วันพุธที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ก้าวไกลไปให้ถึง

ลงล็อกลงตัวมากขึ้นเป็นลำดับ หลังจากบริหารประเทศมาครบ 2 ปี นายกฯ ลุงตู่ ด้วยการปูทางอย่างแยบ ยล แต่ละขั้นตอนล้วนผ่าน แผนการเพื่อเป้าหมายไม่ใช่โชคหรือดวงอย่างฟลุกๆ

ข่าว“เขย่าขวด” สุดสัปดาห์นี้ แถลงผลงาน รัฐบาลในรอบ 2 ปี ผ่านพ้นไปเรียบร้อยแล้ว ด้านอื่นๆพอจะเห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนขึ้น

เรื่องเศรษฐกิจนั้นก็เป็นเรื่องมุมมองเหมือนสองคนยลตามช่อง

ทว่าจากนี้ไปจนกว่าจะถึงวันเลือกตั้งความชัดเจนย่อมปรากฏให้เห็นว่าอะไรเป็นอะไรแน่ ถ้าขยับขึ้นมาดี ผลพลอยได้ก็จะตก ไปที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯเต็มๆ

ผลโพลจากสำนักต่างๆที่ออกมา ปัญหาเศรษฐกิจเป็นคำตอบต่อความพึงพอใจรัฐบาล ท้ายสุดจึงเป็นเรื่องที่จะมองข้ามไม่ได้

แม้ภาคธุรกิจเอกชนจะให้คะแนนรัฐบาลในลำดับต้นๆก็ตาม

การปรับ ครม.ที่จำเป็นจะต้องเกิดขึ้นเพราะความจำเป็นเมื่อมีการประกาศตั้งกระทรวงใหม่ที่ชื่อ “ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม” แทนที่กระทรวงไอซีทีที่ยุบเลิกไปเพื่อเพิ่มภารกิจใหม่

ไม่ใช่กระทรวงที่มุ่งเน้นเพื่อด้านใดด้านหนึ่ง

“อุตตม สาวนายน” ที่ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีไอซีที คงได้กลับมาอีกครั้งเพื่อสานภารกิจต่อหลังจากที่เริ่มต้นสร้างมากับมือ

อีกคนในระดับรัฐมนตรีช่วยเพื่อเข้ามาช่วยรัฐมนตรีว่าการ

ถ้าไม่ผิดที่ผิดทางน่าจะลงตัวที่กระทรวงเกษตรฯ

ว่ากันตามความจริงแล้วเนื่องจากภารกิจของกระทรวงนี้ถือว่ารอบด้านและเกี่ยวพันกับเศรษฐกิจของประเทศ

เพียงแต่จะต้องเลือกคนที่เหมาะกับงานและมีความสามารถจริงๆ

คือ “ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน ไม่ใช่ค่าของคนอยู่ที่คนของใคร”

หลังบริหารประเทศมา 2 ปีเต็มๆจากนี้ไปถือว่าเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา บนเส้นทางการเมืองในอนาคตข้างหน้า

สิ่งที่มองเห็นชัดๆ จะเห็นได้ว่าทุกอย่างล้วนดำเนินการอย่างเป็นขั้นเป็นตอนหลังจากต้องลุ้นหนักจากการทำประชามติรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง

ถ้าไม่ผ่านความเห็นของประชาชนก็ยังมิคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

โชคดีที่ประชาชนเห็นชอบจึงเป็นคำตอบแรกที่บ่งบอกถึงเส้นทางการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์ได้เป็นอย่างดี

คำตอบที่ 2 ก็คือการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารที่ผ่านมา ย่อมทำให้เกิดความมั่นคงบนเก้าอี้นายกฯของ พล.อ.ประยุทธ์ได้เป็นลำดับถัดมา

ไม่ใช่เพียงแค่วันนี้ถึงวันเลือกตั้งเท่านั้น แต่มันมีนัยที่จะก้าวไกลไปถึงได้

คำตอบต่อไปคงอยู่ที่กฎหมายลูกซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญต่อการเมืองทั้งระบบว่าจะเกื้อหนุนต่อการเข้าสู่ตำแหน่งทาง การเมืองมากน้อยแค่ไหน

แต่เท่าที่ฟังความเห็นจากข้อเสนอขององค์กรที่มีส่วนเกี่ยวข้องแล้วจะมุ่งไปสู่ “นักการเมือง” เกือบทั้งหมด

พูดง่ายๆ จะส่งผลต่อพรรคการเมืองและนักการเมืองมากที่สุด

หมายความว่า กฎหมายที่จะเกิดขึ้นล้วนบีบรัดจนทำให้นักการเมืองต้องตกอยู่ภายใต้กำกับอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

ใครทนได้ก็อยู่ต่อไปได้ ใครทนไม่ได้ก็ช่วยไม่ได้

ยิ่งในสถานการณ์การเมืองที่เปลี่ยน แปลงด้วยการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นกลไกสำคัญจนทำให้นักการเมืองต้องยุติบทบาทไปโดยปริยาย

ล่าสุดก็ยังปลดล็อกเงื่อนไขที่เป็นปัญหาในด้านสิทธิเสรีภาพเพื่อทำให้ได้รับการยอมรับจากในประเทศและนานาชาติก่อนที่จะเดินทางไปร่วมประชุมยูเอ็น

ลดแรงเสียดทานเพิ่มความโดดเด่นขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง

วาง “ยุทธศาสตร์–ยุทธวิธี” ไม่ธรรมดาในการขับเคลื่อน!!!

“ลิขิต จงสกุล”

17 ก.ย. 2559 09:03 17 ก.ย. 2559 09:27 ไทยรัฐ