วันจันทร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ปิด–ไม่ปิด? คุก “กิตโม”

เรือนจำ “กวนตานาโม” หรือ “กิตโม” บนฐานทัพเรือของสหรัฐฯ ในอ่าวกวนตานาโมของคิวบา ถูกใช้กักขังผู้ต้องสงสัยเป็นผู้ก่อการร้ายมานานกว่า 14 ปีแล้ว

เดือนที่แล้ว คุกกิตโมตกเป็นข่าวใหญ่อีก เมื่อสหรัฐฯส่งตัวนักโทษจากคุกนี้ถึง 15 คน ให้สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ซึ่งเป็นการส่งตัวนักโทษมากที่สุดในครั้งเดียวในยุคประธานาธิบดีบารัค โอบามา

นักโทษกลุ่มนี้เป็นชาวเยเมน 12 คน ชาวอัฟกัน 3 คน ทั้งหมดถูกกักขังโดยไม่มีการตั้งข้อหา บางคนถูกขังลืมนานถึง 14 ปี หลังการส่งตัวทำให้เหลือนักโทษที่คุกกิตโมแค่ 61 คน โดยในจำนวนนี้มี 7 คนถูกตั้งข้อหาคดีอาญา อีก 20 คนได้รับการอนุมัติให้ส่งตัวไปประเทศอื่นได้ และ 34 คนยังถูกขังต่อไป

ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช เปิดคุกที่ฐานทัพเรือกวนตานาโม (GTMO หรือกิตโม) ขึ้นในปี 2545 เพื่อขังนักโทษต่างชาติที่ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ก่อการร้าย หลังเครือข่าย “อัล เคดา” ก่อวินาศกรรมสะท้านโลกถล่มสหรัฐฯ เมื่อ 11 ก.ย. 2544 หรือ “9/11” จากนั้นสหรัฐฯ และพันธมิตรก็บุกโจมตีอัฟกานิสถาน กวาดล้างอัล เคดา

ฐานทัพกิตโมตั้งอยู่ในอ่าวกวนตานาโม ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้สุดคิวบา มีพื้นที่ 120 ตร.กม. สหรัฐฯทำสัญญาเช่าจากคิวบาใน พ.ศ.2446 หรือ 113 ปีก่อน เพื่อใช้เป็นฐานทัพเรือและท่าเรือขนถ่านหิน โดยจ่ายค่าเช่าแค่ 2,000 ดอลลาร์ฯต่อปีจนถึง พ.ศ.2477 จากนั้นเพิ่มค่าเช่าขึ้นเป็น 4,085 ดอลลาร์ฯต่อปี ซึ่งก็ยังถูกแสนถูก

หลังการปฏิวัติคิวบาใน พ.ศ.2502 รัฐบาลคิวบายื่นประท้วงว่าสหรัฐฯรุกล้ำดินแดนโดยผิดกฎหมายสากล และในปี 2556 คิวบาเรียกร้องให้สหรัฐฯคืนฐานทัพกิตโม

ตั้งแต่ถูกเปิด มีผู้ถูกทยอยส่งไปที่คุกกิตโมแล้วทั้งสิ้น 779 คน ในช่วงแออัดที่สุดเมื่อเดือน มิ.ย.2546 มีนักโทษที่นั่นถึง 684 คน ราว 50 สัญชาติ แต่ส่วนใหญ่กว่า 60% เป็นชาวอัฟกัน ซาอุดีอาระเบีย และเยเมน ซึ่งนักโทษส่วนใหญ่ถูกปล่อยตัวในสมัยประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช แต่มี 9 คนที่ตายในคุก

คุกกิตโมถูกกล่าวหาว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน นักโทษส่วนใหญ่ถูกกักขังโดยไม่มีการตั้งข้อหา หลายคนถูกทรมานอย่างโหดเหี้ยม ทั้งที่สหรัฐฯอ้างตัวเป็นผู้นำด้านสิทธิมนุษยชน

แต่หลังประธานาธิบดีบารัค โอบามา แห่งพรรคเดโมแครตขึ้นกุมอำนาจในปี 2551 เขาทยอยปล่อยนักโทษแล้ว 161 คน ส่วนใหญ่ถูกส่งไปเริ่มชีวิตใหม่ในประเทศต่างๆทั่วโลก

โอบามายังประกาศจะปิดคุกกิตโมอย่างถาวรก่อนพ้นตำแหน่งสมัยที่ 2 ในต้นปี 2560 โดยชี้ว่า คุกกิตโมทำลาย “หุ้นส่วน” กับประเทศต่างๆ ที่สหรัฐฯต้องพึ่งพาในสงครามกวาดล้างการก่อการร้าย ทั้งยังขัดแย้งกับ “คุณค่า” และกร่อนเซาะจุดยืนในเวทีโลกของสหรัฐฯ ซึ่งเชิดชู “หลักนิติธรรม”

คุกกิตโมยังถูกศัตรูใช้เป็นเครื่องมือเกณฑ์ “นักรบญีฮัด” สร้างผู้ก่อการร้ายใหม่ๆเพิ่มขึ้น ที่สำคัญ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการคุกแห่งนี้สูงมาก ตกถึงปีละ 445 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 15,575 ล้านบาท)!

แต่การจะปิดคุกกิตโมไม่ใช่ทำได้ง่ายๆ เพราะต้องผ่าน “สภาคองเกรส” ขณะที่พรรครีพับลิกันซึ่งคัดค้านการปิดคุกครองเสียงข้างมาก ทั้งในสภาผู้แทนฯและวุฒิสภา

พรรครีพับลิกันยังต้องการให้ส่งนักรบของกองกำลังรัฐอิสลาม (ไอเอส) ไปขังที่คุกกิตโมด้วย ส่วนโดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนพรรครีพับลิกัน ไปชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯใน 8 พ.ย.นี้ ก็ประกาศว่าถ้าชนะเลือกตั้ง จะส่งผู้ก่อการร้ายยัดคุกให้เต็ม และจะนำเทคนิคการสอบสวนที่โหดกว่าวิธี “วอเตอร์บอร์ดดิ้ง” อันอื้อฉาว ซึ่งกลุ่มสิทธิมนุษยชนชี้ว่าคือ “การทรมาน” มาใช้ด้วย

เท่าที่ผ่านมา มีนักโทษจากคุกกิตโมเพียง 1 รายที่ถูกส่งไปพิจารณาคดีในสหรัฐฯ คือนายอาเหม็ด ไกลานี ชาวแทนซาเนีย ซึ่งโอบามาพยายามจะนำนักโทษไปพิจารณาคดีในสหรัฐฯอีก แต่สภาคองเกรสได้ผ่านกฎหมายห้ามส่งพวกนี้เข้าไปอยู่หรือไปขังในคุกสหรัฐฯ เพราะเห็นว่าอันตรายเกินไป

ปัญหาในขณะนี้ก็คือ จะทำอย่างไรกับนักโทษที่เหลือ จะส่งไปประเทศอื่นๆ ก็ยากจะมีใครต้อนรับ ด้วยเห็นว่าเป็นตัวอันตราย โดยเฉพาะพวกหัวโจกอัล เคดา ที่ถูกตั้งข้อหาร่วมแผนวินาศกรรม 9/11 อย่างคาลิด ชีค โมฮัมหมัด, แรมซี บินัลชิบห์ และมุสตาฟา อาหมัด อัล-ฮอว์ซาวี

โอบามาจะใช้วิธีไหน และจะปิดคุกกวนตานาโมได้หรือไม่ จึงน่าติดตามอย่างยิ่ง!


บวร โทศรีแก้ว

17 ก.ย. 2559 09:00 ไทยรัฐ