโยบายรัฐมีแววรุ่ง

ขณะที่หากมองในด้านนโยบายรัฐ ซึ่งมีส่วนอย่างมากที่จะส่งเสริมให้เกิดธุรกิจที่เกี่ยวข้อง อย่างนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ที่จะเน้นการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและนวัตกรรม ธุรกิจที่น่าจะมีความ โดดเด่น ได้แก่ ธุรกิจที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ ธุรกิจการบินและโลจิสติกส์ ธุรกิจเชื้อเพลิงชีวภาพ และเคมีชีวภาพ ธุรกิจดิจิตอล ธุรกิจการแพทย์ครบวงจร ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve) ที่รัฐบาลต้องการผลักดันให้เกิดขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจด้านการเกษตรและอาหารแปรรูป ที่ใช้เทคโนโลยีที่สูงขึ้นในการผลิต สินค้าให้มีมูลค่าเพิ่ม ธุรกิจเทคโนโลยีด้านการออกแบบ ธุรกิจผลิตและจำหน่ายเครื่องจักรกลด้านการเกษตร ที่ใช้เทคโนโลยีสูงขึ้น เป็นต้น

หรือนโยบายเศรษฐกิจดิจิตอล ธุรกิจที่จะเป็นดาวรุ่งต้องเกี่ยวข้องกับการใช้ดิจิตอล เช่น ธุรกิจ จำหน่ายและซ่อมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ธุรกิจให้บริการอินเตอร์เน็ต หรือถ้าขายสินค้าอุปโภคบริโภคอยู่แล้ว ก็ต้องปรับรูปแบบธุรกิจให้มีการค้าขายผ่านออนไลน์มากขึ้น

“และธุรกิจที่น่าสนใจมากอีกอย่างคือ ธุรกิจวิเคราะห์ข้อมูลในโลกอินเตอร์เน็ต ทุกวันนี้ คนไทยชอบ search ค้นหาข้อมูลอะไรกันบ้าง การวิเคราะห์ข้อมูลที่มีมากมายเหล่านี้ จะทำให้เข้าใจผู้บริโภคมากขึ้น เป็นข้อมูลสำคัญที่นักธุรกิจต้องการ”

ส่วนนโยบายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล จะทำให้ธุรกิจเหล่านี้มีความโดดเด่น มากขึ้น ทั้งธุรกิจก่อสร้าง ธุรกิจสร้างโครงข่ายการสื่อสาร ธุรกิจวัสดุก่อสร้าง ธุรกิจการขนส่งโลจิสติกส์

นโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว จะทำให้เกิดธุรกิจนำเที่ยวในประเทศ (Inbound) เพราะจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางมาไทยปีละหลายล้านคน รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เช่น ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร ธุรกิจขายของที่ระลึก ธุรกิจรถเช่า ธุรกิจบริการทางการเงิน (แลกเงิน) เป็นต้น

“เชื่อว่าธุรกิจที่สอดรับกับเทรนด์ของโลกและนโยบายรัฐบาล จะยังมีความโดดเด่นต่อเนื่องไปได้อย่างน้อยอีก 2 ปี หรือบางธุรกิจอาจจะถึง 10 ปี เช่น ธุรกิจด้านสุขภาพ ความงาม และอาหารเสริม ธุรกิจด้าน E–Commerce ธุรกิจ Support IT ธุรกิจด้านการเงินและป้องกันความเสี่ยง ธุรกิจประกันภัย/ประกันชีวิต ธุรกิจด้านบริการ เช่น ท่องเที่ยว โรงแรม สื่อสาร เป็นต้น”

ดาวร่วงอย่ายอมอับแสง โรยรา

แต่เมื่อมีดาวรุ่งแล้ว ในทางกลับกันเทรนด์และการเปลี่ยนแปลง ย่อมทำให้ธุรกิจที่มีอยู่ล้มหายตายจาก หรืออับแสงกลายเป็นดาวร่วง โดยเฉพาะธุรกิจที่ล้าสมัย และไม่ยอมปรับตัวให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลง เช่น ธุรกิจสถานีบริการแก๊ส LPG และธุรกิจติดตั้งแก๊ส LPG เพราะผู้บริโภค จะหันไปใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น หรือแม้แต่สถานีบริการน้ำมัน ก็อาจลดความสำคัญลง

ธุรกิจสินค้าหัตถกรรมที่ขาดการสืบทอดวัฒนธรรม และกว่าจะได้ผลิตภัณฑ์ 1 ชิ้นต้องใช้ระยะเวลาทำนาน ไม่คุ้มกับต้นทุน และยังมีตลาดเฉพาะกลุ่ม ผู้ผลิตต้องปรับตัว โดยอาจใช้นวัตกรรมผลิตสินค้า เพื่อเพิ่มมูลค่าหรือปรับรูปแบบสินค้าให้ทันสมัย เพื่อให้สามารถเจาะกลุ่มลูกค้า ได้หลากหลายมากขึ้น

กลุ่มสินค้าสิ่งทอ (ที่ไม่ใช่ฝีมือ) เพราะมีคู่แข่งจำนวนมาก เช่น สินค้าจากจีน ที่มีราคาถูกกว่า เพราะต้นทุนการผลิตต่ำกว่า, กลุ่มสินค้าเซรามิก เพราะต้นทุนการผลิตสูง ทำให้ไม่สามารถแข่งขันได้ รวมถึงธุรกิจสิ่งพิมพ์ จากการที่สังคมเข้าสู่ยุคเทคโนโลยี ทำให้ผู้บริโภคอ่านข่าว ข้อมูลผ่านสมาร์ทโฟน เข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและตลอดเวลา ผู้ประกอบการจึงต้องปรับตัวไปสู่สื่อออนไลน์มากขึ้น

“แต่ก็ใช่ว่าธุรกิจเหล่านี้จะต้องอับแสง โรยราไปเสียทีเดียว เพราะหากปรับตัวให้ทันสมัย ตอบสนองความต้องการลูกค้ายุคใหม่ได้ ก็มีโอกาสฟื้นตัว อย่างร้าน ล.เยาวราช ร้านโชห่วย ในย่านเยาวราช ซึ่งไม่คิดว่าจะอยู่รอดได้ เพราะในย่านนั้นมีร้านสะดวกซื้อจำนวนมาก แต่เจ้าของร้านรุ่นใหม่ มีหัวคิดทันสมัย ปรับรูปแบบร้านค้า สร้างจุดเด่นให้แตกต่าง อย่างเตีย-จู่เอี้ย หรือโคมไฟในร้าน ที่นิยมทาสีแดง แต่ที่นี่กลับใช้สีดำ ดึงดูดคนเข้าร้าน อากง อาม่าไม่เห็นด้วย แต่สุดท้ายคนก็มารุมถ่ายรูปร้าน เพราะความแปลก ทำให้ร้านอยู่ได้”

หรือแม้กระทั่งมหาวิทยาลัยเอกชนก็กำลังจะเป็นธุรกิจดาวร่วงในอีกไม่ช้า เพราะอัตราเด็กเกิดใหม่ของไทยลดลง แต่กลับมีมหาวิทยาลัย ทั้งของรัฐและเอกชน เพิ่มขึ้นมาก โดยมหาวิทยาลัยของรัฐได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐ ขณะที่มหาวิทยาลัยเอกชนต้องหาเงินเลี้ยงตัวเอง

“ปีนี้มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มีจำนวนเด็กที่เข้ามาเรียนลดลงมาก ดังนั้น มหาวิทยาลัยต้องปรับตัว โดยเปิดหลักสูตรระยะสั้น ที่ไม่ใช่ปริญญา (Non Degree) มากขึ้น เพื่อเป็นการหารายได้เสริมอีกทางหนึ่ง”

เพราะการปรับตัวเพื่อความอยู่รอด คือสิ่งจำเป็นที่สุด!!

ทีมเศรษฐกิจ

18 ก.ย. 2559 09:34 18 ก.ย. 2559 09:37 ไทยรัฐ