วันพุธที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ม.กรุงเทพ ปั้น "พ่อค้า-แม่ค้าวัยจี๊ด" สู่ "นักธุรกิจวัยรุ่น" เถ้าแก่น้อย...ยุคเจนวาย!

โดย นิสิตา

ต้องยอมรับว่าเด็กยุคนี้เก่ง รู้จักทำมาหากินตั้งแต่เด็ก

เห็นได้จากการมีผู้ประกอบการอายุน้อยรายใหม่ๆเกิดขึ้นไม่เว้น แต่ละวัน โดยเฉพาะในช่องทางขายของผ่านโลกออนไลน์ ที่สร้างรายได้ เป็นกอบเป็นกำโดยแทบจะไม่ต้องควักกระเป๋ามาลงทุน

และนับจากนี้การเป็น “วัยรุ่นเงินล้าน” ยิ่งไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เมื่อ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ร่วมกับ บริษัท โอสถสภา จำกัด จัดโครงการดีๆ เอาใจวัยจี๊ดที่มีความฝันและมีไฟที่จะเป็นเจ้าของกิจการ ด้วย “โครงการสร้างผู้ประกอบการวัยรุ่น”

โดยคัดเลือกน้องๆ ที่ทำธุรกิจตั้งแต่สมัยยังเป็นเด็กมัธยม มีแนวคิดและความสามารถโดดเด่นเข้าตา ให้ได้รับทุนการศึกษาเรียนฟรีระดับปริญญาตรีตลอดหลักสูตร ใน คณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและการบริหารกิจการ หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า BUSEM พร้อมโอกาสในการต่อยอดธุรกิจ ซึ่งจัดขึ้นปีนี้เป็นปีแรก มีน้องๆ ยื่นใบสมัครเข้าร่วมโครงการกว่า 50 คน แต่เฟ้นกันอย่างเข้มข้นจนเหลือหัวกะทิเพียง 5 คน

ฟังน้องๆ ที่เพิ่งจะสลัดกระโปรงบาน ขาสั้น เข้าเรียนปี 1 เล่าถึงที่มาของการทำธุรกิจในวันเปิดตัวโครงการ แล้ว “นิสิตา” รู้สึกประทับใจจนขอยกพื้นที่ให้น้องๆได้สะท้อนตัวอย่างที่ดีของวัยรุ่นยุคเจนวาย

เริ่มจาก “ฟุ”...ศักดิ์สิทธิ์ เอกวัฒนกิจ หนุ่มน้อยหน้าใส ศิษย์เก่าโรงเรียนสารสาสน์วิเทศร่มเกล้า อาสาเปิดประเด็นถึงการทำธุรกิจว่า “เดิมคุณแม่ขายของเล็กๆน้อยๆ และทางบ้านก็ชอบนำของที่ขายมาทดลองใช้ ปรากฏว่าผมสะดุดกับคุณสมบัติอันโดดเด่นของสบู่เจ้าหนึ่งที่วางขายอยู่ จึงคิดจะต่อยอดของที่มีอยู่ด้วยการพัฒนาแบรนด์เป็นของตัวเอง เป็นที่มาของการสร้างแบรนด์สบู่ชื่อ Lee Leaf ขาย ออนไลน์และทำการตลาดแบบปากต่อปาก แม้จะเริ่มกิจการได้ไม่นานแต่ก็เห็นยอดขายที่เติบโต ผมอยากเป็นเจ้าของธุรกิจตั้งแต่เด็ก ค้าขายมาตั้งแต่ ป.3 จนเริ่มเป็นเจ้าของกิจการอย่างจริงจังเมื่อปี 2558 ดีใจที่ได้เข้าร่วมโครงการเพราะการเรียนที่นี่ก็ทำให้ธุรกิจที่เป็นน้ำเริ่มเป็นวุ้น ได้รู้วิธีทำการตลาดแบบใหม่ๆที่คาดไม่ถึง สิ้นปีนี้ผมเตรียมออกผลิตภัณฑ์ใหม่เป็นสบู่เหลว เจาะกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบการดูแลสุขภาพผิว และเตรียมโปรโมต แบรนด์ครั้งใหญ่เพื่อเร่งสร้างการรับรู้แบรนด์เพิ่มขึ้นด้วย”

“มิลค์”...รัญชิดา กมลฉัตรนิธิ ศิษย์เก่าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ เจ้าของธุรกิจเครื่องสำอางออนไลน์ สานต่อไม่ให้ขาดตอนว่า “ด้วยนิสัยส่วนตัวที่รักสวยรักงาม ประกอบกับต้องการช่วยเหลือปัญหาการเงินของทางบ้าน มิลค์เริ่มขายสินค้าออนไลน์มาตั้งแต่อยู่ ม.2 พร้อมกับสร้างแบรนด์เครื่องสำอางตัวเองขึ้นมาไม่หยุดนิ่ง กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เจาะขายทางออนไลน์ มีลูกค้ามากดไลค์แฟนเพจจำนวนมาก ใช้เวลาเพียงแค่ 4 ปีก่อนจบ ม.6 ก็ช่วยปลดภาระหนี้สินทางบ้านได้ทั้งหมด หลังได้รับทุนและเริ่มเรียนที่ BUSEM ทำให้ทราบถึงวิธีการทำงบ การจดทะเบียนบริษัทที่ถูกต้อง อาจารย์ช่วยผลักดันให้เห็นเป้าหมาย เห็นจุดแข็งจุดอ่อนของตัวเอง อาจารย์ที่นี่ บางคนเป็นเจ้าของธุรกิจและได้นำประสบการณ์ที่เคยเจอมาเล่าให้ฟัง ทำให้ตระหนักว่าหากเรามีความคิดสร้างสรรค์ก็จะทำให้สินค้าแตกต่างจากเจ้าอื่นและช่วยดึงดูดลูกค้าได้ดีขึ้น”

ตามมาด้วยอีกหนึ่งสาวที่ขายเสื้อผ้าออนไลน์จนได้ดี “ทราย”...ญานิสา ช่วงกรุด ศิษย์เก่าโรงเรียนวชิรธรรมสาธิต เล่าว่า “หนูเป็นคนชอบการแต่งตัว ขายสินค้าทุกอย่างที่เกี่ยวกับแฟชั่นมาตั้งแต่เด็กๆ จนในช่วงปิดเทอมชั้น ม.3 ก็เริ่มขายเสื้อผ้าผ่านออนไลน์ สร้างแบรนด์ทำการตลาด สร้างจุดเด่นให้สินค้า จนสามารถสร้างรายได้ให้กับตัวเองโดยไม่ต้องขอเงินจากพ่อ แม่ และแถมยังช่วยเหลือทางบ้านได้อีก หนูเชื่อว่าการเข้าร่วมโครงการและ ความรู้ที่ได้จากการเรียนจะช่วยต่อยอดธุรกิจของหนูได้มาก โดยเฉพาะการสร้างความแตกต่างให้สินค้า ซึ่งจะทำให้สินค้าของเราได้รับความนิยมมากขึ้น”

หันมาที่ลูกเจ้าของธุรกิจให้บริการรถตู้ย่านชลบุรี “บีม” ...ณัฐวดี โกละกะ ศิษย์เก่าโรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา ที่เน้นการพัฒนาต่อยอดธุรกิจเดิมของที่บ้าน บีมบอกว่า “เดิมลูกค้าต้องไปต่อคิวรอขึ้นรถตู้ที่ท่ารถ จึงคิดสร้างแอพพลิเคชั่นเรียกรถตู้มารับที่หน้าบ้านเหมือนแกร็บแท็กซี่ และให้คำนิยามรถตู้ประเภทนี้ว่า รถตู้ Super VIP โดยมีเจ๊เกียวเป็นไอดอล หลังเข้ามาเรียน 3 เดือน บีมพบว่ารอบตัวมีแต่ลูกนักธุรกิจ ลูกเจ้าของธุรกิจ บางคนมีธุรกิจของตัวเอง รอบตัวเรามีแต่คนที่มีความฝันความชอบที่เหมือนกัน เรื่องที่คุยกันเป็นสังคมที่มีแต่ธุรกิจ ทำให้บีมมีแรงผลักดัน จุดประกายไอเดียต่างๆ มีความรู้สึกว่าอยากทำธุรกิจที่มีอยู่ให้ดีกว่าเดิม ได้คอนเน็กชั่นเพื่อน แถมยังได้ความรู้เรื่องการบริหารกิจการให้ยั่งยืน การทำบัญชี ไปช่วยจนพ่อไว้ใจให้บริหารงานเพิ่มขึ้น”

ปิดท้ายด้วย “ต้น”...ธนวันต์ ตรีมุข ศิษย์เก่าโรงเรียนเซนต์ดอมินิก ผู้ต่อยอดธุรกิจเครื่องหมายอาร์มทหาร-โลโก้ ที่หลายคนมองแค่ว่าเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องแบบราชการ ต้นบอกว่า “ผมมีความคิดแบบเจ้าของมาตั้งแต่เด็กจึงเริ่มขายการ์ดยูกิมาตั้งแต่เรียนมัธยม พอ ม.4 ที่บ้านมีธุรกิจ พ่อก็เริ่มให้มาดูแลก็เข้ามาทำเรื่อยๆ ก็รู้ว่าใช่เรา เมื่อได้มาเรียน อาจารย์สอนให้คนที่ไม่เคยมีธุรกิจ ให้สตาร์ทอัพธุรกิจ เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนแรกว่าต้องทำอะไรก่อน ซึ่งผมมองว่าเปิดหน้าร้านผ่านออนไลน์ตรงประเด็น ที่สุด ไม่ต้องรอจนจบก็ทำธุรกิจได้ ผมมาเรียนไม่กี่เดือนก็ได้แนวทางการทำธุรกิจติดมือไปประยุกต์ใช้แล้ว โดยจะต่อยอดเปลี่ยนแปลงธุรกิจจากที่พ่อเคยทำ ผมมองว่าถ้าเราใส่ความคิดสร้างสรรค์เข้าไป อาร์มหรือโลโก้เป็นอุปกรณ์ตกแต่งเสื้อผ้าแฟชั่นได้ดี”

ฟังเรื่องเล่าของ “ว่าที่เถ้าแก่น้อย” แล้ว “นิสิตา” ว่าเด็กรุ่นใหม่มีอะไรดีๆอยู่ในตัวเยอะมาก ยิ่งถ้าได้รับการ “ติดอาวุธทางปัญญา” ให้แข็งแกร่ง ก็จะยิ่งเป็นกำลังสำคัญของชาติในอนาคตเชื่อหมดใจว่าศักยภาพ “เด็กไทย” เก่งไม่แพ้ชาติใดในโลก !!!

นิสิตา/รายงาน

17 ก.ย. 2559 13:06 ไทยรัฐ