วันพุธที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'น้าหลิ่ม' กองเชียร์ไทยผู้โดดเดี่ยว เขียนจดหมายเปิดใจกับไทยรัฐ

ภาพ FB : Viroon Vichianwattanachai - FB 'บวกสิบ บอลไทย' - สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย

'น้าหลิ่ม’ กองเชียร์ไทยพันธุ์แท้ เปิดใจกับผู้สื่อข่าวไทยรัฐ เผย ยืนหยัดเชียร์ทีมชาติไทยสุดพลังแม้คนจะน้อย ลั่น กีฬาจะมานั่งเชียร์ย้อนหลังไม่ได้ ขอทำภาพลักษณ์คนไทย 70 ล้านคนให้ดูดีในสายตาต่างชาติ...

จากกรณีสังคมออนไลน์แห่แชร์คลิปวิดีโอนัดการแข่งขันฟุตบอลเยาวชนชิงแชมป์อาเซียน รุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี ระหว่างไทย-กัมพูชา ที่สนามฮั่งได๋ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม เมื่อวันที่ 16 ก.ย. ที่ผ่านมา และปรากฎภาพกองเชียร์ไทยหนึ่งเดียวที่มาเชียร์ติดขอบสนามด้วยอุปกรณ์ครบครัน ส่งผลให้เกิดกระแสชื่นชมเป็นจำนวนมากตามข่าวที่นำเสนอไปก่อนหน้านี้ (ขอคารวะ! กองเชียร์ไทยหนึ่งเดียว ริมขอบสนามนัดดวลกัมพูชา)

ล่าสุด นายวิรุฬห์ วิเชียรวัฒนชัย หรือ น้าหลิ่ม กองเชียร์ไทยที่กำลังโด่งดัง ได้เขียนจดหมายเปิดใจกับ ‘เจ่กไว เด่นชัย’ ผู้สื่อข่าวไทยรัฐ ถึงกระแสข่าวในขณะนี้ โดยระบุข้อความว่า "บ้านเกิดผมคือเบตง ใต้สุดแดนสยามครับ ตอนเด็กๆ เบตงเป็นเมืองที่มีการสู้รบระหว่างคอมมิวนิสต์กับภาครัฐ คุณครูชั้นประถมต้นจึงสอนให้พวกเราเป็นคนที่ต้องรับใช้ชาติตลอดเวลา ปลูกฝังกันตั้งแต่ยังเล็ก ตอนเด็กนี้ผมอยากเป็นทหารครับ รู้สึกจากที่ครูสอนว่า การตายเพื่อชาตินั้นเป็นเกียรติอันสูงสุด จุดนี้น่าจะส่งผลต่อมาในการเชียร์ทีมชาติไทย ผมเล่นกีฬาเก่งหลายประเภทครับ แต่ฟุตบอลเป็นกีฬาที่ผมเล่นได้ห่วยที่สุด ตอนเด็กๆ เราเป็นคนบ้านนอก มีแค่ทีวีขาวดำที่พอดูได้แบบซ่าๆ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ และสตาร์ซอคเกอร์ เป็นอะไรที่อ่านแล้วมันส์และสนุกตั้งแต่เด็ก แต่ นสพ.ไทยรัฐ ดูจะมีอิทธิพลกับคนบ้านนอกอย่างพวกเรา ที่ใช้ติดตามข่าวสารฟุตบอลทีมชาติไทย โดยเฉพาะรูปที่เห็นคนล้นสนามศุภชลาศัย ยืนกันติดขอบสนามหญ้า ยืนบนคบเพลิง อะไรประมาณนั้น

ผมเคยไปดู เดอะตุ๊ก “ปิยะพงศ์ ผิวอ่อน” เล่น และผมว่าพี่เค้าเต็มไปด้วยพรสวรรค์ และมีลีลาที่ตื่นตา ตื่นใจ เหมือนเดอะตุ๊กเล่นง่ายๆ โยกตัวไปมาง่ายๆ แต่คนจับเค้าดูรวนไปเลย เดอะตุ๊กเป็นศูนย์หน้าที่ผมประทับใจที่สุดคนหนึ่ง ช่วงสมัยมาเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ

ผมจบวิศวะ ลาดกระบัง ครับ ปัจจุบันผมเป็นหุ้นส่วน บริษัททำซอฟต์แวร์ระบบแชทสำหรับองค์กร หรืออาจจะเรียกว่า ไลน์พลัสพลัส สำหรับองค์กร ก็ได้ ซึ่งใช้โดยบริษัทชั้นนำ ด้วยอาชีพของผม เอื้ออำนวยให้ผมทำงานที่ไหนก็ได้ จึงทำให้ผมมีเวลาไปเชียร์ทีมชาติไทยในต่างประเทศ

ปี 2551 พวกผมประมาณ 18 คน ติดตามเชียร์ทีมชาติไทยมาแข่ง Aff Suzuki Cup 2008 ที่ฮานอย ปีนั้นเวียดนามได้แชมป์ครับ พวกเราได้เรียนรู้ว่า คนเวียดนามรักชาติเค้าแค่ไหน เวียดนามฉลองวันทั้งฮานอย ธงชาติเวียดนามเต็มไปหมด มอเตอร์ไซค์ร้องเฮกันกันเป็นร้อยๆ คัน ทำเอาตัวผมดีใจแทนว่า “คนเวียดนามนี้ เค้ารักประเทศเค้าจังเลย” ปีนั้นก่อนมาเวียดนาม ก็มีหลายคนทักพวกผมมาว่า กองเชียร์เวียดนามดุนะ ก็ห่วงๆ อยู่เหมือนกันก่อนมา แต่ตอนนั้นใจพวกผมมาแล้ว ว่ายังไงเราต้องมาเชียร์ทีมชาติของเราที่ฮานอยให้ได้ พอมาที่สนาม พวกเรายืนเชียร์อยู่ข้างกองเชียร์เวียดนามครับ เค้าไม่มี Away Zone แต่พวกผมไม่สนครับ เราเชียร์ของเรา เชียร์อย่างเป็นรูปแบบ จนบางครั้งเสียงพวกเราโครตดัง แม้จะแค่ 20 คน ท่ามกลางกองเชียร์เวียดนามนับหมื่น คนเต็มความจุสนาม พวกเราไม่เคยกลัวครับ เพราะเราตั้งใจมาเชียร์ทีมชาติของเรา ก่อนและหลังเกม เราก็สร้างแต่รอยยิ้มและมิตรภาพ เหมือนโลกสวย แต่มันเป็นแบบนี้จริงๆ

หลังปี 2551 พวกผมก็ตามเชียร์ทีมชาติไทยในต่างประเทศตลอดมา บางครั้งก็ไปเชียร์วอลเลย์บอล เอเชี่ยนเกมส์ที่กวางโจว สรุปว่าเชียร์ทุกปี เชียร์ทั้งในและต่างประเทศ ก็เยอะพอสมควร แบดก็เชียร์ มีอยู่ครั้งหนึ่งน้องเมย์มาแข่งอาชีพที่หนิงโป ผมก็จับรถไฟความเร็วสูงจากปักกิ่ง มาเชียร์น้องเมย์ เชียร์เสร็จก็กลับเลย ระยะทางไป-กลับ น่าจะประมาณ 500 กว่ากิโลครับ บางคนเค้าว่าผมเสพติด ผมว่ามันคงดีกว่าไปเสพติดอย่างอื่นนะ เช่น บุหรี่ เป็นต้น

สำหรับปีนี้ ในต่างประเทศ ก็นับตั้งแต่ 1. คัดบอลโลกที่อิหร่าน เดือนมีนาคม 2. Nation Cup ที่มาเลเซีย 3. เชียร์ทีมหญิงไทยคว้าแชมป์ AFF Women 2016 ที่มัณฑะเลย์ 4. U19 วันนี้ 5.เดือนหน้าก็ UAE ต่อด้วยอิหร่าน เยอะพอสมควรครับ ผมอยากไปมากกว่านี้ครับ แต่คงทำได้แค่นี้ครับ

เจ่กครับ พวกผมเป็นกองเชียร์ครับ หน้าที่หลักคือเชียร์ครับ คำว่าเชียร์ ในความหมายที่ผมเข้าใจก็คือ การให้กำลังใจ ผมยังจำได้ ตอน AFF Suzuki Cup 2014 ที่มาเลย์ เราโดนไปหลายลูกล่ะ ผมบอกน้องๆ กลุ่มสุพรรณบลัด ที่มาด้วยกว่า 30 คนว่า “ไม่ต้องสน” “เชียร์ต่อไป” “ไม่มีหยุด” ยิ่งแพ้ยิ่งเชียร์ กรูไม่สน กรูเชียร์ลูกเดียว จนชัปปุยส์ยิงเข้าไป ต่อด้วยเจ และเราได้แชมป์ ผมยังจำความรู้สึกวันนั้นได้ ผมเคยอยู่ในสนามที่ไทยแพ้เวียดนามในปี 2551 ผู้รู้สึกในใจว่า “เราจะไม่แพ้มาเลย์อีก มีอะไรต้องใส่ให้หมด” ก็คิดว่าง่ายๆ ครับเจ่ก “เชียร์ลูกเกียว จบเกมก็มีแต่มิตรภาพ ก็แค่นั้น” เจ่กครับ การเชียร์บอลนั้น มันต้องเชียร์ตอนนั้นครับ จะมานั่งเชียร์ย้อนหลังไม่ได้ครับเจ่ก เชียร์แล้วเชียร์เลย และเวลาเรามาเชียร์ในต่างประเทศ ในเวลาแข่งขัน ก็เชียร์กันเต็มที่เครับเจ่ก แต่นอกเวลาแข่งขัน เรามีแต่สร้างมิตรภาพครับ เวลาเรามาต่างประเทศ เค้าไม่รู้จักประเทศไทยนักหรอก ภาพของกองเชียร์ไทย ก็คือประเทศไทยที่เค้าสัมผัสได้ครับเจ่ก

ปีที่แล้วที่พวกเรามาเชียร์ทีมชาติไทยที่ฮานอย แล้วเจ่กพาพวกเราไปพบท่านฑูตไทยประจำกรุงฮานอย ผมได้เรียกท่านฑูตว่า "เวลาพวกเราไปเชียร์ทีมชาติไทยในต่างประเทศนั้น พวกเราไม่ได้ไปเชียร์อย่างเดียว เรานำมิตรภาพมาให้คนที่นี่ด้วยครับ เวลาเชียร์เราเชียร์เต็มที่ แต่นอกเวลาเราสร้างแต่มิตรภาพครับ" พวกเราพกพาหน้าตาของคนไทยกว่า 70 ล้านคนมาด้วยครับ

เจ่กครับ เจ่กเคยให้ข้อคิดธรรมะผมมากมาย เจ่กบอกผมว่า "กรรมใดใครก่อ คนนั้นก็รับไป” ผมว่ามันก็จริงครับ หากเราทำกรรมดี เรามาต่างประเทศ เราเป็นกองเชียร์ไทยที่ดีในสายตาของคนที่นี่ ประเทศชาติเราก็รับไป คนไทยทั้งชาติก็รับไปครับ สมกับคนต่างประเทศเค้าเคยบอกเราว่า เราเป็นสยามเมืองยิ้ม ครับเจ่ก

ด้วยความเคารพรัก
หลิ่ม 16/09/2559 ฮานอย"

ขอบคุณคลิปวิดีโอ : สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย

'น้าหลิ่ม’ กองเชียร์ไทยพันธุ์แท้ เปิดใจกับผู้สื่อข่าวไทยรัฐ เผย ยืนหยัดเชียร์ทีมชาติไทยสุดพลังแม้คนจะน้อย ลั่น กีฬาจะมานั่งเชียร์ย้อนหลังไม่ได้ ขอทำภาพลักษณ์คนไทย 70 ล้านคนให้ดูดีในสายตาต่างชาติ... 17 ก.ย. 2559 14:11 17 ก.ย. 2559 18:01 ไทยรัฐ