วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สิ่งที่เห็นและเป็นไป

มีเหตุที่จะต้องบอกกล่าวท่านผู้อ่านหน่อยครับ...เนื่องจากข้อเขียนของผมฉบับวันพุธที่ 14 ก.ย.2559 ที่ผ่านมาหัวข้อเรื่อง “ปฏิรูปตำรวจสร้างค่านิยมใหม่” ปรากฏมีการสร้างกระแสในโซเชียลมีเดียในลักษณะที่ว่าดูหมิ่นด้วยการโฆษณาต่อเกียรติภูมิของสถาบันโรงเรียนนายร้อยตำรวจ

ขอบอกตรงๆชัดๆ 2 ประเด็น

1.ไม่มีเจตนาที่จะดูหมิ่นดูแคลนแต่อย่างใด

2.หากตีความหรือคิดว่ามีเจตนาอย่างนั้นก็ขออภัยด้วย

เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ได้มีคำสั่ง ม.44 ยกเลิกและแต่งตั้งนายกสภาและคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในสภาการศึกษาโรงเรียนนายร้อยตำรวจ

เพื่อปรับปรุงการบริหารงานโรงเรียนนายร้อยตำรวจให้มีประสิทธิภาพและแนวทางการปฏิรูปตำรวจด้วยการเปลี่ยนบุคคลในสภาชุดเก่าและแต่งตั้งชุดใหม่ที่มาจากหลายภาคส่วน

ภารกิจสำคัญก็คือ ให้พิจารณาแนวทางการพัฒนากิจการของโรงเรียนนายร้อยตำรวจและปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.โรงเรียนนายร้อยตำรวจปี 2551

เพื่อเตรียมการรองรับการปฏิรูปตำรวจแล้วเสนอให้นายกฯภายใน 3 เดือน

การปฏิรูปตำรวจนั้นเป็นเสียงเรียกร้องจากสังคมมาตลอด เพราะต้องการให้ซึ่งทำงานใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด

มาถึงรัฐบาลชุดนี้เริ่มต้นเข้ามาบริหารประเทศก็ถูกแรงกดดันให้ดำเนินการเรื่องนี้เป็นลำดับต้นๆ เพราะถือว่าเป็นเรื่องสำคัญและเชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้สามารถที่จะผลักดันให้เป็นจริงได้

แต่ดูเหมือนจะไม่ทันอกทันใจ แม้กระทั่ง พล.อ.ประยุทธ์ ยังถูกทวงถามเช่นกันว่าทำไมไม่ทำ หรือไม่กล้าทำ

สปช.ก่อนที่จะถูกยุบเลิกก็มีแนวคิดที่จะปฏิรูปตำรวจก็ยังไม่เป็นมรรคเป็นผล สปท.ที่มีภาระงานปฏิรูปประเทศก็ยังไม่เห็นเป็นรูปเป็นร่าง

ที่สุด พล.อ.ประยุทธ์ได้เริ่มต้นเองด้วยการมองลึกลงไปถึง “ต้นธาร” ของตำรวจคือ การตั้งนายกและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิชุดใหม่เพื่อให้ปรับปรุงงานบริหารงานโรงเรียนนายร้อยตำรวจ

นำเสนอแนวทางปฏิรูปตำรวจให้เวลา 3 เดือน

นั่นคงเป็นเพราะว่านายกฯก็เห็นความสำคัญที่จะต้องมีการดำเนินการในเรื่องนี้คงไม่ใช่เพราะเสียงเรียกร้องของสังคมเท่านั้น

ในความรู้สึกของเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยรวมก็คงรู้สึกในใจไม่ต่างกันว่าทำไมสังคมจึงเพ่งเล็งมาที่ตำรวจ

1. ความรู้สึกคับข้องใจย่อมเกิดขึ้นแน่

2. เหตุที่เป็นเช่นนี้ต่างก็ทราบกันดีแล้วว่าเพราะอะไร

สังคมไทยนั้นคาดหวังต่อตำรวจสูงกว่าองค์กรอื่นๆ เพราะต้องทำงานใกล้ชิดประชาชนและต้องการให้ทำหน้าที่เพื่อพิทักษ์สันติราษฎร์อย่างแท้จริง

ในสังคมคนหมู่มากในองค์กรต่างๆ ย่อมมีทั้งคนดีและคนไม่ดีถือว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ทำยังไงให้มีคนดีมากกว่าคนเลวจึงเป็นเรื่องที่จะต้องมีแนวคิดเพื่อปรับปรุงแก้ไขกันตลอดเวลา

แน่นอนว่าปัญหาของตำรวจนั้นมีแน่ทั้งภายในองค์กรและนอกองค์กร จึงเกิดแรงกดดันไปรอบด้านอยู่ที่ว่าจะปรับปรุงแก้ไขกันอย่างไรเท่านั้น

เพื่อประโยชน์ของตำรวจเองและสังคมโดยรวม ถ้าหากจัดการปัญหาต่างๆได้ดีก็ยิ่งจะทำให้ตำรวจสามารถทำงานด้วยความสุข มีความมั่นคงและได้รับการยอมรับ

เหล่านี้คือสิ่งที่สังคมต้องการที่จะได้เห็นและคงไม่ได้ยินคำพูดที่ว่าประเทศไทยหากตำรวจดีเสียอย่างทุกอย่างจะดีขึ้น

“ตำรวจ” จะได้เดินเชิดหน้าในสังคมด้วยความภาคภูมิใจอย่างองอาจ.

“สายล่อฟ้า”

16 ก.ย. 2559 13:03 16 ก.ย. 2559 13:03 ไทยรัฐ