วันศุกร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ผลสอบฟันครูปาแก้ว ผิดวินัยไม่ร้ายแรง-รอชี้โทษเบามี 3 ระดับ

เผยผลสอบครูพละอารมณ์ร้อน ปาแก้วเซรามิกใส่หน้า“น้องทราย” นักเรียนหญิงชั้น ม.5 ลูกศิษย์จนใบหน้าเสียโฉม คณะกรรมการสอบสรุปครูผิดวินัยไม่ร้ายแรง เพราะไม่มีเจตนาปาแก้วให้ถูกตัวเด็ก ส่วนบทลงโทษมี 3 ขั้นคือ ภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน และลดขั้นเงินเดือน ส่งเรื่องให้ ผอ.โรงเรียนตั้งคณะกรรมการพิจารณาโทษอีกครั้ง ขณะที่ “ปวีณา หงสกุล” ประธานมูลนิธิปวีณาฯ พานักเรียนผู้เสียหาย เข้ารับการตรวจรักษาที่ รพ.ยันฮี ซึ่งให้ความอนุเคราะห์ช่วยรักษาให้ฟรี เบื้องต้นแพทย์ ตรวจอาการรักษาตามขั้นตอน ให้นอนพักในโรงพยาบาล 3 วัน ด้าน ผอ.รพ.ยืนยัน จะทำให้ใบหน้าของคนไข้กลับมาเหมือนเดิม

จากคดีนายไพฑูรย์ แกลงกระโทก อายุ 58 ปี ครูวิชาพลศึกษา โรงเรียนโชคชัยสามัคคี อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา อารมณ์ร้อนปาแก้วเซรามิกใส่หน้า น.ส.นฤดี หรือทราย จอดสันเทียะ อายุ 17 ปี นักเรียนชั้น ม. 5 ลูกศิษย์จนเสียโฉม ปากเบี้ยว ตาซ้ายปิดไม่สนิท ถูกผู้ปกครองแจ้งดำเนินคดี และเข้าร้องมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ช่วยเหลือ พร้อมประสาน รพ.ยันฮี ช่วยรักษาฟรี ขณะที่ต้นสังกัดสั่งตั้งกรรมการสอบเพื่อลงโทษทางวินัยกับครูฉาว

ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 16 ก.ย. นายชูเกียรติ วิเศษเสนา ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่มัธยมศึกษาเขต 3 (สพม.31) เปิดเผยว่า ผลการสอบข้อเท็จจริง เชื่อว่านายไพฑูรย์โยนแก้วใส่กลุ่มเด็กนักเรียนจริง แต่ไม่มีเจตนาที่จะโยนให้ถูกตัวน้องทราย รวมทั้งพยานเพื่อนเด็กนักเรียนหลายคนยืนยันว่า นายไพฑูรย์โยนแก้วไปถูกขอบผนังหน้าต่าง ก่อนกระเด็นไปถูกศีรษะน้องทราย สรุปว่า นายไพฑูรย์มีความผิดทางวินัยไม่ร้ายแรง จะนำผลสรุปส่งให้ ว่าที่ ร.ต.นิพนธ์ ภักดีแก้ว ผอ.ร.ร.โชคชัยสามัคคี ตั้งคณะกรรมการพิจารณาโทษ ส่วนบทลงโทษความผิดวินัยไม่ร้ายแรง จะมีโทษ 3 ขั้น คือภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน และลดขั้นเงินเดือน โดยให้สรุปผลรายงานให้ต้นสังกัดทราบภายใน 15 วัน

ส่วนเรื่องน้องทราย ที่มีผลกระทบด้านสภาพจิตใจ และเจ้าตัวต้องการย้ายไปเรียนที่โรงเรียนอื่นในพื้นที่ อ.หนองบุญมาก หรือ อ.เมืองนครราชสีมา เป็นสิทธิของเด็กที่สามารถย้ายโรงเรียนได้ แต่น้องทรายเรียนชั้น ม.5/10 แผนการเรียนทั่วไป เน้นพลศึกษา โรงเรียนที่จะย้ายไปต้องมีแผนการเรียนที่รับกันได้ ไม่อย่างนั้นจะไปเรียนต่อไม่ได้ เพราะแผนการเรียนไม่เท่ากัน

ต่อมาช่วงบ่าย นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี พา น.ส.นฤดี หรือน้องทราย พร้อมครอบครัว เดินทางไปที่ รพ.ยันฮี เพื่อเข้ารับการตรวจรักษา เบื้องต้นแพทย์ตรวจสุขภาพ วัดความดัน ก่อนส่งไปตรวจสแกนคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสมอง (MRI) เพื่อตรวจหาสาเหตุที่กล้ามเนื้อใบหน้าซีกซ้ายไม่ทำงาน และให้นอนที่โรงพยาบาลเป็นเวลา 3 วัน

นพ.สุพจน์ สัมฤทธิวณิชชา ผอ.รพ.ยันฮี กล่าวว่า ขั้นตอนการรักษาอาการของน้องทราย เริ่มจากการทำ MRI ตรวจกล้ามเนื้อที่ใบหน้าด้านซีกซ้าย เพื่อหา จุดผิดปกติ กล้ามเนื้อไปกดทับเส้นประสาทหรือไม่ จากนั้นจะตรวจคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ (EMG) เป็นการตรวจเส้นประสาท และกล้ามเนื้อด้วยไฟฟ้า โดยจะให้คนไข้นอนและแทงเข็มจิ้มเข้าไป ส่งคลื่นไฟฟ้าเข้าไปเช็กเส้นประสาทดูว่าขาดหรือไม่ ในระหว่างการหาสาเหตุ จะให้ยาบำรุงเส้นประสาทไว้ก่อน

“กรณีที่กล้ามเนื้อกดทับเส้นประสาท การรักษาจะใช้การกายภาพบำบัด กระตุ้นกล้ามเนื้อด้วยการฝังเข็ม หรือใช้ออกซิเจนกระตุ้น หากเป็นกรณีเส้นประสาทขาด จะผ่าตัดเชื่อมต่อเส้นประสาท แต่ที่แพทย์กังวลคือ ถ้าเส้นประสาทขาดมาระยะเวลาเป็นเดือนแล้ว การจะเชื่อมต่อกันมีโอกาสหายเพียง 50/50 ดังนั้น หากต่อเส้นประสาทไม่ได้ จะใช้วิธีย้ายเส้นประสาทไปเชื่อมกับเส้นประสาทคู่ที่ 5 ที่ทำหน้าที่ควบคุมคิ้วและหน้าผาก ถ้าเชื่อมกันแล้ว คนไข้จะยักคิ้วไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ต้องรอหาสาเหตุที่แท้จริงก่อน ถ้ารู้ต้นตอก็เริ่มรักษาต่อเลย ไม่ต้องกังวล ขอยืนยันจะทำให้ใบหน้าของน้องทรายกลับมาเป็นเหมือนเดิม” นพ.สุพจน์กล่าว

ขณะที่ น.ส.นฤดี หรือน้องทราย กล่าวว่า กรณีเพื่อนนักเรียนโพสต์เฟซบุ๊กว่า ตนพูดความจริงไม่หมดนั้น ยังยืนยันว่าทุกสิ่งที่เคยพูดไปเป็นเรื่องจริง และเมื่อวันที่ 15 ก.ย.ที่ผ่านมา ได้เข้าพบอัยการเพื่อสอบปากคำ มีเพื่อนนักเรียน 2 คน จะมาเป็นพยานให้ แต่ทางโรงเรียนไม่อนุญาตให้มาเป็นพยาน ทำให้รู้สึกแปลกใจ

ด้าน น.ส.ปรียาพร จันทร์หอม อาของน้องทราย กล่าวว่า หลังทราบผลสอบครูพละ ที่ออกมาเป็นผิดวินัยไม่ร้ายแรง ทางครอบครัวรู้สึกเสียใจและผิดหวัง ต้องรอให้หลานพิการ หรือเสียชีวิตอย่างนั้นหรือ ถึงเรียกว่าผิดวินัยร้ายแรง

ส่วนนางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี กล่าวว่า ทราบว่าในช่วงนี้น้องทรายจะมีการสอบปลายภาคที่โรงเรียน ได้ประสานกระทรวงศึกษาธิการ ขอให้น้องรักษาตัวให้หายก่อนแล้วค่อยมาสอบภายหลัง ส่วนที่เจ้าตัวร้องขอย้ายโรงเรียน จะรอทางครอบครัวแจ้งมา พร้อมจะประสานให้ตามที่ร้องขอ

นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า ได้รับรายงานผลการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว ว่า ครูโยนแก้วจริง แต่เป็นการโยนใส่ผนัง โดยเจตนาจะปรามนักเรียนให้สงบ แต่แก้วกระดอนไปโดนเด็ก ไม่มีอาการบาดเจ็บในทันที ยังคงเล่นกีฬา และเรียนหนังสือต่อได้ ต่อมาเช้าวันรุ่งขึ้นจึงพบอาการผิดปกติ ขณะนี้ทาง สพม.31 ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย คาดว่าจะสรุปผลการพิจารณาโทษทางวินัยได้ภายในสัปดาห์หน้า อย่างไรก็ตาม ได้กำชับไปว่า การลงโทษต้องพิจารณาให้เหมาะสมกับฐานความผิด

“โดยส่วนตัวมองว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นเพราะครูใช้อารมณ์ ทำให้เด็กได้รับบาดเจ็บ ถึงแม้จะไม่ได้ตั้งใจโยนแก้วใส่ตัวเด็กก็ตาม แต่คนเป็นครูต้องรู้จักควบคุมอารมณ์ให้ได้ เข้าใจว่าหลังเกิดเหตุ ครูก็รู้สึกทุกข์เหมือนกัน แต่เมื่อทำความผิดแล้ว ก็ต้องยอมรับผลของการกระทำ จะได้เป็นข้อเตือนสติ ว่าต่อไปอย่าใส่อารมณ์กับเด็ก” นายการุณกล่าว
ส่วนกรณีที่เด็กต้องการย้ายโรงเรียน เพราะรู้สึกไม่สบายใจ ได้มอบหมายให้ ผอ.สพม.31 ประสานกับผู้ปกครองและเด็กว่า ต้องการย้ายไปโรงเรียนไหน ก็ให้แจ้งความประสงค์มา จะให้ สพม.31 ดำเนินการตามที่เด็กและผู้ปกครองร้องขอ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ผิดวินัยไม่ร้ายแรง! ผลสอบครูพละปาแก้ว นร.สาว ม.5

'ยันฮี' รักษาให้ฟรี ม.5ปากเบี้ยว

เผยผลสอบครูพละอารมณ์ร้อน ปาแก้วเซรามิกใส่หน้า“น้องทราย” นักเรียนหญิงชั้น ม.5 ลูกศิษย์จนใบหน้าเสียโฉม คณะกรรมการสอบสรุปครูผิดวินัยไม่ร้ายแรง เพราะไม่มีเจตนาปาแก้วให้ถูกตัวเด็ก 17 ก.ย. 2559 07:18 ไทยรัฐ