วันศุกร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ล้วงเบื้องลึก เขย่า วิมานพระอินทร์ ไฉน ต้องฟันให้แรง

เผือกร้อน จากดราม่า "ลอก หรือ ไม่ลอก" งานออกแบบพิพิธภัณฑ์ที่ว่ากันว่า จะต้องกลายเป็นจุดแลนด์มาร์กสำคัญ สำหรับ "เรียกแขกบ้านแขกเมือง" จากโครงการก่อสร้างทางเดินริมแม่น้ำเจ้าพระยา มูลค่า 120 ล้านบาท ได้ถูกร่อนส่งมายัง สภาสถาปนิก เพื่อพิจารณาแล้ว

วิธีการในการพิจารณาประเด็น "ลอก หรือ ไม่ลอก" ในเชิงของ สถาปนิก จะเป็นอย่างไร แล้วหากพบว่า ผิดจริง จะมีบทลงโทษ หรือไม่? วันนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จะพาไปฟังคำตอบชัดๆ จาก นายเจตกำจร พรหมโยธี นายกสภาสถาปนิก ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรง 

ขณะเดียวกัน แรงสั่นสะเทือน วงการ Architect ของประเทศไทย สามารถ ส่งแรงกระเพื่อม ไปถึง ผืนแผ่นดินทอง ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ได้อย่างไร? รายงานพิเศษชิ้นนี้ จะนำเสนอข้อมูลอีกชุด ให้แฟนไทยรัฐออนไลน์ทุกท่านได้ลองพิจารณากัน...

ทีมข่าวฯ ขอไปเริ่มต้น ในประเด็นความชัดเจน เรื่อง "ลอก หรือ ไม่ลอก" ซึ่งสังคมกระหายใคร่อยากรู้กันก่อนดีกว่า 

"ตามความคิดเห็นส่วนตัว ผมมองว่า มีความคล้ายคลึงกัน แต่ไม่ได้เหมือนกัน 100 เปอร์เซ็นต์"

นี่คือคำตอบ ในการเริ่มต้นการสนทนา ระหว่าง ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ กับ นายกสภาสถาปนิก เมื่อถูกถามถึงประเด็นที่กำลังร้อนแรงในสังคม ถึง ความเหมือนระหว่าง อาคารพิพิธภัณฑ์ "วิมานพระอินทร์" ของ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กับ หอคอยสูง The Crystal Island ของประเทศรัสเซีย จากฝีมือ สถาปนิกชื่อดัง Norman Foster (นอร์แมน ฟอสเตอร์) ในเวลานี้  

นายกสภาสถาปนิก กล่าวกับทีมข่าวฯ ต่อไปว่า ขณะเดียวกัน การออกแบบ ใน 2 กรณีนี้ เท่าที่ได้ดูในเชิงของ สเกล การออกแบบ มีความแตกต่างกันอยู่ เพราะของนักออกแบบต่างชาตินั้น เป็นการออกแบบเพื่อสร้างศูนย์การค้า สเกล จึงค่อนข้างใหญ่โต โอ่อ่า มหึมา ในขณะที่ของ สจล. เป็นการออกแบบ ด้วยความตั้งใจ เพื่อสร้างพิพิธภัณฑ์ เท่านั้น สเกล จึงไม่ได้มีขนาดใหญ่โตเท่า

"ผมไม่ได้เข้าข้างใคร ในเรื่องนี้นะครับ เราพูดกันด้วยเหตุด้วยผล แน่นอนครับ หากสถาปนิก สามารถอธิบายการออกแบบของตัวเอง ได้ว่า มีที่มาที่ไปอย่างไร เราจะไปลงโทษเขาได้อย่างไรกัน?"

แล้ววิธีการพิจารณาอย่างไร จึงจะสามารถทำให้รู้ได้ว่า เป็นการ ลอก หรือ ไม่ลอก ในการออกแบบ มีวิธีการอย่างไร?  

ในประเด็นนี้ จะมาจากการชี้แจงของผู้ออกแบบ ซึ่งหากเป็นผู้ออกแบบเองจริง ก็จะต้องสามารถชี้แจงถึงที่ไปที่มาของแนวคิดต่าง ๆ ที่นำไปสู่การออกแบบได้ ว่า ได้มาอย่างไร?

ซึ่งแน่นอน หาก...อธิบายไม่ได้เลย เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ แบบนี้ ผิดแน่นอน! แต่กลับกัน หากมีเหตุผลและสามารถอธิบายได้ชัดเจน ก็ต้องถือว่า อาจจะพ้นผิดได้! 

ความคืบหน้าล่าสุด เรื่องการส่งเรื่องร้องเรียน ในประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้น? 

นายเจตกำจร ตอบทีมข่าวแบบตรงไปตรงมาว่า ตามขั้นตอนปกติ เมื่อมีการร้องเรียนมาที่สภาสถาปนิก คณะกรรมการจรรยาบรรณ จะมีการตั้ง คณะกรรมการขึ้นชุดหนึ่ง เพื่อสอบสวนเรื่องที่ร้องเรียนว่า มีมูล หรือไม่?

โดยหากพบว่า "มีมูล" ก็จะมีการเชิญผู้เกี่ยวข้องมา "สอบสวน" ซึ่งหากพบว่า "ทำความผิดจริง" ก็จะมีการพิจารณาโทษ ซึ่งก็จะมีตั้งแต่ จาก เบา ไปหา หนัก

ลงโทษสถานเบา ก็คือ ตักเตือน ระดับกลางคือ พักใช้ใบอนุญาตในช่วงระยะเวลาหนึ่ง และร้ายแรงที่สุด ก็คือ เพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ซึ่งโทษทัณฑ์นี้ ก็จะเท่ากับว่า สถาปนิกผู้นั้น จะไม่สามารถประกอบอาชีพสถาปนิกได้อีกเลย

และสำหรับในประเด็นนี้ ล่าสุด มีการส่งเรื่องเข้ามาแล้ว แต่สภาสถาปนิก ยังไม่ได้มีการบรรจุเข้าสู่การพิจารณา

การออกแบบที่คล้ายคลึงกัน เป็นเรื่องปกติที่อาจเกิดขึ้นในวงการ สถาปนิก หรือไม่?

"เอาแบบนี้ครับ! บังเอิญหรือไม่ ผมก็ไม่ทราบ" นายกสภาสถาปนิก กล่าวอย่างหนักแน่น 

แต่หาก ลองดูตึกรูปทรงแปลกๆ ต่างๆ ในกรุงเทพฯ ที่มีทั้ง รูปทรงกรีก โรมัน หรือ รูปทรงไทยโบราณ หากมีการนำมาใช้เป็นองค์ประกอบของอาคาร สถาปนิกที่ออกแบบ เขาทำผิดหรือไม่ หรือ เป็นการไปก๊อบปี้ กรีก หรือ โรมัน มาหรือเปล่า?

สจล. มีใบอนุญาต สำหรับนิติบุคคล จากทาง สภาสถาปนิก เพื่อไปรับงานออกแบบตามกฎหมายหรือไม่?

อยากอธิบายแบบนี้ครับ...นายเจตกำจร นิ่งไปสักครู่ ก่อนอธิบายให้ทีมข่าวฟังว่า…ตามข้อบังคับของสภาสถาปนิก ผู้ที่เป็นบุคคล หรือ นิติบุคคล จะไปรับงานออกแบบใดๆ ได้ในประเทศอย่างถูกต้องตามกฎหมาย จะต้องมาขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ทั้งใน ประเภทบุคคล หรือ นิติบุคคล จาก สภาสถาปนิก ก่อน

โดย ปัจจุบัน ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ของ สภาสถาปนิก มี 3 ระดับ

1. สำหรับนักศึกษาจบใหม่ เรียกว่า ภาคีสถาปนิก สามารถออกแบบอาคาร ที่มีขนาดไม่เกิน 1,000 ตารางเมตร

2. หลังจากนั้น 2 ปี จึงจะสามารถนำผลงานไปเลื่อนเป็น ระดับสามัญสถาปนิก ซึ่งจะสามารถออกแบบอาคารได้ทุกขนาด

3. จากนั้น จึงสามารถไปสอบเลื่อนระดับสูงสุด คือ ระดับวุฒิสถาปนิก ซึ่งจะต้องมีประสบการณ์ 6 ปี ซึ่งจะสามารถออกแบบอาคารได้ทุกขนาด เช่นเดียวกับ ระดับสามัญ แต่สิทธิที่นอกเหนือไปกว่านั้น คือ สามารถให้คำปรึกษาได้

ซึ่งประเด็น การไปรับงาน จะต้องมี ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพนี้ ก็ควรจะรวมไปถึง "มหาวิทยาลัยทุกแห่งในประเทศไทย" ด้วย…

หากแต่...ที่ผ่านมาในประเทศไทยของเรา...

สถาบันการศึกษาหลายแห่ง กลับออกไป รับงาน ทั้งๆ ที่ ไม่มีใบอนุญาต ที่ถูกต้อง

ทำให้ที่ผ่านมา...ทางสถาสถาปนิก ได้รับการร้องเรียนจากสมาชิกสภาสถาปนิกจำนวนมากว่า กำลังได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก จากการที่ สถาบันการศึกษา และมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ไปแย่งงานโดยไม่ต้องผ่านการแข่งขันใด ๆ เลย ซึ่งหลายฝ่ายมองว่า

"มันไม่เป็นธรรม"

ซึ่งในกรณี ของ สจล. เอง เข้าใจว่า ก็ไม่น่ามีใบอนุญาตจากทาง สภาสถาปนิก เช่นกัน เพราะไม่เคยมาขอจากทางสภาสถาปนิกมาก่อน

ด้วยเหตุนี้ ทางสภาสถาปนิก จึงได้ทำหนังสือแจ้งไปยัง สถาบันการศึกษาต่างๆ เพื่อให้ทราบว่า หากจะไปรับงานออกแบบสถาปัตยกรรมต่างๆ จะต้องมาขอใบอนุญาตจากทางสภาฯ ก่อน

แบบนี้ เข้าข่ายผิดกฎหมาย หรือไม่?

หากเป็นในแง่ของสภาสถาปนิก ผิดแน่นอน!

แต่เนื่องจาก สถาบันการศึกษา มักจะอ้างว่า ทำงานให้กับทางราชการ ทำให้ควรจะได้รับการยกเว้นหรือไม่? เพราะในบ้านเรา การสร้างอาคารราชการ จะได้รับการยกเว้น จาก พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร ไม่จำเป็นต้องขออนุญาตจากหน่วยงานราชการใดๆ ทั้งสิ้น แค่แจ้งให้ เจ้าพนักงานท้องถิ่นทราบ ก็เพียงพอแล้ว

พูดง่ายๆ ว่า

"หากหน่วยราชการ คิดอยากจะสร้างตึกที่ไหน เมื่อไหร่ ตรงไหน ก็ลงมือสร้างได้เลย!"

นอกจากนี้ สถาบันการศึกษา มักจะหยิบยก ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ว่า ให้สามารถจ้างสถาบันการศึกษา ช่วยงานราชการได้ เป็นข้ออ้าง ในการรับงานจากหน่วยงานราชการ

"ทั้งๆ ที่ในความจริงแล้ว ระเบียบนี้ ไม่ได้ถือเป็น กฎหมาย"

จนทำให้สร้างความค้างคาใจ ชาวสถาปนิกไทย มาจนถึงปัจจุบัน ว่า…

"เอาล่ะ แม้จะมีระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีที่ว่านี้ แต่มันก็ควรจะเป็นการจ้าง เป็นครั้งคราวไปหรือไม่ และไม่ใช่ว่า ทุกโครงการ จะสามารถหยิบระเบียบนี้ มาใช้เป็นข้ออ้างได้ทั้งหมด!"

ด้วยเหตุนี้ ความพยายามล่าสุดของทาง สภาสถาปนิก จึงได้ส่งหนังสือไปยัง กระทรวงมหาดไทย ในฐานะที่ดูแลกำกับสภาสถาปนิก เพื่อให้ได้รับทราบถึงปัญหาคาราคาซังนี้แล้ว

แต่ความคืบหน้าล่าสุด...

"ยังคงไม่มีการตอบรับใด ๆ จากทาง กระทรวงมหาดไทย เช่นเดิม"

หยิกเล็บ ก็ เจ็บเนื้อ ลุยขอจับเข่าคุย 3 ฝ่าย หาทางออกร่วมกัน

นายกสภาสถาปนิก กล่าวต่อไปว่า เรื่องนี้ ยอมรับว่า เป็นเรื่องที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน เนื่องจาก สถาบันการศึกษา ก็เป็นผู้ผลิตบุคลากรให้ไปประกอบวิชาชีพต่างๆ เปรียบไปมันเหมือน "น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า" ฉะนั้น สภาสถาปนิก จึงคิดว่า เราน่าจะหาทางออกที่ยอมกันได้ทั้งสองฝ่าย

เพราะทางเรา ก็ถือกฎหมายอยู่ กฎหมายมันเขียนไว้ว่าแบบนี้ หากทางสถาบันการศึกษา ไม่ทำตามกฎหมาย เราก็ต้องถือเป็นการกระทำความผิด

ปัจจุบัน ทางสภาสถาปนิก ได้พยายามตั้งหน่วยงานขึ้น เพื่อหารือทำความเข้าใจกับสถาบันการศึกษาต่างๆ อยู่ เพื่อหาทางจัดตั้งคณะกรรมการ 3 ฝ่าย ประกอบด้วย 1. สภาสถาปนิกและสภาวิศวกร 2. สถาบันการศึกษา 3. สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา หรือ สกอ. ขึ้นมา เพื่อหาทางออกร่วมกัน ในเร็วๆ นี้

วอน ราชการ ทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดี ให้กับประชาชน 

ท้ายที่สุด นายกสภาสถาปนิก ขอฝากไปถึงผู้เกี่ยวข้องว่า รัฐบาลควร ริเร่ิม ทำอะไรที่มันถูก มันควร อะไรที่จะไปส่งเสริมให้เกิดความไม่ถูกต้อง ก็ควรจะเลิกได้แล้ว เช่นในกรณี การจะสร้างอาคารราชการ หากคิดจะสร้าง ก็สามารถสร้างได้โดยไม่ต้องไปขออนุญาตใคร อยู่เหนือกฎหมาย แบบนี้มันไม่ถูกต้อง!

เพราะในต่างประเทศ ยิ่งเป็นอาคารราชการ ก็ยิ่งจะต้องทำเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับประชาชน ไม่ใช่เป็นตัวอย่างที่เลวให้กับประชาชน เพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมาย มิเช่นนั้นแล้ว เราจะพัฒนาบ้านเมืองไปได้อย่างไรกัน?

เจาะเบื้องลึก ศึก เขย่าวิมานพระอินทร์ เพราะอะไร ถึงต้องเล่นให้แรง...

ในวงการ ที่เชื่อมโยงถึง โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ของ ประเทศไทย ย่อมเป็นที่ทราบกันดีว่า มีการหักเหลี่ยมเฉือนคม อยู่เบื้องหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็น "โครงการของภาครัฐ" ที่นอกจากจะมีรายได้ที่งดงามแล้ว ยังเป็นที่ทราบกันดีว่าในวงการนักออกแบบ ทั้งหลายว่า หากใครเป็นผู้ชนะ นั่นย่อมหมายถึง การมีลายเซ็นที่งดงาม ให้สาธารณชนในวงกว้าง ให้การยอมรับ

ข้อสังเกตที่น่าสนใจ คือ ปัจจุบัน ผืนดินริมแม่น้ำเจ้าพระยา กำลังจะกลายเป็นผืนดินที่มีมูลค่า "มากเสียยิ่งกว่าทองคำ" ที่ใครๆ ต่างก็หมายตา ใคร่จะได้เข้าไปจับจอง

สารพัดโครงการค่านับแสนล้าน จ่อผุด ที่ดินผืนงามริมแม่น้ำเจ้าพระยา 

ทำไมจะไม่มีใครอยากเข้าไปจับจองล่ะ ในเมื่ออีกไม่กี่ปีนี้ จะมีทั้งสารพัดโครงการพัฒนาที่ดินนับแสนล้านผุดขึ้น และโครงข่ายรถไฟฟ้าจะเชื่อมต่อจากสนามบินสุวรรณภูมิ ยิงตรงรวดเดียวมาถึงในพื้นที่ทำเลทองนี้

จินตนาการออกไหมว่า จะมีนักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลกมากมายแค่ไหน มาจับจ่ายใช้สอย สร้างเงินสะพัดจำนวนมหาศาล บนผืนแผ่นดินริมสองฝั่งน้ำ ที่เต็มไปด้วยทัศนียภาพที่สวยงามแห่งนี้

และแน่นอน เมื่อเป็นดังนี้ การชิงไหวชิงพริบ ระหว่าง ขาเก่า และ ผู้มาใหม่ ย่อมเกิดขึ้น!

เพราะหากโครงการที่กำลังเป็นปัญหานี้บรรลุผลสำเร็จ ในท้ายที่สุด อาจต้องมีกลุ่มทุนได้รับผลกระทบจำนวนหนึ่ง จากการที่ จำใจ ต้อง รื้อถอน จุดขายสำคัญของตัวเอง ออกไปจากแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งหากไร้ซึ่ง จุดขาย ที่ว่านี้แล้วไซร้ จะถือเป็นการ พลาดพลั้ง เปิดช่องครั้งสำคัญ ให้กับ อภิมหาโปรเจกต์มูลค่านับหมื่นๆ ล้าน ที่กำลังจะถือกำเนิดในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ได้เข้าช่วงชิง

ฉะนั้น หากเกิดการพลาดพลั้ง ไปทำผิดเงื่อนไข TOR ก็เท่ากับโครงการนี้ อาจจะต้องพับฐาน หรืออาจต้องกลับไปนับหนึ่งใหม่

ซึ่งนั่น แปลว่า ผลกระทบ ที่จะไปกระเทือน ผลประโยชน์ทำเลทอง ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ก็จะ "เกิดช้าขึ้น" หรือดีไม่ดี "อาจจะไม่เกิดขึ้นอีกเลย" ก็เป็นได้

ขอบคุณภาพประกอบจาก : เฟซบุ๊ก Friends of the River 

และภาพจาก : https://www.youtube.com/watch?v=lxiXcOVy5VM 

  • สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์ สามารถส่งเรื่องราวหรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่ 

reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ
ล้วงเบื้องลึก เขย่า วิมานพระอินทร์ สะเทือนถึงผืนดิน ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่กำลังจะมีมูลค่า มากเสียยิ่งกว่า ทองคำ... 16 ก.ย. 2559 16:27 ไทยรัฐ