วันพุธที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ


ย้อนรอยมหันตภัยทะเลเดือด

ดีพวอเตอร์ฮอไรซันย่อยยับลงกลางเพลิง - เรือดับเพลิงระดมดับไฟที่แท่นขุดเจาะดีพวอเตอร์ฮอไรซัน.

คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่าความต้องการน้ำมันดิบเพื่อนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้แท่นขุดเจาะน้ำมันถูกนำมาใช้เพื่อหาทรัพยากรชนิดนี้กันอย่างแพร่หลายทั้งบนบกและกลางทะเล แต่ถึงแม้ว่าตัวแท่นขุดเจาะจะมีระบบความปลอดภัยและเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเพียงใด เราก็ยังพบว่าเรื่องราวของอุบัติเหตุหรือความผิดพลาดจากการปฏิบัติงานยังคงปรากฏให้เห็นอยู่หลายครา ดังที่จะเล่าสู่กันฟังต่อไปนี้ครับ

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน ค.ศ.1979 บริเวณอ่าวแคมเปเช (Campeche) ประเทศเม็กซิโก บ่อน้ำมันอิท็อค-วัน (Ixtoc-1 Oil Well) ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันของรัฐบาลเม็กซิโกเกิดระเบิดขึ้นหลังจากที่ได้ทำการขุดเจาะลึกลงไปราว 3 กิโลเมตร กล่าวกันว่ามีการอัดแรงดันจากน้ำโคลนจนทำให้ภายในบ่อได้รับความเสียหายอย่างหนัก แต่เมื่อทางบริษัทแห่งนี้แก้ปัญหาด้วยการดึงท่อเจาะน้ำมันออกก็ได้ทำให้ก๊าซและควันพวยพุ่งตามขึ้นมา แถมด้วยน้ำมันดิบปริมาณมหาศาลถึงร่วม 520 ล้านลิตรที่ไหลออกมาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 10 เดือนที่ทำการอุดรูรั่วดังกล่าว ส่งผลให้อ่าวเม็กซิโกปนเปื้อนไปด้วยคราบน้ำมัน คิดเป็นพื้นที่มหาศาลถึงร่วม 2,800 ตารางกิโลเมตร ก่อให้เกิดความเสียหายนับเป็นมูลค่าสูงถึง 283.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯเลยล่ะครับ

อีกหนึ่งเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่ส่งผลให้มีน้ำมันดิบจำนวนมหาศาลลงไปลอยละล่องอยู่ในท้องทะเลถึงแม้ว่าจะไม่ได้มาจากแท่นขุดเจาะน้ำมัน แต่ก็ถือได้ว่าเป็นโศกนาฏกรรมที่น่า สะพรึงกลัวไม่แพ้กัน ด้วยว่ามันเป็นการประสานงากันของเรือบรรทุกน้ำมันขนาดยักษ์สองลำกลางทะเล แคริบเบียนในสาธารณรัฐตรินิแดด และโตเบโกเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม ค.ศ.1979 เรียกได้ว่าเกิดขึ้นหลังเหตุการณ์น้ำมันดิบรั่วไหลที่บ่อน้ำมันอิท็อค-วันเพียงแค่หนึ่งเดือนกว่าๆเท่านั้น

ในวันนั้นได้เกิดฝนฟ้าคะนองอย่างหนักจากพายุใหญ่ทำให้ทัศนวิสัยเบื้องหน้าย่ำแย่เป็นอย่างมาก เรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่สองลำ ซึ่งก็คือเรือแอตแลนติก เอ็มเพรส (Atlantic Empress) กับเรือเอเจียน กัปตัน (Aegean Captain) ที่กำลังแล่นสวนกันจึงมองไม่เห็น เลยว่าอีกฝ่ายกำลังมุ่งหน้าตรงเข้ามา ทั้งคู่จึงประสานงาเข้าอย่างจัง ตามมาด้วยการระเบิดและไฟลุกไหม้โหมกระหน่ำ ลูกเรือกระโดดลงน้ำหนีตายกันจ้าละหวั่น ลูกเรือของเรือแอตแลนติก เอ็มเพรสสูญหายไป 26 คน ส่วนทางฝั่งลูกเรือของเรือเอเจียน กัปตันนั้นเสียชีวิตบนเรือไป 1 คน ถือได้ว่าเป็นเหตุการณ์เรือล่มที่ทำให้เกิดน้ำมันรั่วไหลลงทะเลครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เลยก็ว่าได้

เจ้าหน้าที่ชายฝั่งสามารถดับไฟเรือเอเจียน กัปตันได้สำเร็จในวันต่อมา ทว่าไฟที่ลุกไหม้บน เรือแอตแลนติก เอ็มเพรสนั้นยังไม่สามารถดับได้ มันยังคงลอยคว้างต่อไปอีก 1 สัปดาห์ก่อนที่จะระเบิดและจมลงไปใต้ท้องทะเล แคริบเบียนในที่สุด ซึ่งผลจากการประเมินพบว่าน้ำมันที่รั่วไหลลงสู่ท้องทะเลจากเหตุการณ์เรือบรรทุกน้ำมันชนกันในครั้งนี้มีปริมาณมหาศาลถึงกว่า 3 ล้านบาร์เรล คิดเป็นมูลค่าความเสียหายถึง 187 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯเลยทีเดียว

แต่นั่นยังเทียบไม่ได้เลยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ “ดีพวอเตอร์ฮอไรซัน” (Deep Water Horizon) กลางอ่าวเม็กซิโก ในวันที่ 20 เมษายน ค.ศ.2010 เพราะโศกนาฏกรรมในครั้งนี้เป็นเหตุการณ์สะเทือนขวัญมากที่สุดอันดับต้นๆของมนุษยชาติ ส่งผลให้เกิดความเสียหายทั้งทางตรงและทางอ้อมที่สั่นสะเทือนตั้งแต่ระบบนิเวศวิทยาไปจนถึงภาคเศรษฐกิจโลก มีการเสนอกันว่าน้ำมันที่รั่วไหลออกจากแท่นขุดเจาะดีพวอเตอร์ฮอไรซันนั้นเป็นตัวเลขมหาศาลถึง 4.9 ล้านบาร์เรล คิดเป็นมูลค่าความเสียหายที่ประเมินแล้วพบว่า มันอาจจะมากกว่า 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ!

ดีพวอเตอร์ฮอไรซันคือแท่นขุดเจาะน้ำมันขนาดยักษ์ที่สร้างขึ้นโดยบริษัท ฮุนไดเฮฟวี่อินดัสทรี่ จำกัด รับสัมปทานโดยบริษัท บริติชปิโตรเลียม จำกัด หรือบีพี (BP) ปฏิบัติงานโดยเจ้าหน้าที่ทีมขุดเจาะน้ำมันจากบริษัททรานส์โอเชียน โดยที่แท่นขุดเจาะดีพวอเตอร์ฮอไรซันนี้สามารถขุดเจาะน้ำมันได้ที่ระดับความลึกถึง 23,400 ฟุต และแท่นขุดเจาะนี้ก็เคยสร้างสถิติในปี ค.ศ.2009 ด้วยการขุดลงไปถึงระดับความลึก 35,055 ฟุต ซึ่งเป็นระดับความลึกที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์เลยก็ว่าได้

ระบบรักษาความปลอดภัยนั้นถือได้ว่าดีพวอเตอร์ฮอไรซันทำได้ดีทีเดียวครับ เพราะว่าแท่นขุดเจาะน้ำมันแห่งนี้ถึงแม้ว่าจะมีความสูงถึงร่วม 400 ฟุต แต่มันก็มีความแข็งแกร่งและมีระบบป้องกันภัยอันยอดเยี่ยม มีทั้งอุปกรณ์ที่จะช่วยเปลี่ยนทิศทางของแก๊สและน้ำมันที่รั่วไหลให้ออกห่างจากตัวแท่น มีเครื่องมือที่สามารถปิดผนึกหลุมเจาะที่รั่วหรือระเบิด พร้อมทั้งระบบที่ทำให้แท่นออกห่างจากการระเบิดได้อีกด้วย และยังติดตั้งระบบป้องกันแก๊สทะลักและสัญญาณเตือนภัยที่สามารถบอกลูกเรือได้ทันทีแม้จะมีแก๊สรั่วเพียงแค่เล็กน้อย ทีมลูกเรือของแท่นขุดเจาะยังได้รับการฝึกซ้อมหนีภัยอย่างสม่ำเสมอ โดยมีการควบคุมดูแลโดยหัวหน้างานที่ใส่ใจความปลอดภัยเหนือสิ่งอื่นใด

นั่นจึงทำให้ทุกคนตายใจว่า ถึงแม้จะมีการรั่วไหลของแก๊สหรือน้ำมันดิบเกิดขึ้น แท่นดีพวอเตอร์ฮอไรซันแห่งนี้ก็น่าจะสามารถรับมือได้อย่างสบายๆ ทว่าพวกเขาคิดผิดมหันต์!!

ในวันเกิดเหตุ ทีมขุดเจาะได้รับภารกิจให้เข้ามาจัดการกับบ่อน้ำมันชื่อ “มาคอนโด” (Macondo) หรือที่คนงานเรียกขานกันในชื่อชวนสยองว่า “บ่อนรก” ซึ่งการขุดเจาะบ่อนี้ล่าช้ากว่าแผนมายาวนานตั้งแต่เริ่มต้น ทางทีมงานจึงได้ส่งแท่นขุดฮอไรซันเข้าไปจัดการเพื่อให้กระบวนการขุดเจาะรวดเร็วขึ้น แต่งานใดๆก็ตาม ถ้าทำด้วยความรีบเร่งย่อมต้องมีความเสี่ยงเป็นของแถมติดสอยห้อยตามมาด้วยอยู่เสมอ จากคำให้การของผู้รอดชีวิตกล่าวว่าทีมขุดเจาะได้เร่งงานด้วยการเปลี่ยนแผนงานไปในทิศทางที่ประหยัดเวลาแต่เพิ่มความเสี่ยงให้มากขึ้น ประกอบกับอำนาจแห่งธรรมชาติที่ไม่อาจคาดเดาได้จึงทำให้การขุดเจาะบ่อนรกในครั้งนี้เปรียบเสมือนการปลดสลักระเบิดเวลาในรูปแบบของไฟนรกให้เตรียมปะทุขึ้นในอนาคตอันใกล้

ด้วยว่าอ่าวเม็กซิโกนั้นเป็นภูมิประเทศที่ใต้ดินมีรูพรุนและความแข็งแรงต่ำ นั่นจึงทำให้การขุดเจาะอย่างรวดเร็วลงไปยังบ่อน้ำมันดิบและแก๊สลึกกว่า 3 ไมล์ก่อให้เกิดปัญหาอันใหญ่หลวงขึ้นมาได้ง่ายๆ ยิ่งไปกว่านั้นการทดสอบของทีมงานเพื่อให้แน่ใจว่าแท่นฮอไรซันนี้จะสามารถขุดเจาะลงไปทำงานในหลุมมาคอนโดหรือบ่อนรกนี้ได้อย่างราบรื่นกลับเป็นการ “เล่นกับไฟ” ด้วยว่าพวกเขาทำการทดสอบโดยการกำจัดโคลนออกจากหลุมแล้วจึงใส่น้ำทะเลลงไปแทน เพื่อดูให้แน่ใจว่าไม่มีการรั่วไหลออกจากหลุมอีกต่อไป หลังจากนั้นพวกเขาก็จะทำการปิดหลุม เพื่อสังเกตดูว่าแรงดันภายในหลุมเพิ่มขึ้นหรือไม่ เพราะถ้าพบว่าแรงดันภายในหลุมเพิ่มมากขึ้น นั่นหมายความว่าอาจจะมีสารไฮโดรคาร์บอน น้ำมันหรือแก๊ส รั่วไหลเข้าไปในหลุมก็เป็นได้

แต่การทดสอบเช่นนี้ก็แทบจะไม่ต่างจากการท้าทายให้หลุม “ระเบิด” ขึ้นมา และที่น่าเศร้ายิ่งไปกว่านั้นก็คือการทดสอบสุดแสนอันตรายในครั้งนี้ไร้ซึ่งมาตรฐานใดๆเข้ามาควบคุมเลยครับ โดยคำอธิบายปฏิบัติการทดสอบที่ทางบริษัทต้นสังกัดส่งมาให้กับทีมขุดเจาะนั้นมีความยาวเพียงแค่ 24 คำเท่านั้น!!

สองทุ่มของวันที่ 20 เมษายน ค.ศ.2010 การทดสอบสุดแสนอันตรายครั้งที่สองได้สิ้นสุดลง ทีมงานพบว่าแรงดันภายใน “บ่อนรก” คงที่แล้ว ทีมงานทำการปิดหลุมอย่างรวดเร็ว โดยไม่รู้เลยครับว่าในอีกห้าสิบนาทีต่อมา น้ำมันเริ่มที่จะไหลทะลักเข้าไปในหลุมในขณะพวกเขากำลังง่วนกับการเตรียมขุดเจาะน้ำมัน โดยทีมขุดเจาะกำลังปั๊มเอาโคลนออกจากหลุมเพื่อให้น้ำหนักที่กดทับไฮโดรคาร์บอนในหลุมค่อยๆลดลง ทว่าโชคร้ายที่พวกเขาตรวจไม่พบเลยว่าน้ำมันได้ไหลทะลักเข้ามาได้สักระยะหนึ่งแล้ว

สามทุ่มสามสิบแปดนาที ไฮโดรคาร์บอนระลอกแรกพุ่งทะลุระบบป้องกันการทะลักสูงห้าชั้นของแท่นฮอไรซันมาได้อย่างรวดเร็ว เดิมทีระบบนี้สามารถช่วยทีมขุดเจาะปิดหลุมและป้องกันการไหลของน้ำมันมาได้นับครั้งไม่ถ้วน ทว่าครั้งนี้มันสายเกินแก้เสียแล้ว ไม่มีสิ่งใดหยุดยั้งน้ำมันที่กำลังพวยพุ่งขึ้นมาผ่านท่อความยาวร่วม 5,000 ฟุตนี้ได้อีกต่อไป

ภาพที่คนงานเห็นหลังจากนั้นก็คือโคลนที่พุ่งทะลักออกมาประหนึ่งน้ำพุ ปกติแล้วถึงแม้ว่าจะมีการไหลทะลักของน้ำมัน ก็จะมีการระงับปัญหาด้วยการติดตั้งวาล์วบนท่อขุดในทันที แต่โชคร้ายที่ในวันนั้นคนงานที่เข้ามาแก้ปัญหาเหล่านี้กลับมีไม่เพียงพอ อีกทั้งเมื่อเซ็นเซอร์ตรวจจับแก๊สรั่วและเพลิงไหม้กว่ายี่สิบตัวส่งสัญญาณไปยังห้องควบคุม พนักงานที่รับหน้าที่ส่งสัญญาณเตือนภัยหลักกลับลังเลที่จะกดส่งสัญญาณเตือนนี้ออกไปให้เพื่อนร่วมงานได้รับทราบ และความผิดพลาดที่ไม่น่าให้อภัยอีกประการหนึ่งก็คือดูเหมือนว่าที่สะพานเดินเรือยังมีอุปกรณ์อีกหนึ่งชิ้นที่สามารถปิดระบบทั้งหมดลงได้ ไม่ว่าจะหยุดการทำงานของพัดลมเพื่อขังแก๊สเอาไว้ หรือทำการปิดระบบไฟฟ้าเพื่อป้องกันการเกิดประกายไฟ หรือจะปิดการทำงานของเครื่องยนต์ก็ยังได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นคือพวกเขากลับไม่ได้ทำอะไรเลย!!

ในที่สุดเครื่องยนต์ของท่อขุดเจาะน้ำมันก็ระเบิดขึ้น เริ่มต้นด้วยเครื่องยนต์หมายเลขสาม ก่อนที่จะตามมาด้วยเครื่องยนต์หมายเลขหก การระเบิดของแท่นขุดเจาะน้ำมันทำให้ทั้งห้อง เครื่องยนต์และห้องไฟฟ้าจมอยู่ในกองเพลิง ลูกเรือหลายคนถูกแรงระเบิดอัดจนกระเด็นไปคนละทิศละทาง พนักงานหลายคนหมดสติ ลูกเรืออีกหลายชีวิตมีแผลฟกช้ำเต็มตัว สะพานเชื่อมของแท่นขุดเจาะเป็นอัมพาต ไฟฟ้าใช้การไม่ได้ทั้งโทรศัพท์และวิทยุสื่อสารหยุดชะงัก ทั้งหมด เหตุการณ์ในขณะนั้นเต็มไปด้วยความโกลาหลอย่างแท้จริง

หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ระบบป้องกันภัยเกือบทั้งหมดของแท่นขุดเจาะน้ำมันดีพวอเตอร์ฮอไรซัน “ล้มเหลว” เป็นเพราะว่าลูกเรือของดีพวอเตอร์ฮอไรซันนั้นไม่ได้ถูกฝึกฝนมาเพื่อเตรียมรับมือกับหายนะครั้งใหญ่แต่อย่างใด ทำให้การอพยพลูกเรือที่ยังรอดชีวิตหนีลงแพประสบความล้มเหลวด้วยเช่นกันเพราะไม่มีใครสามารถปลดแพยางออกจากแท่นได้ ถึงแม้ว่าจะปลดออกมาได้แล้ว การบรรจุคนลงแพก็เต็มไปด้วยความทุลักทุเลไม่แพ้กัน

ผลลัพธ์ของโศกนาฏกรรมในครั้งนั้นคือเจ้าหน้าที่บนแท่นดีพวอเตอร์ฮอไรซันสูญหายทันที 11 คน บาดเจ็บประมาณ 17 คน จากทั้งหมด 126 คนที่เข้าประจำการในวันนั้น ทางบีพีต้องจ่ายทั้งค่าปรับ ค่าทำความสะอาดท้องทะเลและค่าชดเชยอื่นๆถึงกว่าห้าหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯเลยทีเดียวครับ นอกจากนั้นแล้วยังมีความเสียหายทางระบบนิเวศวิทยาอื่นๆที่มิอาจประเมินค่าเป็นตัวเลขได้อีกมากมายมหาศาล เรียกได้ว่าความผิดพลาดที่เกิดขึ้นบนแท่นขุดเจาะน้ำมันดีพวอเตอร์ฮอไรซันนี้อธิบายคำกล่าวที่ว่า “เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว” ได้เป็นอย่างดี

ความระทึกของเหตุการณ์ในครั้งนั้นกำลังจะถูกนำมาเสนอในภาพยนตร์ชื่อเดียวกันกับแท่นขุดเจาะน้ำมันว่า “Deepwater Horizon” ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์นำแสดงโดย มาร์ค วาห์ลเบิร์ก ที่จะพาผู้ชมเข้าไปสัมผัสกับเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นบนแท่นขุดเจาะน้ำมันมรณะ สร้างจากประสบการณ์ของเหล่าลูกเรือผู้รอดชีวิตโดยตรงจากเหตุมหันตภัยครั้งร้ายแรงที่เกิดขึ้นโดยน้ำมือมนุษย์ การเผชิญหน้ากับความตาย การหนีเอาชีวิตรอดท่ามกลางหายนะ และการเสียสละของชายหญิงผู้กล้าหาญ รวมทั้งทีมงานยังได้สร้างแท่นขุดเจาะขึ้นมาจริงในแท็งก์น้ำขนาดยักษ์ซึ่งเป็นแท่นมีขนาดเกือบเท่ากับแท่นดีพวอเตอร์ของจริง เพื่อให้การถ่ายทำเกิดความสมจริง มากที่สุด Deepwater Horizon สร้างความตื่นตะลึงให้กับเราสักเพียงใด ต้องคอยติดตามกันครับ.

โดย :ณัฐพล เดชขจร
ทีมงานนิตยสาร ต่วย'ตูน

17 ก.ย. 2559 09:27 17 ก.ย. 2559 09:42 ไทยรัฐ