วันอังคารที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ก.แรงงาน หาแนวทางรองรับสังคมผู้สูงวัย แนะจ้างงาน-ขยายอายุเกษียณ

ก.แรงงาน หาแนวทางรองรับสังคมผู้สูงวัย แนะจ้างงาน-ขยายอายุเกษียณ

  • Share:

ก.แรงงาน จับมือญี่ปุ่น ศึกษาแนวทางแก้ปัญหาคนแก่ล้นประเทศ หลังยอดคนวัยเกิน 60 พุ่งสูงเป็นอับดับ 2 ในอาเซียน เป็นรองแค่สิงคโปร์ เผย อีก 10 ปี ยอดผู้สูงอายุทะลุเกิน 20% แนะจ้างงานผู้สูงอายุ ขยายอายุเกษียณ ยัน กองทุน กบช. นายกฯ เป็นประธาน เปิดใช้ปี 2561 ช่วยสร้างรายได้ยามชราเพิ่มขึ้น ...

วันที่ 16 ก.ย. พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานเปิดงานการสัมมนาความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่น เรื่อง การจ้างงานผู้สูงอายุ ซึ่งกระทรวงแรงงาน ร่วมกับ JICA และสถานทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย จัดขึ้นเพื่อแบ่งปันความรู้ในการพัฒนาการจ้างงานผู้สูงอายุของญี่ปุ่น และนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนาแนวทางในการดำเนินงานของไทย มีหน่วยงานภาครัฐและเอกชนร่วมสัมมนากว่า 200 คน

พล.อ.ศิริชัย กล่าวว่า ไทยถูกจัดเป็นประเทศที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว เป็นอันดับ 2 ในภูมิภาคอาเซียน รองจากสิงคโปร์ มีบรูไน อันดับ 3 เวียดนาม อันดับ 4 จึงต้องมีมาตรการรองรับ เพื่อสร้างความมั่นคงให้ผู้สูงอายุ รวมทั้งมีสวัสดิการที่ดี โดยเฉพาะภาคเอกชนต้องส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุที่มีศักยภาพ เพื่อให้มีรายได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีสอดรับกับนโยบายของรัฐบาล

ด้าน นายชิโร ชาโดชิมะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย กล่าวว่า ญี่ปุ่นพร้อมสนับสนันแนวทางต่างๆ ของไทย โดยใช้ประสบการณ์ของญี่ปุ่น ซึ่งได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมาก่อนแล้ว เมื่อปี 2537 และปัจจุบันมีผู้สูงอายุถึงร้อยละ 26.7 ของประชากรทั้งประเทศ ทำให้ประเทศประสบปัญหามากมาย แต่ญี่ปุ่นได้มีการเตรียมการอย่างต่อเนื่อง จนสามารถกำหนดมาตรการดูแลผู้สูงอายุได้ดีและเป็นที่ยอมรับ มีการขยายอายุเกษียณจาก 60 ปี เป็น 65 ปี และขยายเวลาการรับเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

สำหรับประเทศไทย ขณะนี้ ยังไม่ได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ จึงควรเตรียมการรองรับ ต้องมีการจ้างงานผู้สูงอายุมากขึ้น ขยายอายุเกษียณเพิ่มขึ้น และการมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะทำให้รับมือกับผลกระทบได้ดีขึ้น

ขณะที่ ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ไทยเข้าสู่สังคมสูงอายุในปี 2548 ปัจจุบันมีประชากร 64.8 ล้านคน เป็นผู้สูงอายุ 10 ล้านคน ในปี 2564 จะมีคนสูงอายุ 20% ในปี 2578 จะมีคนสูงอายุมากถึง 30% จะเป็นสังคมสูงอายุระดับสุดยอด เมื่อปี 2557 สำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้จำแนกลักษณะทางประชากรออกเป็น 3 ช่วง คือ วัยต้น 60-69 ปี วัยกลาง 70-79 ปี และวัยปลาย 80 ปีขึ้นไป พบว่า อยู่ในวัยต้น 56.5% และการศึกษาไม่สูง 75.8% จบระดับประถมศึกษาหรือต่ำกว่า มีผู้สูงอายุที่ยังทำงาน 3.84 ล้านคน หรือร้อยละ 38.2 ของผู้สูงอายุทั้งหมด ที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานได้ให้ความสำคัญ ด้วยการส่งเสริมให้มีการจ้างงานผู้สูงอายุ ให้บริการข้อมูลด้านการทำงานและประกอบอาชีพ และขณะนี้ กำลังจะขยายอายุผู้ประกันตน กรณีบำเหน็จชราภาพจาก 55 ปี เป็น 60 ปี เพื่อให้ได้รับผลประโยชน์ทดแทนมากขึ้น

ส่วน นางสาวสุปาณี จันทมาศ ผู้เชี่ยวชาญด้านการออม การลงทุนและพัฒนาตลาดทุน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กล่าวว่า รัฐบาลต้องมีการจัดการด้านการคลังให้มีความพร้อมด้านงบประมาณ ในการจัดสวัสดิการให้ผู้สูงอายุ โดยในปี 2558 ใช้งบประมาณไป 2.7 แสนล้านบาท ในปี 2568 จะเพิ่มเป็น 6.7 แสนล้านบาท ขณะที่ ในภาพรวมระบบหลักประกันทางสังคม กรณีชราภาพ เช่น สวัสดิการชราภาพที่รัฐให้ฝ่ายเดียว บำเหน็จบำนาญข้าราชการ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ การออมภาคบังคับกับกองทุนประกันสังคมมาตรา 33,39 กองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน และการออมภาคสมัครใจกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนการออมแห่งชาติ ที่ผ่านมา ต่างคนต่างดูแลโดยไม่ได้ประสานงานกันมากนัก รัฐบาลจึงควรจะรวมทุกหน่วยงานให้ทำงานสอดคล้องกัน โดยตั้งคณะกรรมการนโยบาย กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) มีนายกฯ เป็นประธาน ซึ่งมีกำหนดจะเปิดดำเนินการในปี 2561 ขณะนี้ ได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลังแล้ว และอยู่ระหว่างรอนำเข้า ครม. พิจารณา เมื่อมีผลบังคับใช้จะทำให้แรงงานในระบบ มีรายได้หลังเกษียณเพิ่มขึ้น

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้