วันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ปชป.รุมสับอภิรดี บี้ให้เซ็นคดีข้าว

จตุพรชี้จ่อเชือด 40อดีตส.ส.พท.

รุมทึ้ง “อภิรดี” ปชป.-กปปส.กระเหี้ยนกระหือรือ บี้ให้ลงนามคำสั่งปมจำนำข้าว “วรงค์” เฉ่งตัดสินใจล่าช้าโยกโย้ ใจไม่ถึง ยกปลัด พณ.ทำงานดีกว่า ใจกล้าว่องไว “กษิต ภิรมย์” จัดหนักซัดไม่อยากทำหน้าที่ ก็ลาออกไปดีกว่า “ปนัดดา” วอนใจเย็นๆ ขอความเห็นใจให้ ขรก.ที่ต้องทำงานบนความรอบคอบ “เหวง” ชี้คนกระทรวงพาณิชย์กระอักกระอ่วนลงนาม หวั่นมีมลทินติดตัว แดกดันให้ใช้มาตรา 44 ยึดทรัพย์ให้จบๆไปเลย ด้าน “จตุพร” ฟันธง 40 อดีต ส.ส.คิวถัดไป หลัง “สุกำพล” ถูกเชือด หลังจากนั้นอีกกว่า 300 คน ส่อตายหมู่ ย้อนนายกฯก่อนจะรื้อล้างบาง ต้องชำระจิตใจตัวเองให้สะอาดก่อน สปท.ยังปวดหัวตึ้บเลือกไขว้ ส.ว. อัดเละวิธีของคนไร้ปัญญาตาบอด โพลหนุนแจกใบเหลือง-ส้ม-แดง-ดำ ชี้โทษรุนแรงทำคนทุจริตขยาด “ถาวร” ทายล่วงหน้าพรรคหนุน คสช.ชนะเลือกตั้ง ชี้ ปชป.จับมือ คสช.ง่ายกว่าไปจับมือ พท.

เป็นประเด็นขึ้นมาอีกครั้ง สำหรับการสืบสาวเอาผิดคดีที่เกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าว ภายหลังมีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกมาเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว ขณะที่นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ ถูกฝ่ายการเมืองพุ่งเป้าโจมตี ถึงความล่าช้าในการลงนามคำสั่งทางปกครอง เรียกค่าเสียหายการทุจริตขายข้าวในรูปแบบรัฐต่อรัฐ(จีทูจี)

ปชป.ตามจิก “อภิรดี” ปมจำนำข้าว

เมื่อวันที่ 17 ก.ย. นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวเรื่อง “เรื่องของสุภาพสตรีสองท่านในกระทรวงพาณิชย์” ว่า “ไม่รู้จักเป็นการส่วนตัวกับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และท่านปลัดกระทรวงพาณิชย์ เนื่องจากผมต้องเป็นหูเป็นตาให้กับประชาชนในโครงการรับจำนำข้าว โดยเฉพาะเมื่อถึงขั้นตอนการลงนามคำสั่งทางปกครอง จึงต้องติดตามเรื่องนี้ใกล้ชิดมากขึ้น และรู้จักทั้งสองท่านนี้ดีขึ้นผ่านสื่อ กระทั่งมีข่าวว่าวันที่ 16 ก.ย.นี้ ท่านรัฐมนตรีพาณิชย์ยอมลงนามแทนท่านนายกฯ ส่วนท่านปลัดกระทรวงก็ลงนามแทนท่านรัฐมนตรี เรามาดูการทำงานของท่านรัฐมนตรีอภิรดี ตันตราภรณ์ เท่าที่ติดตามเฉพาะเรื่องการลงนามคำสั่งทางปกครองคดีการระบายข้าวแบบจีทูจี นายกฯมอบอำนาจมาตั้งแต่เดือน ก.ค. มีกระแสข่าวว่าโยกโย้ไม่กล้า จนผมต้องออกมากระตุ้นหลายรอบ ล่าสุดวันที่ 16 ก.ย. รมว.พาณิชย์บอกกับสื่อว่า ได้มีการลงนามในคำสั่งทางปกครองแทนนายกฯแล้ว และให้ปลัดกระทรวงลงนามแทนตนเอง แต่ถึงวันนี้ 17 ก.ย. เท่าที่ผมตรวจสอบ รัฐมนตรีก็ยังไม่ได้ลงนาม”

อวยปลัด พณ.กล้าหาญว่องไว

นพ.วรงค์ระบุว่า “ส่วนการทำงานของท่านปลัดกระทรวงพาณิชย์ คุณชุติมา บุณยประภัศร เคยไปเป็นพยานให้ปากคำคดีการระบายข้าวแบบจีทูจีต่อศาลฎีกาของนักการเมือง ให้ปากคำชัดเจนถือว่า เคลียร์และเห็นภาพ และได้ลงนามแทนรัฐมนตรีในวันที่ 16 ก.ย. หลังมีหนังสือมอบอำนาจมาให้ ก็ลงนามทันทีในบ่ายวันนั้น ทั้งที่ตนเองจะเกษียณอายุราชการสิ้นเดือน ก.ย.นี้ นี่คือบทสรุปของสุภาพสตรีสองท่านแห่งกระทรวงพาณิชย์ ผมก็หวังว่าท่านรัฐมนตรีอภิรดีก็น่าจะดำเนินการลงนามให้เรียบร้อย เพราะยิ่งช้าท่านยิ่งเสีย ส่วนท่านปลัดกระทรวง ผมคิดว่าประชาชนคนไทยชื่นชมภาวะผู้นำของท่าน สภาพของประเทศขณะนี้ ผมเชื่อว่าคนไทยต้องการคนอย่างท่านมาช่วยทำงานให้ประเทศ”

“กษิต” เย้ย “อภิรดี” ลาออกดีกว่า

นายกษิต ภิรมย์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการ ปฏิรูปประเทศ (สปท.) อดีตแกนนำคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวพร้อมเเนบไฟล์ข่าวและภาพของนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เรื่องการเรียกค่าเสียหายโครงการรับจำนำข้าว ว่า เช้านี้ได้อ่านข่าวหนึ่งบนหน้าหนังสือพิมพ์ แล้วรู้สึกไม่สบายใจ เนื่องจากมีการนำเอาคำว่า “ฉันไม่ได้เป็นนักการเมือง” มาอ้างเพื่อหลีกเลี่ยงการทำหน้าที่ มนุษย์เรานั้นมีทั้ง “บทบาท” และ “หน้าที่” โดยการเป็นนักการเมืองหรือไม่ คือบทบาท ส่วนการดำรงตำแหน่งทางการเมืองถือว่า ย่อมมีหน้าที่รับผิดชอบ ซึ่งที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์การเมืองไทย บางครั้งมีคนที่ไม่ได้เป็นนักการเมืองเข้ามารับตำแหน่ง โดยที่ตำแหน่งสูงสุดอย่างนายกรัฐมนตรีก็มีมาแล้ว ดั่งที่เราเรียกกันติดปากว่า “คนนอก” ดังนั้นมีความเห็นว่า ถ้าบุคคลระดับรัฐมนตรี ที่ควรจะเป็นตัวอย่างของสังคม ไม่อยากทำหน้าที่ของตน ก็ควรลาออกจาก ตำแหน่งเสีย เพื่อคนอื่นจะได้มารับตำแหน่ง และทำหน้าที่แทน ขอทิ้งท้ายไว้ว่า สังคมใดก็ตามที่ “ผู้มีหน้าที่ ไม่ทำหน้าที่ของตน” สังคมนั้นก็จะวุ่นวายและยุ่งเหยิง

“ปนัดดา” ขอความเห็นใจ ขรก.

ด้าน ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีหลายฝ่ายมองการเรียกร้องค่าเสียหายการทุจริตขายข้าวในรูปแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) มูลค่าเสียหาย 20,000 ล้านบาทล่าช้า เพราะ รมว.พาณิชย์และปลัดกระทรวงพาณิชย์ ไม่กล้าลงนามคำสั่งทางปกครอง เนื่องจากเกรงต้องมารับผิดชอบภายหลังว่าเป็นเรื่องธรรมดา อย่างปลัดพาณิชย์ในฐานะข้าราชการประจำต้องมีความรอบคอบ ระมัดระวัง ต้องศึกษาอย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อนลงนาม ไม่ใช่ผลีผลาม จะไปตำหนิปลัดพาณิชย์ไม่ได้ เมื่อถามว่า มองอย่างไรการที่หัวหน้า คสช.ใช้มาตรา 44 ออกคำสั่งคุ้มครองเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่สุจริต ไม่ต้องถูกดำเนินคดีทั้งแพ่งและอาญา แต่ข้าราชการยังไม่มั่นใจ ม.ล.ปนัดดาตอบว่า แต่ละคนมีเหตุผลแตกต่างกันไป ไม่ใช่หวาดกลัวอะไร แต่เป็นเรื่องของความรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองต้องมีวิจารณญาณ การรับราชการมาหลายสิบปีจนจะเกษียณต้องจบลงด้วยดี

นปช.ยุใช้ ม.44 ยึดทรัพย์ไปเลย

นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า เรื่องใช้อำนาจปกครองยึดทรัพย์ค่าเสียหายจากการขายข้าวแบบจีทูจี แม้แต่นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ ยังไม่กล้าลงนามเอง มอบอำนาจให้ น.ส.ชุติมา บุญยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ลงนามแทน จากคำให้สัมภาษณ์ของ รมว.พาณิชย์ เห็นได้ชัดถึงความคลุมเครือในการใช้อำนาจดังกล่าว ปลัดกระทรวงพาณิชย์เหลือเวลาทำงานไม่ถึงสองสัปดาห์ จะเกษียณจะยอมลงนามหรือไม่ ส่วนตัวมองว่าใครจะยอมทำเรื่องที่เสื่อมเสียในเวลาที่เหลือไม่ถึงสองสัปดาห์ อีกทั้งยังมีรายงานข่าวว่า ว่าที่ปลัดคนใหม่กล่าวกับคนใกล้ชิดว่าหลังเข้ารับตำแหน่ง ถ้ามีการบังคับให้ลงนามเรียกค่าเสียหายข้าวจีทูจี อาจถอดใจลาออก เห็นได้ชัดว่าข้าราชการประจำกระทรวงพาณิชย์ รู้เต็มอกว่าเรื่องนี้ไม่เข้าข่ายที่จะทำได้ตามกฎหมาย ทั้งหมดประจานว่าเป็นการใช้อำนาจบาตรใหญ่เพื่อเอาให้ตายให้ได้ ทำไม คสช.ไม่รอให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาออกมาก่อน แล้วค่อยบังคับเอาในเรื่องค่าเสียหายหรือ คสช.กลัวว่าศาลอาจจะพิพากษายกหรือไม่ ถ้า คสช.จะเอาให้สาแก่ใจจริงๆก็เดินหน้าใช้อำนาจเผด็จการเบ็ดเสร็จของรัฏฐาธิปัตย์ตามมาตรา 44 ประกาศยึดทรัพย์ไปเลย แต่ยึดทรัพย์ไปแล้ว ประชาชนไทยเขาจะตอบรับอย่างไรก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ย้อนศรให้ยึดทรัพย์แก๊ง ปรส.บ้าง

นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรค เพื่อไทย กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ใช้มาตรา 44 ให้อำนาจกรมบังคับคดียึดทรัพย์ในความรับผิดทางละเมิดโครงการรับจำนำข้าวว่า หากเป็นเช่นนี้ขอเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ใช้คำสั่งทางปกครองยึดทรัพย์พวกที่เกี่ยวข้องในคดี ปรส.ที่มีมูลค่าความเสียหายกว่า 6 แสนล้านบาทด้วย เพราะตัวละครที่เกี่ยวข้องก็ติดคุกไปแล้ว ไม่เข้าใจเลยว่าในคดี ปรส.นั้น ผู้กำหนดนโยบายกลับไม่โดน มีเพียงผู้ปฏิบัติที่โดน ต่างจากคดีจำนำข้าว ที่ผู้กำหนดนโยบายโดนเล่นงานมากขนาดนี้ น่าแปลกที่ประเทศนี้ใช้กฎหมายฉบับเดียวกัน แต่การดำเนินการ กลับสองมาตรฐาน หาก พล.อ.ประยุทธ์ไม่ดำเนินการในลักษณะเดียวกัน ถือว่ามีเจตนาเล่นงานแต่คนของพรรคเพื่อไทยฝ่ายเดียว ในส่วนของอดีต 40 ส.ส.พรรคเพื่อไทยที่ ป.ป.ช.ตั้งอนุกรรมการสอบสวนเอาผิดกรณีเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ นั้นยืนยันว่าไม่หนักใจเพราะเราทำตามหน้าที่ ทำตามข้อบังคับของสภาฯ หาก ป.ป.ช.ขยายขอบเขตตรวจสอบ ก็ชัดเจนว่า ป.ป.ช.มีเจตนาทำลายพวกเรา ทำแบบนี้ประเทศก็มีแต่ความขัดแย้งไม่จบสิ้น

เย้ย “สมคิด” ร้องขอความเชื่อมั่น

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลแถลงผลงาน 2 ปี โดยมีดัชนีหลายตัว ซึ่งในทางเศรษฐกิจมีหลายสถิติที่รัฐบาลไม่ได้บอกประชาชน เช่น การที่ธนาคารโลกและ ไอเอ็มเอฟบอกว่า ประเทศไทยมีการขยายตัวต่ำสุดเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านมาตลอด 2 ปี และอาจจะโตต่ำสุดต่อไปอีกในอนาคต แบงก์ชาติบอกการลงทุนจากต่างประเทศใน 6 เดือนแรกของปีนี้หายไปเกือบหมดและต่ำสุดในรอบ 10 ปี รวมทั้งการส่งออกก็ต่ำสุดในรอบ 6 ปี อีกทั้งการว่างงานที่สูงสุดในรอบ 5 ปี และตามที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ บอกว่าประเทศไทยไม่ได้หลงทางและเศรษฐกิจจะขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง จึงอยากถามว่าจะมีกลจักรทางเศรษฐกิจใดที่จะสามารถขับเคลื่อนได้ และการที่ยังมองว่าการที่ไทยพึ่งการส่งออก 70 เปอร์เซ็นต์เป็นข้อผิดพลาด น่าจะเป็นแนวคิดที่หลงทาง อยากจะขอบอกว่า การที่นายสมคิดเรียกร้องความ เชื่อมั่นนั้น ความเชื่อมั่นต้องเกิดจากการสร้าง ซึ่งนายสมคิดต้องกลับไปพิจารณาว่าตอนนายสมคิดเข้ามาบริหาร ความเชื่อมั่นมีเต็มเปี่ยม แต่ทำไมตอนนี้กลับต้องมาร้องขอความเชื่อมั่น ซึ่งน่าจะแสดงถึงผลงาน 2 ปีของรัฐบาลทางเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี

“จตุพร” ฟันธง 40 ส.ส.คิวเชือดถัดไป

วันเดียวกัน นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. กล่าวผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ กรณีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติถอดถอน พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต อดีต รมว.กลาโหม และให้เว้นวรรคการเมือง 5 ปี ด้วยเสียง 159 ต่อ 27 เสียงว่า สิ่งสำคัญอยู่ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยกมาเป็นข้ออ้าง กล่าวหาว่าตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหมไม่ได้ขึ้นตรงกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมนั้น ถ้าการแต่งตั้งปลัดกระทรวงผิดแล้ว คนร่วมโหวตต้องผิดด้วยหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เมื่อครั้งเป็น ผบ.ทบ. และ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกฯ เมื่อครั้งเป็น ผบ.สส. ซึ่งร่วมออกเสียง ต้องมีความผิดด้วยหรือไม่ ทั้งนี้ การถอดถอน พล.อ.อ.สุกำพลย่อมแสดงถึงอนาคตของอดีต 40 ส.ส.ที่เป็นต้นเรื่องเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม หรือกฎหมายสุดซอย คงถูกจัดการ แล้วลามไปสู่อดีต ส.ส.กว่า 300 คน ในพรรคร่วมรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ดังนั้น อดีต ส.ส.ที่เป็นต้นเรื่องเสนอต้องสู้ หากนิ่งเฉยแล้ว ย่อมมีแนวโน้มเข้าไปสู่ลานสังหาร

ย้อน “บิ๊กตู่” รื้อขยะในใจตัวเองก่อน

“พล.อ.ประยุทธ์จะรื้อขยะจากทุกห้องให้เสร็จก่อนจึงลงจากอำนาจนั้น คงทำได้ยาก เพราะต้องรื้อขยะในใจให้สะอาด ทำ ให้จิตใจสว่าง จะไม่มองทุกอย่างด้วยอคติเป็นปัญหา แล้วบ้านเมืองจะสะอาดตามไปด้วย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถึงการรื้อขยะจากทุกห้องเพื่อเปรียบเทียบถึงการบริหารที่เป็นปัญหาของรัฐบาลเก่าๆ การพูดเช่นนี้ เชื่อว่าเป็นการเตรียมตัวและตั้งใจพูดมาก่อน อีกทั้งการแสดงอารมณ์ดุดัน โกรธ ไม่พอใจ ยังเป็นแบบแผนของเป้าหมายตามความต้องการเอาไว้แล้ว” นายจตุพรระบุ

สปท.ยังมึนตึ้บวิธีเลือกไขว้ ส.ว.

นายวันชัย สอนศิริ โฆษกกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สปท. กล่าวถึงการหารือ เพื่อจัดทำรายงานข้อเสนอแนะการร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา กมธ.การเมืองหารือคุยกันไปคุยกันมา แต่ปรากฏว่ายังหาข้อสรุปไม่ได้ เพราะยังไม่ทราบถึงเจตนารมณ์แท้จริงในสิ่งที่ กรธ.เขียนเรื่องที่มา ส.ว.แบบเลือกไขว้ รูปแบบการเลือกจากตำบล อำเภอ จังหวัด มาถึงส่วนกลางเป็นแบบไหนกันเเน่ เรายังมึนๆ งงๆ ว่า 1.วิธีแบ่งกลุ่มสาขาอาชีพของ กรธ.จะให้ประเทศไทยมีกี่กลุ่มสาขาอาชีพจะเเบ่งอย่างไร ให้เกิดความเป็นธรรม 2.จะรู้ได้อย่างไร ว่าใครเป็นใคร ยึดอาชีพนั้น จริงๆ จะตรวจสอบอย่างไรไม่ให้มีคนสวมรอย 3.การเลือกไขว้จากตำบลมาถึงส่วนกลาง เลือกแบบไหน เริ่มอย่างไร หาจุดลงตัวอย่างไร วิธีการที่ กรธ.เขียนมา ยังดูสับสนอลหม่าน เรากังวลและเชื่อว่าจะเกิดการบล็อกโหวตในกลุ่มสาขาอาชีพ และกำหนดสเปกตัวบุคคลมาเป็น ส.ว.ได้ โดย กมธ.การเมืองกำลังรวบรวมปัญหาเพื่อคุยกันต่อวันที่ 20 ก.ย.นี้

สับวิธีของคนไร้ปัญญาตาบอด

ด้านนายวรรณธรรม กาญจนสุวรรณ สมาชิก สปท.ในฐานะเลขานุการคณะ กมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สปท.กล่าวว่า ได้รับมอบหมายจากในที่ประชุม กมธ.การเมือง ให้ไปรวบรวมปัญหาการเลือกไขว้ ส.ว. ที่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติ มีปัญหา ยังไม่ชัดเจนตรงมาตรา 107 ที่ระบุว่า จะกำหนดมิให้ผู้สมัครใน เเต่ละกลุ่มเลือกบุคคลในกลุ่มเดียวกัน ซึ่งหมายความว่า กลุ่มสาขาอาชีพเดียวกัน เลือกเองไม่ได้ แต่อีกวรรค ในมาตราเดียวกันกลับเขียนว่า หรือจะกำหนดให้มีการคัดกรองผู้สมัครรับเลือกด้วยวิธีการอื่นใด ที่ผู้สมัครรับเลือกมีส่วนร่วมในการคัดกรองก็ได้ จุดนี้มันลักลั่นในตัวเอง กรธ.ไม่ได้เขียนสรุปว่าจะใช้เเค่วิธีเลือกไขว้เสียทีเดียว แต่อาจจะกำหนดด้วยวิธีการอื่นได้ ไม่เเน่ใจ กรธ.จะอธิบายเจตนารมณ์อย่างไร หรือตอน สนช.จะร่างกฎหมายลูกจะเข้าใจแบบไหน ส่วนที่ กรธ.ให้เหตุผลว่า การเลือกไขว้ข้ามกลุ่มสาขาอาชีพ โดยไม่ให้กลุ่มเดียวกันเลือกกันเอง จะป้องกันการบล็อกโหวตได้นั้น ตนเห็นแย้ง เพราะการไม่ให้กลุ่มเดียวกันเลือกกันเอง ทำลายหลักการของตัวแทนสาขาอาชีพ แถมจะเป็นผลร้าย เกิดการซื้อขายข้ามกลุ่มหรือบล็อกโหวตได้ง่าย ไม่ต่างจากการเลือกแบบไร้ปัญญา ตาบอด หากใช้วิธีนี้จริง จะถดถอยมากๆ

ดักคอ กรธ.อย่าร่าง ก.ม.ลูกเพี้ยน

นายราเมศ รัตนะเชวง รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กำลังพิจารณายกร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 10 ฉบับ ว่า ขณะนี้ยังไม่มีใครทราบว่า ต้นร่างกฎหมายที่จำเป็นเร่งด่วนโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งจะมีรายละเอียดเป็นอย่างไร มีเพียงการนำเสนอความคิดและข้อเสนอแนะของฝ่ายต่างๆผ่านสื่อสารมวลชน ให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ แต่ส่วนตัวเชื่อว่า กรธ.จะร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญทุกฉบับออกมาโดยยึดหลักของรัฐธรรมนูญที่ได้ผ่านประชามติมาแล้วอย่างเคร่งครัด ขออย่าร่างตามธงที่วางไว้หรือยกร่างเพื่อตอบสนองเอาใจใครเป็นกรณีพิเศษ และควรรับฟังความคิดเห็นให้ รอบด้านด้วยความจริงใจ ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์พร้อมให้ความร่วมมือ หาก กรธ.ต้องการความ คิดเห็นไปประกอบในการยกร่างกฎหมายดังกล่าว ส่วนกรณีที่มีการเสนอเพิ่มโทษกับพรรคการเมืองและนักการเมืองนั้น เราเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เพราะไม่คิดที่จะทำผิดกฎหมาย จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องกลัวอะไร

“สดศรี” จี้เขียนโทษใบดำให้ชัด

นางสดศรี สัตยธรรม อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงโทษเพิกถอนสิทธิรับสมัครเลือกตั้งตลอดชีวิตหรือ “ใบดำ” ว่า เจตนาของ กรธ.ในการเขียนโทษใบดำไว้ในมาตรา 98 (11) ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติ เพื่อต้องการเพิกถอนสิทธิรับสมัครเลือกตั้งตลอดชีวิตสำหรับผู้ที่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่าทุจริตเลือกตั้ง แต่มาตราดังกล่าวถือว่ายังไม่มีความชัดเจนเพราะเขียนไว้กว้างเกินไป กรธ.ควรระบุให้ชัดว่าฐานความผิดอย่างไรจึงจะเข้าข่ายโทษใบดำ เนื่องจากเมื่อเป็นโทษเกี่ยวกับการเลือกตั้งและเป็นเรื่องคุณสมบัติการลงสมัครเลือกตั้ง กกต.ก็จำเป็นที่ต้องเขียนไว้ในกฎหมายลูกที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง เพราะ กกต.เองก็ต้องทำหน้าที่รับสมัคร หากโทษความผิดยังไม่ชัดเจนแล้วไปตัดสิทธิผู้สมัครก็อาจทำให้เกิดการส่งฟ้องศาลฎีกาเพื่อให้วินิจฉัย รวมทั้งเมื่อเวลาส่งสำนวนคดีทุจริต เลือกตั้งไปให้ศาลพิจารณาก็ต้องมีบทบัญญัติในการระบุฐานความผิดและบทลงโทษ หากไม่ชัดเจนจะทำให้เกิดความยุ่งยากและอาจเป็นสิ่งที่ทำให้ กกต. โดนเล่นงานในภายหลัง ดังนั้นถ้าต้องการโทษใบดำจริงๆ ก็ต้องเขียนให้ชัดจำแนกโทษใบดำออกมาเป็นเรื่องๆ

เตือน กกต.ระวังโดนเซ็ตซีโร่

นางสดศรียังกล่าวถึงกรณีผู้ตรวจการแผ่นดินชี้มูลนายธีรวัฒน์ ธีรโรจน์วิทย์ กกต.ด้านกิจการพรรคการเมืองและออกเสียงประชามติผิดจริยธรรมว่า ที่ผ่านมาไม่เคยมี กกต.คนใดถูกองค์กรอื่นชี้มูลความผิดเรื่องจริยธรรม และไม่มีบทบัญญัติใดที่ให้ กกต.สั่งลงโทษกันเองได้ หน่วยงานที่มีอำนาจตอนนี้คือ สนช. ในการถอดถอน แต่กรณีดังกล่าวมีประเด็นที่ตั้งข้อสังเกตว่าพฤติกรรมที่ กกต.ถูกชี้มูลเกิดขึ้นในช่วงเวลาใด ถ้าเกิดขึ้นสมัยที่เป็น กกต.แล้วทั้งเรื่องรับผลประโยชน์หรือจริยธรรมก็อาจเป็นอำนาจของ ป.ป.ช. ผู้ตรวจการแผ่นดิน และสภา แต่หากเป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นสมัยเป็นผู้พิพากษานั้นจะถือว่าอำนาจการสอบสวนเป็นของคณะกรรมการตุลาการ (กต.) หรือไม่ เพราะ กต.มีหน้าที่ตรวจสอบผู้พิพากษาที่กระทำความผิด สามารถให้ออกจากตำแหน่งและคำสั่งถึงที่สุด หน่วยงานอื่นก้าวล่วงไม่ได้ และก่อนที่จะมาเป็น กกต.ได้ต้องผ่านการคัดเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาและความเห็นชอบของ ส.ว. จึงอาจเป็นคำถามว่าเมื่อตอนพิจารณาคุณสมบัติความเหมาะสมนั้นเป็นไปอย่างละเอียดหรือไม่ ดังนั้นกรณีนี้น่าจะเป็นหน้าที่ของ กต. แม้จะเกิดเรื่องร้องเรียนภายหลังที่ กกต.คนนี้ออกจาก ตำแหน่งผู้พิพากษาแล้วก็ตาม ส่วนการสับเปลี่ยนตำแหน่งประธานนั้นควรจะรอช่วงเวลาที่เหมาะสมรอให้รัฐธรรมนูญใหม่มีผลบังคับใช้ 5 เสือต้องมีความหนักแน่น ไม่เช่นนั้นจะเป็นการเปิดโอกาสให้เซ็ตซีโร่ กกต.ได้

โพลเห็นด้วยแจกใบส้ม–ใบแดง

วันเดียวกัน สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เผยผลสำรวจความเห็นประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 1,143 คน ระหว่างวันที่ 13-16 ก.ย. เรื่อง กกต.กับการแก้ปัญหาการทุจริตการเลือกตั้ง โดยร้อยละ 74.80 เห็นว่าการที่ กกต. บัญญัติการลงโทษ 4 ระดับ คือ ใบเหลือง ใบส้ม ใบแดง และใบดำ แก้ปัญหาการทุจริตการเลือกตั้ง เป็นมาตรการที่ดี น่าจะช่วยแก้ปัญหาการทุจริตให้ลดลงได้ เมื่อถามว่าเห็นด้วยกับวิธีการแจก ใบเหลืองก่อนหรือในวันเลือกตั้งหรือไม่ พบว่า ร้อยละ 81.10 เห็นด้วย เพราะเป็นการป้องกันการทุจริต ไม่ให้ผู้กระทำผิดได้ลงสมัคร ร้อยละ 11.55 ไม่แน่ใจ มีเพียงร้อยละ 7.35 ไม่เห็นด้วย ส่วนการแจกใบส้มให้หลังวันเลือกตั้ง พบว่า ร้อยละ 79.79 เห็นด้วย เพราะผู้สมัครจะมีความระมัดระวังและปฏิบัติตามกฎระเบียบมากขึ้น ร้อยละ 10.76 ไม่เห็นด้วย เพราะควรมีเพียง 2 ใบการมีหลายใบทำให้เกิดความซ้ำซ้อน

หนุนบทลงโทษรุนแรงสั่นสะท้าน

สำหรับการแจกใบแดงให้หลังทราบผลเลือกตั้ง พบว่า ร้อยละ 76.90 เห็นด้วย ผู้กระทำผิดจะได้เกรงกลัว ร้อยละ 14.70 ไม่แน่ใจ และร้อยละ 8.40 ไม่เห็นด้วย เพราะควรให้เป็นหน้าที่ของศาล ส่วนการแจกใบดำกรณีที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งพบว่าร้อยละ 87.40 เห็นด้วยเพราะ เป็นการขุดรากถอนโคน บทลงโทษรุนแรงเหมาะสมดี จะได้เกรงกลัว ไม่กล้ากระทำผิด ร้อยละ 8.92 ไม่แน่ใจ เพราะที่ผ่านมามีการวิพากษ์วิจารณ์การตัดสินของ กกต.บ่อยครั้ง มีเพียงร้อยละ 3.68 ที่ระบุไม่เห็นด้วย เพราะบทลงโทษหนักเกินไป ขึ้นตอนการพิจารณาอาจไม่โปร่งใส ไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน และเมื่อถามว่าวิธีการตามที่ กกต.เสนอ จะช่วยแก้ปัญหาการทุจริตการเลือกตั้งได้หรือไม่ ร้อยละ 68.50 ระบุ ช่วยได้ เพราะเป็นบทลงโทษที่รุนแรงทำให้ผู้ที่คิดจะทุจริตเกิดความเกรงกลัว ร้อยละ 22.83 ไม่แน่ใจ เพราะที่ผ่านมาถึงแม้จะมีมาตรการป้องกัน แต่ก็ยังมีการทุจริต และร้อยละ 8.67 ช่วยไม่ได้ เพราะ กกต.อาจดูแลไม่ทั่วถึง ควรแก้ที่ต้นเหตุ ขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของนักการเมือง

“ถาวร” ทำนายพรรคหนุน คสช.ชนะ ลต.

นายถาวร เสนเนียม อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแกนนำ กปปส. กล่าวถึงการยกร่างกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปประเทศว่า โครงสร้างตามร่างรัฐธรรมนูญ ยังไม่ตอบโจทย์การปฏิรูปประเทศเท่าไหร่ ทุกคนที่ลงสมัครส.ส.ต่างคิดว่าตัวเองจะชนะ แต่เชื่อว่าเสียงข้างมากลำดับที่ 1 จะเป็นพรรคที่สนับสนุน คสช. ซึ่งเกี่ยวโยงกับการเลือกนายกฯ ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ดูตามผลโพลยังตามหลังพรรคเพื่อไทย ต้องไปดูที่กลุ่มการเมืองที่มีพลัง ขณะนี้มี 3 กลุ่มคือ นปช. กปปส. และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พรรคประชาธิปัตย์สามารถใช้สูตร 1 บวก 1 คือเอา กปปส.บวกกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ต่างไม่เอาระบอบทักษิณ และต้องการปฏิรูปประเทศ เข้ามาร่วมได้ จะเป็นหน ทางทำให้พรรคประชาธิปัตย์ยิ่งใหญ่ ส่วนการจับมือกับกลุ่ม นปช.คงยาก แต่ไม่ได้หมายความว่าจะห้ามไม่ให้พูดคุยกัน ต้องพูดคุยกันแม้จะมีจุดยืนต่างกัน

ปชป.จับมือ คสช.ง่ายกว่า พท.

“การที่พรรคประชาธิปัตย์จะจับมือพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลในอนาคต เกิดขึ้นได้ยากมาก เพราะคนที่มีอิทธิพลชักใยอยู่เบื้องหลังของพรรคเพื่อไทย เป็นบุคคลที่ กปปส.และพันธมิตรฯไม่ต้องการ หากนายทักษิณ ชินวัตร คิด เพื่อไทยทำ จะมองข้ามไปได้อย่างไร ยืนยันว่าเขาไม่มีวันล้า เพราะพูดเองว่าจะต้องกลับประเทศไทยอย่างเท่ๆ” นายถาวรกล่าว เมื่อถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ หลังการเลือกตั้งพรรคประชาธิปัตย์จะจับมือกับ คสช.ตั้งรัฐบาล หรือจับมือพรรคเพื่อไทยตั้งรัฐบาล นายถาวรตอบว่า การ จับมือกับ คสช.มีความเป็นไปได้มากกว่าการจับมือกับพรรคเพื่อไทย เพราะแนวคิดของนายทักษิณมองการเมืองเป็นธุรกิจ คือการลงทุนเพื่อถอนทุน และมองระบบประชาธิปไตยว่าเป็นเรื่องของคนที่มีเสียงข้างมาก โดยละเลยเสียงข้างน้อย ดังนั้นจึงจับมือกันได้ยาก เว้นเสียแต่นายทักษิณไม่ได้นั่งอยู่เบื้องหลังแล้ว ตราบใดที่นายทักษิณยังมีอิทธิพลอยู่ในพรรคเพื่อไทยคงจับมือกันยาก

ขู่ยื่นศาล รธน.ปม พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง

นายราเมศ รัตนะเชวง รองโฆษก และคณะทำงานด้านกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีร่าง พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญของ สนช.ว่า ได้ท้วงติงไปในสาระสำคัญของร่างกฎหมายดังกล่าวหลายครั้ง อาทิ มาตรา 7ที่ยกเว้นไม่ให้บังคับใช้การเปิดเผยราคาข้อมูลของรัฐวิสาหกิจ การจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ การกู้เงินจากต่างประเทศ และมาตรา 60 ที่ยกเว้นไม่ต้องบังคับใช้ พ.ร.บ.ป.ป.ช. รวมถึงการตั้งคนจากหน่วยงานตรวจเป็นกรรมการ แทนที่จะทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุล จนมีนักวิชาการออกมาแสดงความเป็นห่วง ตามหลักการทุกคนเห็นด้วยในการออกกฎหมายป้องกันปราบปรามการทุจริต แต่ต้องมีประสิทธิภาพแท้จริง ไม่ใช่ออกกฎหมายเพื่อเอื้อต่อการทุจริต ที่สำคัญถ้าไม่มีการปรับแก้ จะขัดกับร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 258 ที่กำหนดให้มีการปรับปรุงระบบการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ ให้คล่องตัวเปิดเผยตรวจสอบได้ และมีกลไกในการป้องกันการทุจริต และจะถือเป็นผลงานอัปยศที่สุดของประเทศ และคงต้องไปสู้กันที่ศาลรัฐธรรมนูญแน่นอน

รอง ผวจ.ส่งไลน์จัดหนักปลัด มท.

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงมหาดไทยว่า นายสายัณห์ อินทรภักดิ์ รอง ผวจ.ตรัง ส่งข้อความผ่านไลน์ข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ว่ากรณีการถวายฎีกา และฟ้องศาลปกครองเกี่ยวกับการคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดครั้งล่าสุด นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย ชี้แจงผ่านสื่อต่างๆ กลืนน้ำหมึกตัวเองในเรื่องการนับอายุราชการทวีคูณผู้ปฏิบัติงานจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ทราบว่าใครเขียนให้ คนเขียนคงหูหนวกตาบอด แกล้งโง่หรือโง่จริง เพราะการนับอายุราชการทวีคูณ ผู้ปฏิบัติงานจังหวัดชายแดนภาคใต้ในประกาศของกระทรวงมหาดไทยเกี่ยวกับการคัดเลือกผู้ดำรงตำแหน่ง ผวจ.ทุกครั้ง รวมทั้งครั้งล่าสุดให้นำระยะเวลาการปฏิบัติราชการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มาคิดคำนวณเป็นระยะเวลาในการคัดเลือกด้วย และระเบียบสำนักนายกฯก็ออกมาให้ถือปฏิบัติทุกกระทรวง ในวันสอบวิสัยทัศน์ กองการเจ้าหน้าที่ได้คำนวณอายุราชการให้แต่ละคนลงนามรับทราบระยะเวลาการดำรงตำแหน่งของตัวเอง โดยระยะเวลาของตนที่กองการเจ้าหน้าที่ ให้ลงนามรับทราบคือ 8 ปี 4 เดือน อาวุโสอันดับ 1 ของรอง ผวจ. ในประเทศไทย กรุณาเลิกแกล้งโง่ หรือแกล้งไขสือ พวกกุนซือปลัดกระทรวงมหาดไทยทั้งหลาย

แฉลูกน้องใกล้ตัวอคติบ้าอำนาจ

นายสายัณห์ระบุอีกว่า แต่ดีแล้วที่ชี้แจงแบบนี้ก็เข้าทาง ในคำถวายฎีกาและในคำฟ้องศาลปกครองจะได้ทำเป็นเอกสารแนบประกอบคำถวายฎีกา และประกอบคำฟ้องให้ละเอียดชัดเจน เพราะในวันสอบวิสัยทัศน์ที่กระทรวงมหาดไทยเมื่อวันที่ 11 ก.ย. ตนได้ถ่ายเอกสารการนับอายุราชการของแต่ละคนไว้ในโทรศัพท์มือถือ ทั้งนี้ตนเคารพปลัดกระทรวงในความทรงไว้ซึ่งความยุติธรรม และคนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ชื่นชมท่านมาก เมื่อครั้งที่ท่านดำรงตำแหน่งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปลัดกระทรวงเติบโตและได้ดีมาจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ อย่าลืมพวกตนที่เคยบอกว่าจะดูแลผู้ปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างดี อย่าให้คนที่เคารพนับถือต้องผิดหวัง ยืนยันว่าปลัดกระทรวงเป็นผู้บังคับบัญชาที่ดีมาก แต่จะเสียหายเพราะความเกรงใจลูกน้องใกล้ตัวที่บ้าอำนาจขาดคุณธรรม และมีอคติโดยไร้เหตุผล และขอยืนยันต่อสังคมเป็นสัญญาประชาคมว่า ถ้าตนชนะจะลาออกจากราชการทันที เพื่อให้สังคมได้ตระหนักว่าไม่ได้ทำเพื่อตนเอง แต่เพื่อศักดิ์ศรีของคนมหาดไทย และความยุติธรรมในสังคมไทย และเพื่ออุทิศคุณความดีให้แก่ผู้เสียชีวิตในการปฏิบัติราชการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ถ้าแพ้จะไม่ลาออกแต่จะอยู่ให้ดำเนินการทั้งทางวินัย ทางแพ่ง ทางอาญา ถ้ามีความผิดในฐานหนึ่งฐานใด

รุมทึ้ง “อภิรดี” ปชป.-กปปส.กระเหี้ยนกระหือรือ บี้ให้ลงนามคำสั่งปมจำนำข้าว “วรงค์” เฉ่งตัดสินใจล่าช้าโยกโย้ ใจไม่ถึง ยกปลัด พณ.ทำงานดีกว่า ใจกล้าว่องไว “กษิต ภิรมย์” จัดหนักซัดไม่อยากทำหน้าที่ ก็ลาออกไปดีกว่า... 18 ก.ย. 2559 06:29 18 ก.ย. 2559 06:29 ไทยรัฐ